Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19706/2557

พ.ศ. 2557 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เมื่อจำเลยและธนาคาร ก. ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ได้แสดงต่อสำนักงานวางทรัพย์กลางว่าจะรับเอาทรัพย์นั้น สิทธิถอนทรัพย์ของโจทก์ที่ 1 จึงเป็นอันขาดไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 334 วรรคสอง (2) เหตุที่สำนักงานวางทรัพย์กลางยังไม่จ่ายเงินเนื่องจากจำเลยและธนาคาร ก. ต่างขอรับเงินจำนวนนี้ จึงต้องมีการพิสูจน์สิทธิต่อสำนักงานวางทรัพย์กลางว่าแท้จริงแล้วผู้ใดมีสิทธิได้รับเงินจำนวนนี้ เมื่อยังไม่มีการพิสูจน์สิทธิ สำนักงานวางทรัพย์กลางต้องเก็บรักษาเงินดังกล่าวไว้เพื่อจ่ายให้แก่เจ้าหนี้ผู้มีสิทธิที่แท้จริง แม้จะล่วงพ้นเวลาสิบปีนับแต่ได้รับการบอกกล่าว ก็ไม่ทำให้สิทธิของเจ้าหนี้เหนือทรัพย์ที่วางไว้ระงับสิ้นไป โจทก์ที่ 1 จึงไม่มีสิทธิที่จะถอนเงินวางทรัพย์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 339

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องจากโจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องว่า ภายหลังโจทก์ทั้งสามฟ้องคดีนี้ ต่อมาเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2534 โจทก์ที่ 1 นำเงินค่าเช่าไปวางทรัพย์ที่สำนักงานวางทรัพย์กลาง โดยอ้างว่าจำเลยไม่ยอมรับชำระค่าเช่า ครั้นวันที่ 7 เดือนดังกล่าว สำนักงานวางทรัพย์กลางอนุญาตให้โจทก์ที่ 1 เพิ่มชื่อธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) มีสิทธิขอรับเงินค่าเช่าที่วางได้ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2534 และวันที่ 4 กันยายน 2534 จำเลยและธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ยื่นคำร้องขอรับเงินที่วางทรัพย์ สำนักงานวางทรัพย์กลางมีคำสั่งให้รอการจ่ายเงินดังกล่าวเนื่องจากเจ้าหนี้มารายเดียวไม่พร้อมกัน ต่อมาวันที่ 21 กรกฎาคม 2546 โจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องต่อสำนักงานวางทรัพย์กลางขอถอนเงินวางทรัพย์จำนวน 3,196,124.40 บาท

เพราะเจ้าหนี้ทั้งสองรายไม่มาขอถอนเงินวางทรัพย์ จนระยะเวลาล่วงเลยไปกว่า 10 ปี แต่เจ้าพนักงานสำนักงานวางทรัพย์กลางมีคำสั่งให้ยกคำร้อง หากไม่เห็นชอบด้วยคำสั่งให้อุทธรณ์ต่ออธิบดีกรมบังคับคดี เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2546 อธิบดีกรมบังคับคดีมีคำสั่งให้ยกคำร้องและให้นัดพร้อมจำเลยและธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) มาเพื่อพิสูจน์สิทธิว่าผู้ใดจะมีสิทธิรับเงินวางทรัพย์ ขอให้มีคำสั่งว่า คำสั่งของอธิบดีกรมบังคับคดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยและธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ไม่มีสิทธิรับเงินที่โจทก์ที่ 1 วางทรัพย์ไว้

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่โจทก์ที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ โจทก์ที่ 1 ฎีกา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาต่อศาลฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งให้รับฎีกาของโจทก์ที่ 1

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ในประการแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ที่ 1 ฎีกาว่า ประเด็นที่พิพาทในชั้นนี้เป็นเรื่องโต้แย้งเกี่ยวกับเงินที่โจทก์ที่ 1 วางทรัพย์ต่อสำนักงานวางทรัพย์กลางเพื่อชำระค่าเช่าแก่จำเลย คำสั่งของอธิบดีกรมบังคับคดีที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ที่ 1 ถอนเงินวางทรัพย์ จึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับการบังคับคดี ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคำสั่งดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทในคดีนี้ ไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ไว้วินิจฉัยจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสามฟ้องว่าสัญญาเช่าระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่า

