Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1954/2515

พ.ศ. 2515 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

พนักงานสอบสวนเชิญจำเลยไปให้ถ้อยคำในฐานะพยานที่สถานีตำรวจโดยไม่ได้ออกหมายเรียก จำเลยยอมมาโดยดีและพนักงานสอบสวนบอกจำเลยว่าจะสอบสวนเป็นพยานย่อมหมายความว่าสั่งให้จำเลยให้ถ้อยคำ คำสั่งของพนักงานสอบสวนเช่นนี้จึงเป็นคำบังคับตามกฎหมายให้จำเลยให้ถ้อยคำ เมื่อจำเลยขัดขืนคำบังคับดังกล่าว ย่อมมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 169 (ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 21/2515)

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้บังอาจขัดขืนคำบังคับตามกฎหมายของร้อยตำรวจตรีสัมฤทธิ์ ผ่องหิรัญ พนักงานสอบสวนที่บังคับให้จำเลยให้ถ้อยคำในฐานะพยาน โดยจำเลยปฏิเสธไม่ยอมให้การแล้วเดินลงจากสถานีตำรวจไป ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๖๙

จำเลยให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า คำบังคับตามกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๖๙ หมายถึงคำบังคับซึ่งออกโดยกฎหมายให้อำนาจพนักงานสอบสวนไว้ ตามกฎหมายอาญา (ที่ถูกควรเป็นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา) ไม่มีบทบัญญัติให้อำนาจพนักงานสอบสวนที่จะเรียกบุคคลใดไปสอบสวนเป็นพยานโดยไม่จำต้องออกหมายเรียก ดังนี้ พนักงานสอบสวนเชิญตัวจำเลยไปเพื่อให้การเป็นพยานในคดีอาญา โดยไม่ได้ออกหมายเรียกแม้จำเลยขัดขืนก็ไม่เป็นความผิดตามมาตรา ๑๖๙ ประมวลกฎหมายอาญา พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์เห็นว่า การที่จำเลยมาพบและอยู่ต่อหน้าพนักงานสอบสวนและพนักงานสอบสวนบอกจำเลยว่าจะสอบสวนเป็นพยานในคดีอาญา ถือได้ว่าพนักงานสอบสวนได้ออกคำบังคับให้จำเลยให้ถ้อยคำแล้ว จำเลยขัดขืนไม่ยอมให้ถ้อยคำและกลับไปเสีย จึงเป็นความผิดตามมาตรา ๑๖๙ แห่งประมวลกฎหมายอาญา พิพากษากลับ จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๖๙ปรับ ๓๐๐ บาท จำเลยฎีกาว่า พนักงานสอบสวนเรียกจำเลยไปให้การเป็นพยานที่สถานีตำรวจโดยไม่ได้ออกหมายเรียก เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยขัดขืนก็ยังไม่มีความผิด ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงที่เป็นอันยุติว่า จำเลยได้รู้เห็นเกี่ยวกับเรื่องที่ร้อยตำรวจตรีสัมฤทธิ์ ผ่องหิรัญ พนักงานสอบสวนได้สอบสวนคดีข้อหาว่านางใช้สิ่ว

แซ่อึ้ง ใช้แท่งเหล็กทำร้ายร่างกายนางบุญยืน ปัญจะ พี่สาวจำเลยร้อยตำรวจตรีสัมฤทธิ์ต้องการสอบสวนจำเลยเป็นพยานในคดีดังกล่าวนี้ในวันเวลาที่โจทก์กล่าวหาร้อยตำรวจตรีสัมฤทธิ์จึงให้พลตำรวจไปเชิญจำเลยมาสอบสวนที่สถานีตำรวจอำเภอบางมูลนาก จำเลยได้มาหาร้อยตำรวจตรีสัมฤทธิ์ในวันนั้นร้อยตำรวจตรีสัมฤทธิ์บอกจำเลยว่าจะสอบสวนจำเลยเป็นพยาน จำเลยพูดว่า ถ้าจำเลยให้การเป็นพยานในวันนั้น จำเลยก็ยังต้องไปให้การที่ศาลอีกเสียเวลาค้าขาย จำเลยไม่ยอมให้การ นอกจากนี้เมื่อจำเลยไม่ยอมให้การต่อร้อยตำรวจตรีสัมฤทธิ์แล้ว ร้อยตำรวจเอกวัชระ กลัมพะเหติ หัวหน้าพนักงานสอบสวนยังได้เรียกจำเลยไปชี้แจงและบอกจำเลยให้ให้การอีก จำเลยก็ยังไม่ยอมอยู่เช่นเดิม

ศาลฎีกาได้พิจารณาคดีนี้โดยที่ประชุมใหญ่แล้ว ตามข้อเท็จจริงที่ได้ความดังกล่าวข้างต้นนั้นเห็นว่า แม้ร้อยตำรวจตรีสัมฤทธิ์พนักงานสอบสวนเรียกจำเลยไปให้การเป็นพยานที่สถานีตำรวจอำเภอบางมูลนาก โดยไม่ได้ออกหมายเรียกก็ตามจำเลยก็ได้ยอมมาที่สถานีตำรวจแล้ว โดยมิได้ขัดขืนแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยจะเป็นความผิดตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ จึงไม่อยู่ที่ตอนนี้ หากอยู่ในตอนที่ว่าจำเลยขัดขืนไม่ยอมให้การต่อพนักงานสอบสวน จะเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๑ กำหนดอำนาจหน้าที่ให้พนักงานสอบสวนรวบรวมหลักฐานทุกชนิดเท่าที่สามารถจะทำได้ เพื่อประสงค์จะทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ต่าง ๆ อันเกี่ยวกับความผิดที่ถูกกล่าวหา และเพื่อจะรู้ตัวผู้กระทำผิดและพิสูจน์ให้เห็นความผิด

การที่พนักงานสอบสวนคดีที่นางใช้สิ่ว แซ่อึ้ง เป็นผู้ต้องหาต้องการสอบสวนจำเลยนี้เป็นพยาน ก็เป็นการปฏิบัติไปตามอำนาจหน้าที่ดังกล่าวนั้นและเมื่อให้ตำรวจไปเชิญจำเลยมายังสถานีตำรวจภูธรอำเภอบางมูลนากนั้น ก็ได้แจ้งให้จำเลยทราบแล้วว่าให้มาเพื่อการสอบสวน เมื่อจำเลยยอมมาโดยดีและพนักงานสอบสวนบอกจำเลยว่าจะสอบสวนจำเลยเป็นพยาน ย่อมหมายความว่าสั่งให้จำเลยให้ถ้อยคำนั่นเอง คำสั่งของพนักงานสอบสวนเช่นนี้จึงเป็นคำบังคับตามกฎหมายให้จำเลยให้ถ้อยคำแล้ว เมื่อจำเลยขัดขืนคำบังคับดังกล่าวนี้ ย่อมมีความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๖๙ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชวน พูนคำ · อุดม เพชรคุปต์ · กฤษณ์ โสภิตกุล
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดพิจิตร - นายทองพูน โคตรศรีเมือง
ศาลอุทธรณ์ - นายธวัช สิทธิชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้