Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1966/2531

พ.ศ. 2531 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ผู้เสียหายถูกดำเนินคดีในข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่น ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าพนักงานผู้สอบสวนคดีได้เรียกให้ผู้เสียหายชำระเงินจำนวน 4,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 เพื่อช่วยผู้เสียหายมิให้ต้องรับโทษ จำเลยที่ 2 ชอบพอกับผู้เสียหายและไปบ้านผู้เสียหายเป็นประจำ จำเลยที่ 2 มาบอกผู้เสียหายว่าจำเลยที่ 1 ฝากถามว่ามีเงินหรือไม่ และในวันที่จำเลยที่ 1 มารับเงินที่บ้านผู้เสียหายตามนัด จำเลยที่ 2 ขี่รถจักรยานยนต์มาถึงบ้านผู้เสียหายในภายหลัง และขึ้นไปหาผู้เสียหายในขณะที่ผู้เสียหายส่งมอบเงินให้จำเลยที่ 1 พอดี พฤติการณ์ของจำเลยที่2 ยังไม่ประจักษ์ชัดว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมหรือช่วยเหลือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 ในการเรียกเงินจากผู้เสียหาย.(ที่มา-ส่งเสริมฯ)

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา149, 157, 201, 86 กับให้คืนของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างพิจารณาแล้วหลบหนีไปศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีชั่วคราวสำหรับจำเลยที่ 1

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 201, 86 จำคุกจำเลยที่ 2 ไว้มีกำหนด 13 ปี 4 เดือนของกลางคืนเจ้าของ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปีนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ฎีกาโดยผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งลงชื่อในคำพิพากษารับรองว่าข้อความที่ตัดสินเป็นปัญหาสำคัญและอนุญาตให้ฎีกาได้

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า 'ข้อเท็จจริงของคดีฟังได้ในเบื้องต้นว่านายเหล็ง ชูขวัญ ผู้เสียหายได้ถูกดำเนินคดีในข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่น ในชั้นสอบสวนคดีที่ถูกกล่าวหาจำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าพนักงานผู้สอบสวนคดีได้เรียกให้ผู้เสียหายชำระเงินจำนวน 4,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 เพื่อช่วยผู้เสียหายมิให้ต้องรับโทษในคดีที่ถูกกล่าวหาคงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ตามที่โจทก์กล่าวหาหรือไม่ ในปัญหานี้ข้อเท็จจริงได้ความจากผู้เสียหายว่าหลังจากผู้เสียหายได้รับหมายเรียกจากจำเลยที่ 1 ให้ไปที่สถานีตำรวจอำเภอบางแพเพื่อสอบปากคำในเรื่องที่ถูกนายพิมพ์และนางสาวชื่นกล่าวหาดังกล่าวแล้ว

ผู้เสียหายได้ไปพบจำเลยที่ 1 และให้การปฏิเสธข้อหาจำเลยที่ 1 ได้อนุญาตให้ประกันตัวไปโดยผู้เสียหายได้นำเงินสดจำนวน8,000 บาท เป็นค่าประกันตัวมาชำระให้จำเลยที่ 1 ภายหลังหลังจากนั้นต่อมานายหรีด ชูขวัญ ผู้ใหญ่บ้านซึ่งเป็นน้องผู้เสียหายมาบอกผู้เสียหายว่าจำเลยที่ 1 บอกว่าถ้าจะให้ช่วยคดีให้นำเงิน 80,000 บาท ไปให้เจ้าทุกข์ในคดีและอีก 14,000 บาทแก่จำเลยที่ 1 ผู้เสียหายตอบปฏิเสธไปว่าไม่มีเงินและยอมถูกดำเนินคดีต่อมาจำเลยที่ 1 ให้ผู้เสียหายไปพบที่บ้านแล้วสอบถามเรื่องเงินอีกซึ่งผู้เสียหายคงปฏิเสธโดยอ้างว่าไม่มีหลังจากนั้นผู้เสียหายถูกส่งตัวไปฟ้อง แต่อัยการไม่รับตัวไว้บอกให้ไปเสียค่าปรับที่โรงพักจำเลยที่ 1 จึงนัดหมายให้ผู้เสียหายไปพบที่โรงพักใหม่ในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2527 ก่อนถึงวันดังกล่าวประมาณ 4-5 วัน

