Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1968/2506

พ.ศ. 2506 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เมื่อจำเลยรับว่าได้ขุดทำนบซึ่งบุคคลใช้เป็นทางสาธารณะขาดออกกว้าง 7 วา ยาว 5 วาจริง แต่ต่อสู้ว่าไม่ได้ทำให้ทางสาธารณะเสียหายและไม่เป็นอันตรายต่อการจราจร ดังนี้ทำนบซึ่งใช้เป็นทางสัญจรไปมานี้ เป็นทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์เมื่อจำเลยทำการขุดให้ลักษณะดังกล้าวข้างต้น ถือได้ว่าจำเลยทำให้เสียหาย ย่อมมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา 160 ส่วนที่จะผิดตามมาตรา 229 ด้วยหรือไม่นั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากพยานโจทก์เพียงว่าราษฎรไม่อาจเกินหรือใช้เกวียนบนทำนบนี้ได้ก่อนที่จะถมให้กลับคืนดีโดยไม่ปรากฎว่ามีลักษณะอันน่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่การจราจรแต่อย่างใด ต้องถือว่าจำเลยได้ทำแต่เพียงให้ทางเสียหายใช้การไม่ได้ไปชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น จำเลยจึงไม่ผิดตามมาตรา 229 ด้วย ข้อที่จำเลยอ้างว่าจำเลยขุดทำนบเสียหายก็เพื่อระบายน้ำออกจากนาจำเลย มิฉะนั้นน้ำจะท่วมข้าวของจำเลยตายหมดนั้น ไม่พอจะก่อให้เกิดสิทธิอันเป็นความจำเป็นตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 67 ได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยบังอาจขุดทำลายทำนบกั้นน้ำหนองขนุน ซึ่งติดต่อกับที่ของจำเลยชำรุดเสียหายขาดออกกว้าง ๗ วา ยาว ๕ วา ในลักษณะอันน่าจะเป็นอันตรายแก่การจราจรของประชาชนและเกวียน และทำให้ทำนบเสื่อมสภาพเพราะเป็นทำนบใช้กั้นน้ำหนองขนุนและให้เป็นทางเดินสาธารณประโยชน์ไปยังหมู่บ้านต่าง ๆ และได้บังอาจทำรั้วลวดหนามรุกล้ำเข้าไปในหนองขนุนอันเป็นหนองสาธารณประโยชน์และได้ยึดถือครอบครองที่ที่จำเลยรุกล้ำเป็นเนื้อที่ประมาณ ๑ ไร่เศษ และได้ฝังท่อน้ำไม้แก่นในตัวทำนบดังกล่าวโดยจำเลยไม่มีสิทธิครอบครอง และมิได้รับอนุญาตนายเฉลิมปลัดอำเภอรักษาการแทนนายอำเภอบังใหญ่ออกคำสั่งให้จำเลยรื้อลวดหนามและท่อน้ำไม้แก่นออก จำเลยทราบคำสั่งแล้วไม่ปฏิบัติตาม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๒๙,๑๖๐,๑๖๘ ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๔,๑๐๘ พระราชบัญญัติปกครองท้องที่ พ.ศ.๒๔๕๗ มาตรา ๑๒๖

จำเลยให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ว่าจำเลยมีความผิดฐานทำให้ทำนบสาธารณเสียหาย เป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่การจราจรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๒๙,๓๖๐ ลงโทษปรับจำเลยตามมาตรา ๒๒๙ ประกอบมาตรา ๙๐ เพียงบทเดียว

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยรับว่าได้ขุดทำนบซึ่งบุคคลใช้เป็นทางสาธารณขาดออกกว้าง ๗ วา ยาว ๕ วาจริง แต่ต่อสู้ว่าไม่ได้ทำให้ทางสาธารณะเสียหายและไม่เป็นอันตรายต่อการจราจรทำนบซึ่งใช้เป็นทางสัญจรไปทางนี้เป็นทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ เมื่อจำเลยทำการขุดได้ว่าจำเลยทำให้เสียหาย มีความผิดแล้ว แม้จะได้ความว่ามีการถมทำให้คืนดีดังเดิมแล้วก็ดี+หาพ้นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๖๐ ไปได้ไม่ และที่จำเลยอ้างว่า+จำเลยไม่ได้ทำให้เกิดอันตรายแก่การจราจรนั้น ข้อเท็จจริงได้ความจากพยานโจทก์เพียงว่า+ไม่อาจเดินหรือใช้เกวียนบนทำนบนี้ได้ก่อนที่จะถมให้กลับคืนดี ได้ความเพียงเท่านี้ไม่ปรากฎว่ามีลักษณะอันน่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่การจราจรแต่อย่างใด

ต้องถือว่าจำเลย+แต่เพียงให้ทางเสียหายใช้การไม่ได้ไปชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น จำเลยจึงไม่ควรมีความผิดตามมาตรา ๒๒๙ ด้วย จำเลยต่อสู้อีกข้อหนึ่งว่า ที่จำเลยขุดทำนบรายนี้ก็เพื่อระบายน้ำออกจากนาจำเลย มิฉะนั้นน้ำจะท่วมข้าวของจำเลยตายหมด เป็นการกระทำความผิดด้วยความจำเป็น+ จำเลยไม่ต้องรับโทษนั้น

ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามที่จำเลยอ้างนี้ไม่พอจะก่อให้เกิดสิทธิ์เป็นความจำเป็นตามมาตรา ๖๗ ได้ เพราะพฤติการณ์ยังไม่อยู่ในที่บังคับหรือภายใต้อำนาจไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนได้ และยังไม่ใช่กรณีที่ต้องกระทำเพื่อให้พ้นจากอันตรายที่ใกล้+ ฯลฯ และขณะนั้นก็ไม่ปรากฎว่าข้าวในนาของผู้อื่นที่ใกล้เคียงกับนาจำเลยจะถึงกับต้อง+หายอย่างจำเลยอ้าง จำเลยจึงต้องมีความผิด จำเลยจะว่าได้กระทำความผิดเพราะความเป็นนั้นยังไม่ได้

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้ว่า จำเลยมีความผิดบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๖๐

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ยุ้ย อาตมียะนันทน์ · ยุ้ย อาตมียะนันทน์ · ห้วน ประชาบาล
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดนครราชสีมา - นายจำรัส ทัทแสง
ศาลอุทธรณ์ - นายเชิญ สินธุนาวา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้