Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1949/2542

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ในคดีอาญาที่พนักงานอัยการฟ้องจำเลย ในข้อหาความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522มาตรา 56,152 เจ้าของรถยนต์ที่จำเลยขับชนได้รับ ความเสียหายย่อมมิใช่ผู้เสียหายในข้อหาความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ส่วนข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 56,152 รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย เจ้าของรถยนต์คันเกิดเหตุจึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีอาญาดังกล่าว และถือไม่ได้ว่าพนักงานอัยการฟ้องคดีแทนเจ้าของรถยนต์ ดังนี้ การที่เจ้าของรถยนต์คันเกิดเหตุเป็นโจทก์ฟ้องคดีเอง ย่อมมิใช่คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 51ในอันที่จะนำอายุความในทางอาญาที่ยาวกว่ามาใช้บังคับตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคสอง ต้องใช้อายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง โจทก์ผู้รับประกันภัยรถยนต์จากพ.เจ้าของรถยนต์ที่ถูกจำเลยขับชนได้ซ่อมรถยนต์ให้พ.ผู้เอาประกันภัยแล้วจึงชอบที่จะใช้สิทธิทั้งหลายบรรดาที่พ.มีอยู่ในมูลหนี้ต่อจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880 วรรคหนึ่งประกอบมาตรา 226 วรรคหนึ่ง เมื่อสิทธิของพ.ที่จะฟ้องคดีนี้มีกำหนดอายุความ 1 ปี โจทก์ผู้รับช่วงสิทธิของพ.จึงย่อมมีอายุความ 1 ปี เช่นเดียวกัน ดังนี้ แม้โจทก์เพิ่งรู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทนว่าเป็นจำเลยเมื่อพนักงานอัยการฟ้องจำเลยต่อศาลในคดีอาญาเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2535แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2536 จึงล่วงพ้นกำหนด 1 ปีแล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคสองในกรณีเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดจากการละเมิด การกระทำละเมิดนั้นต้องเป็นความผิดอาญาด้วย ฉะนั้น ผู้ที่ถูกกระทำละเมิดที่จะได้รับประโยชน์ตามบทบัญญัติดังกล่าว จึงต้องเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4)ในความผิดอาญาที่ผู้กระทำละเมิดได้กระทำต่อผู้ถูกกระทำละเมิด

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3ส่วนจำเลยที่ 4 เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกเลขทะเบียน83-1798 กรุงเทพมหานคร และรถพ่วงหมายเลขทะเบียน83-8746 กรุงเทพมหานคร จากจำเลยที่ 2 และที่ 3 โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน 4ฉ-4983 กรุงเทพมหานครจากนายไพศาล เทียนอุดม เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2534จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกและรถพ่วงดังกล่าวในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เมื่อถึงบริเวณที่เกิดเหตุจำเลยที่ 1 จอดรถโดยไม่จัดให้มีแสงไฟและเครื่องหมายแสดงแก่รถยนต์คันอื่นให้เห็นว่ารถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับจอดอยู่ตามที่กฎหมายกำหนดนายสวาท ก้อนมณี ขับรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไปตามถนนดังกล่าวในทิศทางเดียวกันเป็นเหตุให้รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยชนท้ายรถพ่วงดังกล่าว

นายสวาทถึงแก่ความตายและรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยเสียหายหลายรายการ พนักงานอัยการจังหวัดสีคิ้วฟ้องจำเลยที่ 1เป็นคดีอาญาในข้อหาความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและความผิดต่อพระราชบัญญัติจราจรทางบกต่อมาวันที่ 11 สิงหาคม 2536

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลจังหวัดสีคิ้วมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามฟ้องให้ลงโทษในข้อหาความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายอันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุก 1 ปี โจทก์ได้ซ่อมรถยนต์ที่รับประกันภัยให้อยู่ในสภาพเดิมสิ้นเงินไป 358,140 บาท จึงรับช่วงสิทธิตามกฎหมายมาฟ้องเป็นคดีนี้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระต้นเงินและดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 382,015 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 358,140 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยทั้งสี่ให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 268,605 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

นับแต่วันที่โจทก์ได้รับช่วงสิทธิ ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำฟ้องโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้ยกจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 1เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน 4ฉ-4983 กรุงเทพมหานคร จากนายไพศาล เทียนอุดม มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2534ถึงวันที่ 20 มิถุนายน 2535 เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2534 เวลาประมาณ2 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน83-1798 กรุงเทพมหานคร และรถพ่วงหมายเลขทะเบียน83-8746 กรุงเทพมหานคร ไปตามถนนธนรัชต์

