Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 19431/2557

พ.ศ. 2557 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ป.วิ.พ. มาตรา 90 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า การอ้างอิงเอกสารเป็นพยานหลักฐานเพื่อสนับสนุนข้ออ้างหรือข้อเถียงของตน ต้องยื่นต่อศาลและส่งให้คู่ความฝ่ายอื่นซึ่งสำเนาเอกสารนั้นก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน และมาตรา 86 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า พยานหลักฐานใดที่ได้ยื่นฝ่าฝืนต่อบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ให้ศาลปฏิเสธไม่รับพยานหลักฐานนั้นไว้ การที่ศาลชั้นต้นรับเอกสารที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กล่าวอ้างว่า โจทก์ยื่นโดยฝ่าฝืนมาตรา 90 วรรคหนึ่ง ดังกล่าวไว้เป็นพยานหลักฐาน ย่อมเป็นกระบวนพิจารณาโดยผิดระเบียบตามมาตรา 27 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงต้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวภายใน 8 วัน นับแต่วันแต่วันที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ทราบถึงกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มิได้ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเสียภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบหรือยกกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบขึ้นอุทธรณ์โต้แย้งได้อีก ชั้นอุทธรณ์จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์ว่า เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4 และเอกสารหมาย จ.1 เป็นเอกสารคนละฉบับ โจทก์เพิ่งนำสืบเอกสารหมาย จ.1 ในชั้นพิจารณา จึงเป็นการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็น ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้วินิจฉัยว่า เอกสารทั้งสองฉบับต่างระบุเงื่อนไขการประมูลขายแผ่นฟิล์ม และโจทก์นำเอกสารหมาย จ.1 ประกอบคำถามค้านของจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 3 ก็เบิกความรับว่า เงื่อนไขการประมูลตามเอกสารหมาย จ.1 โจทก์ได้ส่งให้จำเลยที่ 1 ก่อนพิจารณาเสนอราคา จึงเป็นเอกสารที่สนับสนุนข้ออ้างของโจทก์เกี่ยวกับเงื่อนไขการประมูลแผ่นฟิล์ม การนำสืบของโจทก์ไม่เป็นการนอกฟ้อง การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกาแต่เพียงว่า เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4 และเอกสารหมาย จ.1 เป็นเอกสารคนละฉบับและคนละความหมายกันใช้แทนกันไม่ได้เป็นการนำสืบนอกฟ้อง ไม่มีข้อความโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ส่วนข้อที่อ้างว่าเอกสารหมาย จ.1 ยื่นฝ่าฝืนมาตรา 90 นั้น เป็นข้อที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มิได้ยกขึ้นอุทธรณ์ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในส่วนนี้จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 3,932,527.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,729,451.50 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 4 ชำระเงิน 1,054,452.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การและจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 1,738,748.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 มกราคม 2555 อันเป็นวันยื่นคำให้การและฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 และให้โจทก์ส่งคืนหนังสือค้ำประกันของจำเลยที่ 4 ฉบับลงวันที่ 28 ธันวาคม 2553 หากไม่คืนขอให้มีคำสั่งเพิกถอนหนังสือค้ำประกันดังกล่าว จำเลยที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง โจทก์ยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 1,898,039.25 บาท โดยให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิด 1,000,000 บาท ทั้งนี้ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 ธันวาคม 2554) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 (ที่ถูก ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1) ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ โจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 3,729,451.50 บาท ให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ว่า โจทก์อ้างส่งเอกสาร ในการสืบพยานโดยไม่ได้ส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ทราบล่วงหน้าก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน เป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 ศาลชั้นต้นต้องปฏิเสธไม่รับพยานหลักฐานนั้นไว้ ตามมาตรา 86 วรรคหนึ่ง แม้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มิได้ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามมาตรา 27 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ก็มีสิทธิยกข้อที่ศาลรับเอกสารนั้นไว้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบขึ้นอุทธรณ์ได้หรือไม่นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า การอ้างอิงเอกสารเป็นพยานหลักฐานเพื่อสนับสนุนข้ออ้างหรือข้อเถียงของตน

ต้องยื่นต่อศาลและส่งให้คู่ความฝ่ายอื่นซึ่งสำเนาเอกสารนั้นก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน และมาตรา 86 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า พยานหลักฐานใดที่ได้ยื่นฝ่าฝืนต่อบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ให้ศาลปฏิเสธไม่รับพยานหลักฐานนั้นไว้ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นรับเอกสารที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กล่าวอ้างว่า โจทก์ยื่นโดยฝ่าฝืนมาตรา 90 วรรคหนึ่ง ดังกล่าวไว้เป็นพยานหลักฐาน ย่อมเป็นกระบวนพิจารณาโดยผิดระเบียบตามมาตรา 27 จำเลยที่ 1 ที่ 3 จึงต้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวภายใน 8 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ทราบถึงกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มิได้ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเสียภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบหรือยกกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบขึ้นอุทธรณ์โต้แย้งได้อีก ที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกาว่า การคัดค้านกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามมาตรา 27 ไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติฝ่าฝืนมาตรา 90 นั้น เป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกาว่า เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4 มีข้อความว่า เงื่อนไขการประมูลราคา OFF SPEC PRODUCT (NONWOVEN FABRICS) ส่วนเอกสารหมาย จ.1 มีข้อความว่า เงื่อนไขการประมูลราคา OFF SPEC PRODUCT (BREATHABLE FILM) ซึ่งเป็นคนละฉบับและคนละความหมายกัน

