Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 197/2542

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

กฎระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลย เรื่องสวัสดิการพนักงาน ข้อ 2 ว่าด้วยเงินสะสมพนักงานระบุเจตนารมณ์การจัดให้มีเงินสะสมขึ้นเพื่อช่วยเหลือและเป็นหลักประกันให้เกิดความมั่นคงในอนาคตของพนักงาน ที่ลาออกหรือเกษียณอายุว่าหลังจากพ้นสภาพพนักงานด้วยเหตุ ดังกล่าวจะได้เงินจำนวนหนึ่ง ซึ่งเงินที่จะได้รับนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเงินที่หักไว้จากค่าจ้างของโจทก์ในแต่ละเดือน และอีกส่วนหนึ่งจำเลยจะต้องสมทบซึ่งต้องมอบเงินให้พนักงาน ที่ลาออกในจำนวนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ทุกกรณีเสมอ ไม่ใช่กำหนดให้อยู่ในดุลพินิจของจำเลยเป็นผู้พิจารณาว่า ควรจะสมทบเงินหรือควรจะมอบเงินให้หรือไม่เพราะถ้าให้อยู่ ในดุลพินิจของจำเลย ย่อมเป็นการไม่แน่นอนว่าจำเลยจะ สมทบเงินหรือจะมอบเงินให้หรือไม่ จึงไม่เป็นหลักประกัน ที่แน่นอนและไม่ก่อให้เกิดความมั่นคงในอนาคตของโจทก์ ทั้งไม่มีสวัสดิการที่จำเลยจะต้องจัดให้โจทก์ตาม เจตนารมณ์ที่กำหนดไว้ ข้อความในกฎระเบียบข้อบังคับการทำงาน ข้อ 2(7)(8) ที่ระบุว่าจำเลยจะสมทบเงินหรือจะพิจารณามอบเงิน คำว่า "จะ" หมายความเพียงว่าในเวลาข้างหน้าถัดจากมีกฎระเบียบข้อบังคับ การทำงานแล้ว จำเลยจึงจะต้องปฏิบัติและจ่ายเงินตาม หลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ และคำว่า "จะพิจารณา" ก็มีความหมาย เพียงว่าให้จำเลยพิจารณาก่อนว่าโจทก์ออกจากงานเนื่องจาก การกระทำความผิดหรือไม่ และถ้ามีสิทธิได้รับเงินที่จำเลย จะสมทบและจะมอบให้ โจทก์มีสิทธิได้รับตามกฎระเบียบข้อบังคับ การทำงานข้อใดเท่านั้น ไม่ใช่กำหนดให้เป็นดุลพินิจของ จำเลยที่จะพิจารณาว่าควรจะสมทบเงินหรือควรจะมอบเงิน ให้โจทก์หรือไม่

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งห้าสำนวน

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันโดยให้เรียกโจทก์สำนวนแรกว่าโจทก์ที่ 1 และเรียกโจทก์สำนวนถัดไปว่าโจทก์ที่ 2 ถึงโจทก์ที่ 5 ตามลำดับโจทก์ทั้งห้าฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์ทั้งห้าเป็นลูกจ้างทำงานให้แก่จำเลย แต่จำเลยค้างจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 และจำเลยหักเงินค่าจ้างของโจทก์ทั้งห้าไว้เดือนละ 1 วันเป็นเงินสะสมโดยตกลงจะคืนเงินสะสมและดอกเบี้ยพร้อมกับจ่ายเงินสมทบให้ตามระเบียบเมื่อโจทก์ทั้งห้าลาออกจากงานโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ทำงานมาเกิน 15 ปี มีสิทธิได้รับเงินไม่ต่ำกว่า 180 วัน โจทก์ทั้งห้าลาออกจากงาน แล้วทวงถามให้จำเลยชำระเงินดังกล่าว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายเงินสะสม

เงินสมทบและเงินที่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 มีสิทธิได้รับกรณีทำงานเกิน 15 ปี แก่โจทก์แต่ละคน ตามคำขอท้ายฟ้องจำเลยทั้งห้าสำนวนให้การว่า โจทก์ทั้งห้าเป็นลูกจ้างจำเลยแต่ได้ลาออกแล้วตามกฎระเบียบข้อบังคับการทำงาน หมวดที่ 9สวัสดิการพนักงาน ข้อ 2(1) ถึง (8) จำเลยจะจ่ายเงินสะสมคืนพร้อมดอกเบี้ย หากตรวจพบว่าพนักงานมิได้กระทำผิดกฎระเบียบข้อบังคับการทำงาน ส่วนเงินสมทบตาม (1) ถึง (8)ถือว่าเป็นดุลพินิจของจำเลยที่จะจ่ายหรือไม่ โดยพิจารณาจากผลกำไรขาดทุน ประกอบกับสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันมีปัญหาและจำเลยประสบปัญหาขาดทุนจึงไม่สามารถจ่ายเงินสมทบได้ ขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งห้าเป็นลูกจ้างจำเลย โดยโจทก์ที่ 1 ทำงานเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน2535 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 24,688 บาท

โจทก์ที่ 2 ทำงานเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2519 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 20,234 บาท โจทก์ที่ 3 ทำงานเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2519 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 14,185 บาทโจทก์ที่ 4 ทำงานเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2522 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 11,612 บาท และโจทก์ที่ 5 ทำงานเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2533 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 6,900 บาท โจทก์ที่ 1 ลาออกเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2541 โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 ลาออกเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2541 และจำเลยค้างจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 และได้หักค่าจ้างของโจทก์ทั้งห้าไว้เป็นเงินสะสมโดยตกลงจ่ายเงินสะสม ดอกเบี้ย เงินสมทบ และเงินกรณีทำงานเกิน 15 ปี ให้เมื่อโจทก์ทั้งห้าลาออกจากงานตามฟ้องจริง

พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายให้โจทก์ที่ 1 จำนวน 37,032 บาท ให้โจทก์ที่ 2 จำนวน 27,653 บาท จ่ายเงินสะสมและเงินสมทบให้โจทก์ที่ 1 จำนวน 69,740.28 บาท ให้โจทก์ที่ 2 จำนวน 155,636 บาท ให้โจทก์ที่ 3 จำนวน 88,072 บาท ให้โจทก์ที่ 4 จำนวน 91,864.16 บาท ให้โจทก์ที่ 5 จำนวน 39,358.75 บาท และจ่ายเงินกรณีทำงานเกิน 15 ปี ให้โจทก์ที่ 2 จำนวน 121,404 บาท ให้โจทก์ที่ 3 จำนวน 85,140 บาท และให้โจทก์ที่ 4 จำนวน 69,672 บาทจำเลยทั้งห้าสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ที่จำเลยอุทธรณ์ว่ากฎระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลยเอกสารหมาย จ.1หมวดที่ 9 เรื่องสวัสดิการพนักงาน ข้อ 2(7) ระบุว่าจำเลยจะจ่ายเงินสมทบเงินสะสมให้พนักงานที่ลาออก และข้อ 2(8)ระบุว่าจำเลยจะพิจารณามอบเงินให้พนักงานที่ลาออกและมีอายุงานเกิน 15 ปี ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในกฎระเบียบข้อบังคับการทำงาน ซึ่งข้อความว่าจะสมทบเงินและจะพิจารณามอบเงินมีความหมายว่าจะให้หรือไม่ให้ก็ได้ จึงถือได้ว่าเป็นดุลพินิจของจำเลยที่จะสมทบเงินหรือจะมอบเงินให้พนักงานหรือไม่ โดยนำสภาวะเศรษฐกิจ ผลประกอบการกำไร ขาดทุน มาประกอบการพิจารณาด้วยนั้น เห็นว่า กฎระเบียบข้อบังคับการทำงานหมวดที่ 9เรื่อง สวัสดิการพนักงาน ข้อ 2 ว่าด้วยเงินสะสมพนักงานได้ระบุเจตนารมณ์การจัดให้มีเงินสะสมขึ้นเพื่อช่วยเหลือและเป็นหลักประกันให้เกิดความมั่นคงในอนาคตของพนักงานที่ลาออกหรือเกษียณอายุว่าหลังจากพ้นสภาพพนักงานด้วยเหตุดังกล่าวแล้วจะได้เงินจำนวนหนึ่งตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในข้อ 2(1)

ถึง (9) ซึ่งเงินที่จะได้รับจำนวนดังกล่าวนอกจากจะเป็นส่วนหนึ่งของเงินที่หักไว้จากค่าจ้างของโจทก์ทั้งห้าในแต่ละเดือนแล้วเพื่อเป็นการให้สวัสดิการที่จำเลยจัดให้แก่พนักงานที่มิได้พ้นสภาพพนักงานเนื่องจากการกระทำความผิดตามเจตนารมณ์ดังกล่าวจำเลยจะต้องสมทบเงินและจะต้องมอบเงินให้พนักงานที่ลาออกตามจำนวนที่จะพึงได้รับตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ทุกกรณีเสมอหาใช่กำหนดให้อยู่ในดุลพินิจของจำเลยเป็นผู้พิจารณาว่าควรจะสมทบเงินหรือควรจะมอบเงินให้หรือไม่ เพราะถ้าให้อยู่ในดุลพินิจของจำเลยแล้วย่อมจะเป็นการไม่แน่นอนว่าจำเลยจะสมทบเงินหรือจะมอบเงินให้หรือไม่ จึงไม่เป็นหลักประกันที่แน่นอนและไม่ก่อให้เกิดความมั่นคงในอนาคตของโจทก์ทั้งห้าทั้งไม่มีสวัสดิการที่จำเลยจะต้องจัดให้โจทก์ทั้งห้าตามเจตนารมณ์ที่กำหนดไว้

สำหรับข้อความที่ระบุว่าจำเลยจะสมทบเงินหรือจะพิจารณามอบเงินนั้น คำว่า "จะ" หมายความเพียงว่าในเวลาข้างหน้าถัดจากมีกฎระเบียบข้อบังคับการทำงานแล้วจำเลยจึงจะต้องปฏิบัติและจ่ายเงินตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ส่วนคำว่า "จะพิจารณา" นั้น ก็มีความหมายเพียงว่าให้จำเลยพิจารณาก่อนว่าโจทก์ทั้งห้าออกจากงานเนื่องจากการกระทำความผิดหรือไม่ และถ้ามีสิทธิได้รับเงินที่จำเลยจะสมทบและจะมอบให้โจทก์ทั้งห้ามีสิทธิได้รับตามกฎระเบียบข้อบังคับการทำงานข้อใดเท่านั้น หาใช่กำหนดให้เป็นดุลพินิจของจำเลยที่จะพิจารณาว่าควรจะสมทบเงินหรือควรจะมอบเงินให้หรือไม่ดังจำเลยอ้างที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินให้โจทก์ตามฟ้องชอบแล้ว อุทธรณ์จำเลยทั้งห้าสำนวนฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
มงคล คุปต์กาญจนากุล · เสมอ อินทรศักดิ์ · อร่าม หุตางกูร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้