Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1982/2524

พ.ศ. 2524 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์เป็นผู้ประมูลก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำให้แก่จำเลยซึ่งมีบริษัทหนึ่งเป็นวิศวกรที่ปรึกษา หลังจากก่อสร้างเสร็จและส่งมอบงานแล้ว โจทก์ได้เรียกร้องเงินนอกเหนือจากที่ระบุไว้ในสัญญา โดยผ่านวิศวกรที่ปรึกษาไปยังจำเลย จำเลยได้เสนอค่าเสียหายแก่โจทก์ในจำนวนที่ต่ำกว่าเงินที่โจทก์เรียกร้อง โจทก์จึงได้เสนอเรื่องให้วิศวกรที่ปรึกษาของจำเลยชี้ขาดตามข้อสัญญา ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีฯ วิศวกรวินิจฉัย ให้จำเลยจ่ายเงินให้โจทก์เป็นจำนวนหนึ่ง ดังนี้ การที่โจทก์ฟ้อง เรียกร้องค่าเสียหายตามคำวินิจฉัยของวิศวกรที่ปรึกษา ซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้เป็นอย่างอื่น จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 3,413,563 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 1 ในฐานะหุ้นส่วน พร้อมดอกเบี้ย

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาโดยคู่ความไม่โต้เถียงกันว่า เมื่อปี พ.ศ. 2508 คณะรัฐมนตรีได้มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการเตรียมการก่อสร้างปรับปรุงระบบระบายน้ำจังหวัดพระนครขึ้น โดยให้จำเลยเป็นเจ้าของเรื่องและเป็นคู่สัญญากับผู้รับเหมาก่อสร้างคณะกรรมการดังกล่าวได้คัดเลือกบริษัทแคมป์ เดรสเซอร์ แอนค์ แมคกี้ จำกัดเป็นวิศวกร ที่ปรึกษา มีหน้าที่สำรวจและออกแบบระบบทางระบายน้ำ น้ำโสโครก และป้องกันน้ำท่วม นอกจานี้จำเลยได้จ้างบริษัทดังกล่าวเป็นวิศวกรผู้ควบคุมการก่อสร้างด้วยการก่อสร้างในคดีนี้เรียกว่า การก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำตามโครงการพระราม 4 คณะกรรมการในนามของจำเลย

ได้จัดให้มีการประชุมเพื่อก่อสร้าง ในที่สุดโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นหุ้นส่วนกันในนาม "แกมมอน - ดิน - เนียร์มูดี้ จอยท์ - เวนเจอร์" เป็นผู้ประมูลได้ และได้ทำสัญญากับจำเลยเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2513 ดังเอกสารหมาย จ.22 (เอกสารหมาย จ.3 และ ล.1 เป็นส่วนหนึ่งของสัญญานี้) ในการควบคุมงาน คณะกรรมการซึ่งทำการแทนจำเลยได้แต่งตั้งคณะกรรมการโครงการพระราม 4 ขึ้นเพื่อทำหน้าที่ติดตามตรวจสอบผลงานและทำการต่าง ๆ แทนคณะกรรมการดังปรากฏรายละเอียดตามเอกสารหมาย จ.10 ในที่สุดโจทก์ผู้รับเหมาก่อสร้างได้ทำการก่อสร้างจนแล้วเสร็จ และได้ส่งมอบงานให้แก่จำเลย โดยวิศวกรที่ปรึกษาได้ทำหนังสือระบุว่างานก่อสร้างได้แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2515 ดังเอกสารหมาย

จ.11 หลังจากส่งมอบงานแล้ว โจทก์ได้เรียกร้องเงินนอกเหนือจากที่ระบุไว้ในสัญญารวม 15 รายการ ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.26 ซึ่งย่อได้ตามเอกสรรหมาย จ.27 (มีคำแปลตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4 ศาลชั้นต้นหมาย จ.4) รวมเป็นเงิน8 ล้านบาทเศษโดยค่าเสียหายที่เปลี่ยนแปลงไปจากสัญญาเดิม คือ มีการก่อสร้างเปลี่ยนทิศทางน้ำเข้าที่ต้นอุโมงค์ และรายการอื่น ๆ หลายประการ ข้อเรียกร้องนี้ได้ยื่นผ่านวิศวกรที่ปรึกษาไปยังจำเลย วิศวกรที่ปรึกษาได้พิจารณาก่อนแล้วส่งข้อเรียกร้องไปให้คณะอนุกรรมการฯ พิจารณาอีกครั้งหนึ่ง คณะอนุกรรมการฯ พิจารณาแล้วได้เสนอให้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 3 ล้านบาทเศษ ได้แจ้งให้โจทก์ทราบดังรายละเอียดตามเอกสารหมาย จ.7 และคณะกรรมการฯ