ใช้แทนกันไม่ได้ ทั้งเอกสารหมาย จ.1 ได้ยื่นโดยฝ่าฝืนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 คือ ไม่ยื่นต่อศาลและส่งสำเนาให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน การนำสืบเอกสารหมาย จ.1 จึงเป็นการนำสืบนอกฟ้องและเป็นการยื่นฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จึงรับฟังไม่ได้นั้น เห็นว่า ในชั้นอุทธรณ์จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์ว่า เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4 และเอกสารหมาย จ.1 เป็นเอกสารคนละฉบับ โจทก์เพิ่งนำสืบในชั้นพิจารณา จึงเป็นการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็น ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้วินิจฉัยว่า เอกสารทั้งสองฉบับต่างระบุเงื่อนไขการประมูลขายแผ่นฟิล์ม และโจทก์นำเอกสารหมาย จ.1 ประกอบคำถามค้านของจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 3 ก็เบิกความรับว่า

เงื่อนไขการประมูลตามเอกสารหมาย จ.1 โจทก์ได้ส่งให้จำเลยที่ 1 ก่อนพิจารณาเสนอราคา จึงเป็นเอกสารที่สนับสนุนข้ออ้างของโจทก์เกี่ยวกับเงื่อนไขการประมูลแผ่นฟิล์ม การนำสืบของโจทก์ไม่เป็นการนอกฟ้อง การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกาแต่เพียงว่า เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4 และเอกสารหมาย จ.1 เป็นเอกสารคนละฉบับและคนละความหมายกันใช้แทนกันไม่ได้เป็นการนำสืบนอกฟ้อง ไม่มีข้อความโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ส่วนข้อที่อ้างว่าเอกสารหมาย จ.1 ยื่นฝ่าฝืนมาตรา 90 นั้น เป็นข้อที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มิได้ยกขึ้นอุทธรณ์ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 2 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในส่วนนี้จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ว่า การที่จำเลยที่ 1 ปฏิบัติผิดสัญญาทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเพียงใด โจทก์มีนายศักดิ์สิทธิ์ พนักงานของบริษัทซันโพลีพลาส แอนด์ อิเล็คทรอนิค จำกัด เป็นพยานเบิกความว่า บริษัทเริ่มรับสินค้าจากโจทก์เมื่อเดือนพฤษภาคม 2554 ถึงเดือนธันวาคม 2554 มีรายการสรุปยอดทั้งหมด ช่วงแรกเดือนพฤษภาคม 2554 โจทก์มีสินค้าตกค้างอยู่ประมาณ 300 ถึง 400 ตัน ต้องเข้าไปขนทุกวัน วันละประมาณ 4 ถึง 5 เที่ยว หลังจากนั้นสัปดาห์ละ 1 ถึง 2 ครั้ง การเข้าออกแต่ละครั้ง โจทก์จะออกหนังสือแสดงน้ำหนักของสินค้าด้อยคุณภาพ และมีการทำรายการสรุปยอดรวมราคาทั้งหมด หากจะทราบราคาของแต่ละงวดในการรับซื้อ ให้เอาน้ำหนักของสินค้าคูณด้วยราคาในใบเสนอราคาของบริษัทซันโพลีพลัส

แอนด์ อิเล็คทรอนิค จำกัด ที่เสนอประมูลซื้อร่วมกับจำเลยที่ 1 และนางสาวสุมนาผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของโจทก์เบิกความว่า จำนวนสินค้าที่บริษัทซันโพลีพลัส แอนด์ อิเล็คทรอนิค จำกัด ซื้อไปตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2554 ถึงเดือนธันวาคม 2554 มีพลาสติกชนิดเศษฟิล์มก้อนสีขาว ชนิดม้วนฟิล์มสีขาวและลายสี ชนิดเศษฟิล์มสีขาวและลายสีและชนิดเศษเม็ดคอมปาวด์สีขาว รวมเป็นเงิน 13,733,180 บาท ปรากฏตามใบรับของและตารางการขาย หากจำเลยที่ 1 ไม่ผิดสัญญา โจทก์สามารถขายให้จำเลยที่ 1 ได้ราคา 17,406,469 บาท การขายให้บริษัทซันโพลีพลาส แอนด์ อิเล็คทรอนิค จำกัด ทำให้โจทก์เสียหาย 3,729,451.50 บาท เห็นว่า หนังสือแสดงน้ำหนักของสินค้าด้อยคุณภาพ

มีประมาณ 250 ฉบับ จะปรากฏรายละเอียดใบตรวจเช็คผู้รับซื้อก่อนเข้าปฏิบัติงาน น้ำหนักของสินค้าแต่ละเที่ยวที่รถบรรทุกขนออกไป และหลักฐานการขายเศษวัสดุและราคาที่ขายรวมภาษีการค้าที่บริษัทซันโพลีพลาส แอนด์ อิเล็คทรอนิค จำกัด เข้าไปขนวัสดุที่โจทก์ขายในแต่ละครั้ง สอดคล้องกับตารางการขาย และตารางสรุปเปรียบเทียบยอดการขายให้จำเลยที่ 1 และบริษัทซันโพลีพลาส แอนด์ อิเล็คทรอนิค จำกัด โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มิได้นำพยานหลักฐานมาสืบหักล้าง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า การที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญา ทำให้โจทก์เสียหายขาดประโยชน์ไปเป็นเงิน 3,729,451.50 บาท จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชดใช้ให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในชั้นอุทธรณ์ จำเลยที่ 4 มิได้ร่วมอุทธรณ์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ก็มิได้พิพากษาให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดชำระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นตามที่โจทก์อุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้จำเลยที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รับผิดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ด้วยจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 10,000 บาท แทนโจทก์ และจำเลยที่ 4 ไม่ต้องร่วมรับผิดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย · พิศล พิรุณ · สมชาย จุลนิติ์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดระยอง - นายธราดล พินิจสัจจธรรม
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายรุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.1118/2557
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ1794/2554
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ1745/2555
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้