จำเลยที่ 2 ได้มาบอกผู้เสียหายที่บ้านว่าจำเลยที่ 1 ให้ฝากถามมาว่ามีเงินไหม ผู้เสียหายตอบไปว่าไม่มี ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้มาหาผู้เสียหายที่บ้านและบอกแก่ผู้เสียหายว่าจะขอเงินเพียง 4,000 บาท ผู้เสียหายจึงตอบไปว่าถ้าได้เงินแล้วจะไปบอก หลังจากนั้นผู้เสียหายจึงได้เดินทางเข้ามาพบนายเบ้งหลานชายที่กรุงเทพมหานครซึ่งได้นำผู้เสียหายไปแจ้งเรื่องต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานป.ป.ป.ตามคำเบิกความของผู้เสียหายดังกล่าวแสดงว่าผู้ที่มาติดต่อในเรื่องที่จำเลยที่1 เรียกเงินคือนายหรีดไม่ใช่จำเลยที่ 2 ซึ่งตามรูปการณ์ก็สมเหตุสมผลที่ว่านายหรีดเป็นน้องของผู้เสียหายและมีบ้านอยู่ใกล้กัน ทั้งก็เป็นเจ้าหน้าที่ปกครองท้องที่ในตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านจึงน่าจะรู้จักกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจในท้องที่เดียวกัน

คำเบิกความของนายหรีดพยานโจทก์ที่อ้างว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้มาติดต่อกับตนก่อนในเรื่องที่จำเลยที่ 1ต้องการเรียกเงินเพื่อช่วยเหลือเรื่องคดีของผู้เสียหายและตนเป็นผู้พาจำเลยที่ 1 ไปพบผู้เสียหาย จำเลยที่ 2 เป็นคนบอกผู้เสียหายเองว่าจำเลยที่ 1 ใช้ให้มาเอาเงิน 4,000-5,000 บาทซึ่งแตกต่างจากคำเบิกความของผู้เสียหายดังกล่าว จึงมีน้ำหนักน้อย ไม่น่าเชื่อการที่จำเลยที่ 2 มาบอกผู้เสียหายในเวลาต่อมาว่าจำเลยที่ 1 ฝากถามว่ามีเงินหรือไม่นั้น ก็ไม่ปรากฏว่าเป็นเงินค่าอะไร หากจำเลยที่ 2 ช่วยเหลือจำเลยที่ 1 เรียกเงินจากผู้เสียหายจริง ผู้เสียหายก็น่าจะแจ้งให้เจ้าหน้าที่สำนักงานป.ป.ป.ทราบถึงพฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ด้วย แต่ผู้เสียหายก็มิได้กระทำเช่นนั้น

ทั้งยังเบิกความรับว่าจำเลยที่ 1 นัดให้ไปพบในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2527 เมื่อจำเลยที่ 2 พาไปพบจำเลยที่1 ในวันดังกล่าว จำเลยที่ 1 เรียกเงินค่าปรับเป็นเงิน 300 บาทหลังจากชำระค่าปรับแล้วผู้เสียหายจึงนัดจำเลยที่ 1 ให้ไปเอาเงินที่บ้านในตอนเย็นวันเดียวกัน คำเบิกความของผู้เสียหายดังกล่าวจึงเจือสมกับข้อนำสืบของจำเลยที่ 2 ที่ว่าในวันดังกล่าวจำเลยที่ 1 ใช้ให้ไปบอกผู้เสียหายว่าให้นำเงินค่าปรับไปชำระ จำเลยที่ 2 จึงพาผู้เสียหายซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ไปสถานีตำรวจ แม้จำเลยที่ 2 จะถูกจับกุมที่บ้านผู้เสียหายพร้อมกับจำเลยที่ 1 แต่ก็ได้ความจากผู้เสียหายและบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.3 ว่าจำเลยที่ 2 ชอบพอกับผู้เสียหายและไปบ้านผู้เสียหายเป็นประจำในวันดังกล่าวจำเลยที่ 2 มิได้ไปบ้านผู้เสียหายพร้อมกับจำเลยที่ 1 แต่ขี่รถจักรยานยนต์มาถึงภายหลังและขึ้นไปหาผู้เสียหายในขณะที่ผู้เสียหายส่งมอบเงินให้จำเลยที่ 1 พอดีจำเลยที่ 2 ไม่ได้พูดอะไรก็ถูกจับกุม และได้ให้การปฏิเสธตลอดมา

เห็นว่าพฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ตามที่ได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ดังกล่าวยังไม่ประจักษ์ชัดว่าจำเลยที่ 2มีส่วนร่วมหรือช่วยเหลือให้ความสะดวกแก่จำเลยที่ 1 ในการเรียกเงินจากผู้เสียหาย จำเลยที่ 2 อาจจะไปหาผู้เสียหายและรู้เห็นการส่งมอบเงินให้จำเลยที่ 1 โดยบังเอิญตามที่นำสืบต่อสู้ก็ได้พยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่พอฟังว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ตามที่โจทก์กล่าวหา ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าพฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังได้ว่าเป็นผู้กระทำความผิดในฐานะผู้สนับสนุน ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังขึ้น'

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ถาวร ตันตราภรณ์ · ชูเชิด รักตะบุตร์ · สง่า ศิลปประสิทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้