ได้สรุปผลแจ้งให้จำเลยทราบตามเอกสารหมาย จ.13 โจทก์ไม่พอใจในจำนวนเงินค่าเสียหายที่ฝ่ายจำเลยเสนอมาดังกล่าว จึงได้เสนอเรื่องราวให้วิศวกรที่ปรึกษาของจำเลยชี้ขาดตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 10 วิศวกรพิจารณาแล้วได้ทำวินิจฉัยส่งไปให้โจทก์และจำเลยทราบเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2516 โดยวินิจฉัยให้จำเลยจ่ายเงินให้โจทก์รวม 4 ล้านบาทเศษพร้อมดอกเบี้ย ปรากฏรายละเอียดตามเอกสารหมาย จ.9 ที่จำเลยฎีกาประการแรกว่า ตามพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่าย โจทก์นำข้อเรียกร้องเสนอต่อจำเลยตั้งแต่ พ.ศ. 2515 อ้างว่าทำให้โจทก์เสียหายเป็นมูลละเมิด โจทก์รู้ถึงมูลละเมิดตั้งแต่ พ.ศ. 2515 คดีโจทก์ขาดอายุความ 1 ปีแล้วนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายตามคำวินิจฉัยของวิศวกรที่ปรึกษาซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้เป็นอย่างอื่น จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 169 โจทก์นำข้อเรียกร้องเสนอจำเลยเมื่อปี

พ.ศ. 2515 และนำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2519 คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยชอบแล้ว ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นในประเด็นที่ว่าโจทก์นำข้อพิพาทตามสัญญาไปให้วิศวกรที่ปรึกษาของจำเลยทำการวินิจฉัยถูกต้องตามเจตนารมณ์ของสัญญาว่าจ้าง ข้อ 19.1 หรือไม่นั้น ปรากฏตามสัญญาว่าจ้างข้อ 19.1 ดังเอกสารหมาย จ.3 มีข้อความดังต่อไปนี้ "นอกจากในสัญญาจะได้ระบุไว้เป็นประการอื่นโดยชัดแจ้ง ข้อพิพาทหรือความขัดแย้งไม่ว่าประการใด ๆ ที่เกิดขึ้นจากหรือเนื่องจากสัญญา หรือในการปฏิบัติงาน (ไม่ว่าระหว่างการดำเนินงานหรือหลังจากที่งานเสร็จเรียบร้อยแล้ว) และไม่ว่าก่อนหรือหลังการเลิกสัญญาการละทิ้งหรือการผิดสัญญา) ให้เสนอเป็นประการแรก และให้ทำการชำระสะสางโดยวิศวกร และวิศวกรจะได้แจ้งการตัดสินของเขาเป็นลายลักษณ์อักษรแก่เทศบาลและผู้รับเหมาภายใน 90 วัน(เก้าสิบวัน)"

ดังนี้ เห็นว่า ตามข้อสัญญาดังกล่าว ข้อพิพาทหรือความชัดแย้งไม่ว่าประการใด ๆ ที่เกิดขึ้น ฯลฯ วิศวกรที่ปรึกษามีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาด นอกจากในสัญญาจะได้ระบุไว้เป็นประการอื่นโดยชัดแจ้ง ซึ่งก็ไม่ปรากฏว่าสัญญาได้ระบุไว้เป็นประการอื่นใดดังที่ศาลล่างทั้งสองได้ยกขึ้นวินิจฉัยไว้แล้ว ฉะนั้น วิศวกรที่ปรึกษาจึงมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทหรือความขัดแย้งระหว่างโจทก์และจำเลยได้ หาเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนดังฎีกาจำเลยไม่ ที่จำเลยฎีกาโต้เถียงว่าตามข้อเท็จจริงแสดงว่ายังไม่มีข้อพิพาทวิศวกรที่ปรึกษาจึงยังไม่มีอำนาจวินิจฉัยนั้น ข้อเท็จจริงยุติดังกล่าวข้างต้นแล้วว่าการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำตามโครงการพระราม 4 คดีนี้เมื่อวิศวกรที่ปรึกษาทำหนังสือเอกสารหมาย

จ.11 ซึ่งเป็น "หนังสือรับรองการเสร็จงาน" ให้ โจทก์ก็ได้ส่งมอบงานและเรียกร้องเงินนอกเหนือจากที่ระบุไว้ในสัญญารวม 15 รายงาน ตามเอกสารหมาย จ.4 (ตรงตามเอกสารหมาย 6 ท้ายฟ้อง) เป็นเงิน 8,033,010บาท ทั้งนี้เป็นค่าเสียหายที่เปลี่ยนแปลงไปจากสัญญาเดิม การก่อสร้างเปลี่ยนทิศทางน้ำเข้าที่ต้นอุโมงค์และรายการอื่น ๆ โดยข้อเรียกร้องนี้ยังผ่านวิศวกร ที่ปรึกษาไปยังจำเลย ดังนี้ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติไปว่าวิศวกรที่ปรึกษาได้พิจารณาข้อเรียกร้องก่อน แล้วส่งให้คณะกรรมการโครงการพระราม 4 ของจำเลยพิจารณา ซึ่งคณะกรรมการฯ ดังกล่าวพิจารณาแล้วเสนอให้ค่าเสียหายแก่โจทก์เพียง 3,491,941 บาท ดังรายละเอียดตามเอกสารหมาย