ขอให้บังคับจำเลยแก้ไขสัญญาเช่าจาก 3 ปี เป็น 6 ปี ขอแก้ไขคู่สัญญาและจดทะเบียนสิทธิการเช่า การวางเงินต่อสำนักงานวางทรัพย์กลางของโจทก์ที่ 1 ก็โดยเจตนาจะชำระค่าเช่าเพื่อให้เจ้าหนี้ที่แท้จริงรับไป เมื่อโจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องขอถอนเงินจำนวนดังกล่าว เจ้าพนักงานสำนักงานวางทรัพย์กลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องและต่อมาอธิบดีกรมบังคับคดีมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ที่ 1 ถอนเงินที่วางทรัพย์ คำสั่งของเจ้าพนักงานสำนักงานวางทรัพย์กลางและอธิบดีกรมบังคับคดี จึงเป็นคำสั่งเกี่ยวเนื่องกับการบังคับคดีในคดีนี้ การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ไว้วินิจฉัยจึงไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ที่ 1 ฟังขึ้น

สำหรับปัญหาว่า โจทก์ที่ 1 มีสิทธิถอนเงินที่วางต่อสำนักงานวางทรัพย์กลางคืนหรือไม่นั้น ศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัย แต่เมื่อสำนวนความขึ้นสู่ศาลฎีกาโดยพยานหลักฐานในสำนวนและเอกสารท้ายคำร้องลงวันที่ 15 กันยายน 2546 ของโจทก์ที่ 1 เพียงพอที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยได้ และเพื่อให้การพิจารณาพิพากษาเป็นไปโดยรวดเร็ว จึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้ไปโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก่อน เห็นว่า วันที่ 2 สิงหาคม 2534 โจทก์ที่ 1 วางเงินต่อสำนักงานวางทรัพย์กลางอ้างว่าจำเลยไม่ยอมรับค่าเช่า วันที่ 7 เดือนดังกล่าว โจทก์ที่ 1 เพิ่มธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) มีสิทธิขอรับเงินค่าเช่าที่วางไว้วันที่ 8 สิงหาคม 2534 และวันที่ 4 กันยายน 2534 จำเลยและธนาคารกรุงเทพฯ

พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ขอรับเงินที่วางทรัพย์ สำนักงานวางทรัพย์กลางมีคำสั่งให้รอการจ่ายเงินดังกล่าวเนื่องจากเจ้าหนี้มารายเดียว เมื่อจำเลยและธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ได้แสดงต่อสำนักงานวางทรัพย์กลางว่าจะรับเอาทรัพย์นั้น สิทธิถอนทรัพย์ของโจทก์ที่ 1 จึงเป็นอันขาดไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 334 วรรคสอง (2) เหตุที่สำนักงานวางทรัพย์กลางยังไม่จ่ายเงินเนื่องจากจำเลยและธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) ต่างขอรับเงินจำนวนนี้ จึงต้องมีการพิสูจน์สิทธิต่อสำนักงานวางทรัพย์กลางว่าแท้จริงแล้วผู้ใดมีสิทธิได้รับเงินจำนวนนี้ เมื่อยังไม่มีการพิสูจน์สิทธิ สำนักงานวางทรัพย์กลางต้องเก็บรักษาเงินดังกล่าวไว้เพื่อจ่ายให้แก่เจ้าหนี้ผู้มีสิทธิที่แท้จริง

แม้จะล่วงพ้นเวลาสิบปีนับแต่ได้รับการบอกกล่าว ก็ไม่ทำให้สิทธิของเจ้าหนี้เหนือทรัพย์ที่วางไว้ระงับสิ้นไป โจทก์ที่ 1 จึงไม่มีสิทธิที่จะถอนเงินวางทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 339 คำสั่งเจ้าพนักงานสำนักงานวางทรัพย์กลางและคำสั่งอธิบดีกรมบังคับคดีที่ให้ยกคำร้องขอถอนเงินวางทรัพย์ของโจทก์ที่ 1 และคำสั่งอธิบดีกรมบังคับคดีที่ให้นัดพร้อม จำเลยและธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) มาพิสูจน์สิทธิ จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของโจทก์ที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ณฤทธิ์ บุญปริอาทร · ประพาฬ อนมาน · อรรณพ จุฬาพิมพ์พันธุ์
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นางกาญจนา ฤทธิทิศ
ศาลอุทธรณ์ - นายยงยุทร แสงรุ่งเรือง
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.2023/2557
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ19216/2533
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ3710/2536
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้