มุ่งหน้าไปทางเขาใหญ่ครั้นขับถึงบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 4 เครื่องยนต์ของรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับขัดข้อง รถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับจึงจอดอยู่บนถนนดังกล่าว ครั้นเวลา 23 นาฬิกา นายสวาท ก้อนมณีขับรถยนต์ของนายไพศาลที่โจทก์รับประกันภัยไปตามถนนดังกล่าวมุ่งหน้าไปทางเขาใหญ่ เมื่อนายสวาทขับรถยนต์ถึงที่จำเลยที่ 1จอดรถยนต์บรรทุกไว้ได้ชนท้ายรถพ่วงที่จำเลยที่ 3 จอดดังกล่าวเป็นเหตุให้นายสวาทถึงแก่ความตายและรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยเสียหายพนักงานอัยการจังหวัดสีคิ้วได้ฟ้องจำเลยที่ 1ต่อศาลจังหวัดสีคิ้วเป็นคดีอาญาในข้อความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และความผิดฐานจอดรถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับพร้อมรถพ่วง ซึ่งเครื่องยนต์ของรถขัดข้องในทางเดินรถในลักษณะที่กีดขวางการจราจร และจำเลยที่ 1 ไม่แสดงเครื่องหมายหรือสัญญาณตามลักษณะและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 849/2536 คดีอาญาดังกล่าวเสร็จเด็ดขาดโดยศาลจังหวัดสีคิ้วพิพากษาว่า

จำเลยที่ 1มีความผิดตามฟ้อง ให้ลงโทษในข้อความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 คงจำคุก 1 ปีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ขาดอายุความหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า คดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ไม่ขาดอายุความเพราะเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ต้องนำอายุความทางอาญาที่ยาวกว่ามาใช้บังคับเห็นว่า ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 849/2536 ของศาลจังหวัดสีคิ้วที่พนักงานอัยการจังหวัดสีคิ้วฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหาความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้นายสวาทถึงแก่ความตายและความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 56,152 นั้น

นายไพศาล เทียนอุดม เจ้าของรถยนต์หมายเลขทะเบียน4ฉ-4983 กรุงเทพมหานคร ไม่ใช่ผู้เสียหายในข้อหาความผิดฐานกระทำโดยประมาท เป็นเหตุให้นายสวาทถึงแก่ความตายส่วนข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522มาตรา 56, 152 รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย ดังนี้ นายไพศาลเจ้าของรถยนต์หมายเลขทะเบียน 4ฉ-4983 กรุงเทพมหานครจึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีอาญาดังกล่าว และถือไม่ได้ว่าพนักงานอัยการจังหวัดสีคิ้วฟ้องคดีแทนนายไพศาล ดังนั้น แม้นายไพศาลจะเป็นโจทก์ฟ้องคดีเองก็มิใช่คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 51ในอันที่จะนำอายุความในทางอาญาที่ยาวกว่ามาใช้บังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคสอง

ต้องใช้อายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ผู้รับประกันภัยรถยนต์จากนายไพศาลได้ซ่อมรถยนต์ให้นายไพศาลผู้เอาประกันภัยแล้ว จึงชอบที่จะใช้สิทธิทั้งหลายบรรดาที่นายไพศาลมีอยู่ในมูลหนี้ต่อจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 880 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 226 วรรคหนึ่ง เมื่อสิทธิของนายไพศาลที่จะฟ้องคดีนี้มีกำหนดอายุความ 1 ปี โจทก์ผู้รับช่วงสิทธิของนายไพศาลจึงย่อมมีอายุความ 1 ปีเช่นเดียวกัน แม้จะฟังข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์ว่า โจทก์รู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทนว่า เป็นจำเลยที่ 1เมื่อพนักงานอัยการจังหวัดสีคิ้วฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลจังหวัดสีคิ้วเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2535 กับได้ความทางนำสืบของโจทก์ว่าโจทก์ได้รู้ถึงการละเมิดก่อนหน้านั้น

โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่15 พฤศจิกายน 2536 ฉะนั้น นับแต่วันที่ 9 มกราคม 2535 ถึงวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ จึงล่วงพ้นกำหนด 1 ปี คดีโจทก์ขาดอายุความที่โจทก์ฎีกาว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคสองมิได้บัญญัติว่าผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากบทบัญญัติดังกล่าวต้องเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4)เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคสองบัญญัติว่า "แต่ถ้าเรียกร้องค่าเสียหายในมูลอันเป็นความผิดมีโทษตามกฎหมายลักษณะอาญา ฯลฯ" ซึ่งมีความหมายว่าในกรณีเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดจากการละเมิด และการกระทำละเมิดนั้นเป็นความผิดอาญาด้วย ฉะนั้น ผู้ที่ถูกกระทำละเมิดที่จะได้รับประโยชน์ตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงต้องเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) ในความผิดอาญาที่ผู้กระทำละเมิดได้กระทำต่อผู้ถูกกระทำละเมิดพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อภิศักดิ์ พรวชิราภา · กนก พรรณรักษา · วิชา มั่นสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้