Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1951/2553

พ.ศ. 2553 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 รู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 มีหนี้ค่าภาษีอากรที่ค้างชำระแก่กรมสรรพากรโจทก์ แม้จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้ค่าภาษีอากรให้แก่โจทก์ทุกเดือน และในระหว่างผ่อนชำระโจทก์จะไม่ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 แต่การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินแก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ย่อมรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบไม่อาจบังคับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 ได้ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ค่าภาษีอากรให้แก่โจทก์อีกต่อไป เพราะจำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินที่โจทก์จะบังคับเอาชำระหนี้ได้ การที่โจทก์จะไม่ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ในระหว่างที่จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้ค่าภาษีอากรให้แก่โจทก์นั้นไม่เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมใดอันจะเป็นทางให้โจทก์ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบหากเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ค่าภาษีอากรต่อไป การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินแก่จำเลยที่ 2 จึงเป็นการฉ้อฉลโจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั

คำฟ้องและคำให้การ

จำเลยที่ 1 รู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 มีหนี้ค่าภาษีอากรที่ค้างชำระแก่กรมสรรพากรโจทก์ แม้จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้ค่าภาษีอากรให้แก่โจทก์ทุกเดือน และในระหว่างผ่อนชำระโจทก์จะไม่ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 แต่การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินแก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ย่อมรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบไม่อาจบังคับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 ได้ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ค่าภาษีอากรให้แก่โจทก์อีกต่อไป เพราะจำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินที่โจทก์จะบังคับเอาชำระหนี้ได้ การที่โจทก์จะไม่ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ในระหว่างที่จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้ค่าภาษีอากรให้แก่โจทก์นั้นไม่เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมใดอันจะเป็นทางให้โจทก์ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบหากเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ค่าภาษีอากรต่อไป

การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินแก่จำเลยที่ 2 จึงเป็นการฉ้อฉลโจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองเป็นสามีภริยาจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2537 และจดทะเบียนหย่าเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2545 เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2536 จำเลยที่ 1 ขายที่ดินและบ้านในราคา 3,000,000 บาท จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากการขายอสังหาริมทรัพย์ 90,000 บาท แต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ชำระจึงต้องชำระค่าภาษีอากรรวมทั้งเงินเพิ่มและเบี้ยปรับ 3,949,000 บาท จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ค่าภาษีอากรบางส่วนและได้รับอนุมัติให้งดเบี้ยปรับ ยังเหลือหนี้ภาษีอากรค้างชำระ 184,800 บาท วันที่ 10 ตุลาคม 2545 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 68573 ตำบลบางรักพัฒนา (บางแพรก)

อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ 20 ตารางวา ราคาประเมิน 250,000 บาท พร้อมสิ่งปลูกสร้างเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หา จำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นเพียงพอที่จะชำระหนี้ค่าภาษีอากรที่ค้างชำระแก่โจทก์ อันเป็นการกระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าทำให้ตนเองมีทรัพย์สินลดน้อยถอยลงจนไม่เพียงพอชำระหนี้แก่โจทก์ เป็นทางให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ค่าภาษีอากรเสียเปรียบ ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินโฉนดลขที่ 68573 ตำบลบางรักพัฒนา (บางแพรก) อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ค่าภาษีอากร แต่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงกันให้จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระได้ตามความสามารถแต่ต้องไม่น้อยกว่าเดือนละ 1,000 บาท

จำเลยที่ 1 ชำระค่าภาษีอากรให้แก่โจทก์จนถึงปัจจุบันไม่เคยผิดนัด ไม่ทำให้โจทก์เสียเปรียบ จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 ตามข้อตกลงหย่า โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับผิดชอบในการเลี้ยงดูบุตร เป็นการกระทำที่พอสมควรและชอบด้วยเหตุผล ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 68573 ตำบลบางรักพัฒนา (บางแพรก) อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินเฉพาะส่วนระหว่างจำเลยทั้งสองที่ทำขึ้นเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2545 ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลโดยกำหนดค่าทนายความรวม 4,000 บาท แทนโจทก์

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2536 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 135221 ตำบลบางกะปิ ลาดพร้าวฝั่งเหนือ อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่นายธรรมวัฒน์ ในราคา 3,000,000 บาท จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากการขายอสังหาริมทรัพย์ 90,000 บาท แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระ จำเลยที่ 1 จึงต้องชำระค่าภาษีอากรรวมทั้งเงินเพิ่มและเบี้ยปรับ 394,900 บาท ต่อมาวันที่ 14 มีนาคม 2545 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องของดเบี้ยปรับภาษีธุรกิจเฉพาะและขอชำระภาษีบางส่วนตามแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะ คำร้องของดเบี้ยปรับภาษีธุรกิจเฉพาะเอกสารหมาย

จ.7 คำร้องของดเบี้ยปรับภาษีธุรกิจเฉพาะเอกสารหมาย จ.8 และใบแจ้งการค้างชำระภาษีอากรเอกสารหมาย จ.9 วันที่ 15 พฤษภาคม 2545 โจทก์มีหนังสือแจ้งเตือนให้จำเลยที่ 1 นำเงินภาษีค้างไปชำระวันที่ 5 กันยายน 2545 จำเลยที่ 1 ให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานของโจทก์ยอมรับว่าเป็นหนี้ภาษีอากร 394,900 บาท ได้ชำระแล้วบางส่วน ปัจจุบันค้างชำระ 191,400 บาท จำเลยที่ 1 ขอชำระภาษีบางส่วนเดือนละไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท ตามสำเนาคำให้การเอกสารหมาย จ.11 จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระค่าภาษีอากรเดือนละ 1,100 บาท วันที่ 10 ตุลาคม 2545 จำเลยทั้งสองจดทะเบียนหย่า และจำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 68573 ตำบลบางรักพัฒนา (บางแพรก) อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี

เนื้อที่ 20 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยเสน่หาตามสำเนาโฉนดที่ดินและหนังสือสัญญาให้ที่ดินเฉพาะส่วนเอกสารหมาย จ.13 และ จ.14 มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินแก่จำเลยที่ 2 เป็นการฉ้อฉลหรือไม่ จำเลยที่ 1 เบิกความยอมรับว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินและไม่มีเงินฝากธนาคาร จำเลยที่ 1 ไม่มีรายได้ เห็นว่า จำเลยที่ 1 รู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 มีหนี้ค่าภาษีอากรที่ค้างชำระแก่โจทก์ แม้จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้ค่าภาษีอากรให้แก่โจทก์ทุกเดือน และในระหว่างผ่อนชำระโจทก์จะไม่ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินแก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ย่อมรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบไม่อาจบังคับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 ได้

หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ค่าภาษีอากรให้แก่โจทก์อีกต่อไป เพราะจำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินที่โจทก์จะบังคับเอาชำระหนี้ได้ การที่โจทก์จะไม่ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ในระหว่างที่จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระหนี้ค่าภาษีอากรให้แก่โจทก์นั้นไม่เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมใดอันจะเป็นทางให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบหากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ค่าภาษีอากรต่อไป การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินแก่จำเลยที่ 2 จึงเป็นการฉ้อฉล ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชำนาญ รวีวรรณพงษ์ · สุรศักดิ์ สุวรรณประกร · สุรพันธุ์ ละอองมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้