จ.7 และ จ.9 กับต่อมาปรากฏตามหนังสือของคณะกรรมการเตรียมการก่อสร้างปรับปรุงระบบระบายน้ำจังหวัดพระนคร เอกสารหมาย จ.13 ลงวันที่ 30 มกราคม 2516เรื่องสรุปผลการวินิจฉัยการเรียกร้องค่าเสียหาย (CLAIM) ของบริษัทแกมมอน ดินเนียน์ มูดี้ (GKM) แจ้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครถึงจำนวนเงินที่เห็นควรอนุมัติทั้งสิ้น 3,337,199 บาท เพื่อประกอบการพิจารณาของกรุงเทพมหานครจำเลย โดยส่งข้อคิดเห็นของคณะกรรมการฯ ดังกล่าวในการพิจารณาการเรียกร้องค่าเสียหายซึ่งเท้าความว่า เรื่องนี้คณะกรรมการฯ ได้มอบให้คณะกรรมการฯพิจารณาแล้วด้วย ทั้งยังปรากฏตามคำเบิกความของนายจำรัส ฉายะพงศ์ พยานโจทก์ ซึ่งเป็นกรรมการผู้หนึ่งในคณะกรรมการฯ ดังกล่าวว่า

ต่อมาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้เรียกพยานมาร่วมประชุมตามบันทึกการประชุมเอกสารหมาย จ.14 เรื่องการพิจารณาการเรียกร้องค่าเสียหายของบริษัทแกมมอน - คินเนียร์ มูดี้ เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2516 มีผู้เข้าร่วมประชุมคือผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายจำรัส ฉายะพงศ์ ซึ่งเป็นกรรมการทำการแทนประธานคณะกรรมการเตรียมการก่อสร้างปรับปรุงระบบระบายน้ำจังหวัดพระนคร เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง กับผู้แทนบริษัทแกมมอน - คินเนียร์ มูดี้ และวิศวกรที่ปรึกษาบริษัทแคมป์ เครสเซอร์ แอนด์ แมคกี้ ร่วมประชุมด้วย กลับปรากฏข้อความเพิ่มเติมตามบันทึกการประชุมว่า กองกฎหมายและคดีได้พิจารณาเฉพาะรายการที่เกี่ยวกับกฎหมายคือ รายการที่ 1, 2, 3, 10 และ 11 เห็นควรจ่ายให้เฉพาะรายการที่ 1 ส่วนรายการที่ 2, 3, 10 และ 11 ไม่ควรจ่าย

รวมเป็นเงินที่จะต้องจ่ายทั้งสิ้น 2,712,621 บาท และปรากฏตามคำเบิกความของนายจำรัส ฉายะพงศ์ ว่า ทราบว่าจำเลยส่งเรื่องไปหารือกรมอัยการเกี่ยวกับการจ่ายเงินค่าจ้าง แต่พยานไม่ทราบผล ซึ่งก็เป็นความจริง ดังปรากฏตามบันทึกข้อความเรื่องการพิจารณาการเรียกร้องค่าเสียหายของบริษัทแกมมอน - คินเนียร์ มูดี้ ที่จำเลยอ้างส่งศาล หมาย ล.2 ดังนี้รับฟังได้ว่าได้มีข้อพิพาทหรือความขัดแย้งเกิดขึ้นแล้ว การที่โจทก์นำข้อพิพาทไปให้วิศวกรที่ปรึกษาทำการวินิจฉัยตามหนังสือเอกสารหมาย จ.15 จึงถูกต้องชอบด้วยข้อตกลงตามสัญญาข้อ 14.1 แล้ว และโดยสัญญาข้อ 14.1 มีข้อความต่อไปว่า "ในกรณีที่วิศวกรได้ให้คำตัดสินเป็นลายลักษณ์อักษรแก่เทศบาลและผู้รับเหมา และเทศบาลและผู้รับเหมามิได้ติดต่อวิศวกรเพื่อเรียกร้องให้มีอนุญาโตตุลาการภายใน 90 วัน (เก้าสิบวัน)จากวันที่ได้รับแจ้ง ให้ถือว่าการตัดสินดังกล่าวเป็นที่สุดและผูกพันทั้งเทศบาลและผู้รับเหมา

ฯลฯ" ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงยุติตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาโดยจำเลยมิได้เถียงว่าเทศบาล (จำเลย) และผู้รับเหมา (โจทก์) มิได้ดำเนินการเรียกร้องให้มีอนุญาโตตุลาการตามข้อกำหนดในสัญญา ฉะนั้นตามสัญญาข้อ 14.1 ดังกล่าว คำวินิจฉัยของวิศวกรที่ปรึกษาจึงเป็นที่สุดและผูกพันจำเลยและโจทก์แล้ว"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อำนัคฆ์ คล้ายสังข์ · ขจร หะวานนท์ · แถมชัย สิทธิไตรย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้