Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1930/2531

พ.ศ. 2531 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยหลอกลวงผู้เสียหาย 7 คนในคราวเดียวกัน แม้ผู้เสียหายแต่ละคนจะมอบเงินให้แก่จำเลยคนละคราวกันก็เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายบทเดียว ไม่ใช่เป็นการกระทำความผิดหลายกรรม

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๓๔๑, ๓๔๓ พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๑๑ มาตรา ๗, ๒๗ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินจำนวน ๑๕๒,๐๐๐ บาท แก่ผู้เสียหายและให้นับโทษของจำเลยที่ ๒ ในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ ๑๑๖๐๖/๒๕๒๖ หมายเลขแดงที่ ๒๗๕๘๗/๒๕๒๗ ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ ๒ รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๑๑๖๐๖/๒๕๒๖ ของศาลชั้นต้นจริง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๓, ๘๓ พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๑๑ มาตรา ๗ ซึ่งเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษ ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ๗ กระทง ปรับจำเลยที่๑ กระทงละ ๒,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๑๔,๐๐๐ บาท จำคุกจำเลยที่ ๒กระทงละ ๑ ปี รวมเป็นโทษจำคุก ๗ ปี ความผิดฐานจัดหางานโดยเรียกหรือรับค่าบริการโดยมิได้รับอนุญาต ปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๑,๐๐๐ บาท จำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๑ เดือน รวมโทษปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๑๕,๐๐๐ บาทและจำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๗ ปี ๑เดือน คำเบิกความของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาอยู่บ้างมีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ ๑ ใน ๕ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๗๘ คงปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๑๒,๐๐๐ บาท จำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๕ ปี ๘ เดือน นับโทษของจำเลยที่ ๒ ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๒๗๕๘๗/๒๕๒๗ ของศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน ๑๔๒,๐๐๐ บาทแก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วพิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๓ นั้นให้ลงโทษจำเลยทั้งสองกระทงเดียว เมื่อรวมกับโทษฐานจัดหางานโดยเรียกหรือรับค่าบริการโดยมิได้รับอนุญาตแล้ว เป็นโทษปรับจำเลยที่ ๑เป็นเงิน ๓,๐๐๐ บาท จำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๑ ปี ๑ เดือน ลดโทษให้หนึ่งในห้าตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คงลงโทษปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๒,๔๐๐ บาท จำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๑๐ เดือน ๑๒ วัน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกาให้ลงโทษจำเลย ๗ กระทง ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกิน ๑ ปี และปรับไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท แม้ศาลอุทธรณ์จะพิพากษาแก้ว่า ความผิดของจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๓ เป็นความผิดกระทงเดียว แต่ก็ยังคงลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน ๑ ปี และปรับไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

โจทก์ฎีกาได้เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายและในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๒

โจทก์ฎีกามาทั้งปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาคงรับวินิจฉัยให้เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ฟังมาว่าจำเลยที่ ๒ พูดจาหลอกลวงผู้เสียหายทั้ง ๗ คน พร้อมกันในคราวเดียวกัน เพียงแต่ผู้เสียหายแต่ละคนนำเงินไปให้จำเลยคนละคราวกัน ศาลอุทธรณ์จึงเห็นว่า จำเลยกระทำความผิดกรรมเดียว โจทก์ฎีกาว่า ความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑ ซึ่งเป็นหลักของมาตรา ๓๔๓ มีองค์ประกอบของความผิดว่า โดยการหลอกลวงดังว่านั้น เป็นเหตุให้ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวง ความผิดตามกฎหมายดังกล่าวจะสำเร็จได้ต่อเมื่อผู้ถูกหลอกลวงส่งมอบทรัพย์ให้จำเลย ซึ่งการรับเงินต่างๆ ของผู้เสียหายทั้ง ๗ คน ในคดีนี้ต่างวันเวลากัน จึงเป็นคนละกรรมต่างกัน

ศาลฎีกาเห็นว่าองค์ประกอบของความผิดฐานฉ้อโกงหรือฉ้อโกงประชาชน เริ่มต้นด้วยการหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง ส่วนการที่ผู้ถูกหลอกลวงหลงเชื่อ นำทรัพย์สินมาให้ หรือยอมทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิเป็นผลที่ตามมาจากการที่ถูกหลอกลวง ความสำคัญของการกระทำผิดจึงอยู่ที่การหลอกลวงเมื่อจำเลยที่ ๒ หลอกลวงผู้เสียหายทั้ง ๗ คน พร้อมกันในคราวเดียว แม้ผู้เสียหายแต่ละคนจะมอบเงินให้แก่จำเลยทั้งสองคนละคราวกัน ก็ย่อมเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายบทเดียว หาใช่เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันดังโจทก์ฎีกาไม่ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าเป็นการกระทำครั้งเดียว ผิดกรรมเดียว จึงชอบแล้ว แต่ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๓ โดยไม่ระบุวรรคใดนั้น เห็นสมควรระบุเสียให้ถูกต้อง

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๔๓ วรรคแรก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ไมตรี กลั่นนุรักษ์ · วิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์ · ประวิทย์ ขัมภรัตน์
ศาลล่าง
ศาลอาญา - นายดำรุพงศ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา
ศาลอุทธรณ์ - นายตัน เวทไว
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้