Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1929/2514

พ.ศ. 2514 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยนำความไปบอกกล่าวแก่ประชาชนว่า จำเลยได้รับโควต้าสลากกินแบ่งฯ มาเป็นจำนวนพัน ๆ เล่ม และแสดงตนว่าเป็นคนมีฐานะการเงินดี ซึ่งไม่เป็นความจริง ความจริงจำเลยซื้อสลากกินแบ่งฯมาจากที่อื่นโดยยอมขาดทุนแล้วนำไปขายให้แก่ผู้รับซื้อไปจำหน่ายโดยให้ส่วนลดเล่มละ 8 บาทต่องวดที่ออกสลาก แต่ผู้รับซื้อจะต้องนำเงินลงทุนมามอบให้จำเลยไว้เป็นจำนวน 2 เท่าของราคาสลากกินแบ่งฯที่รับไปจำหน่าย เมื่อผู้มาลงทุนเลิกการรับไปจำหน่าย จำเลยจะคืนเงินให้ทั้งหมด แล้วจำเลยออกหนังสือแสดงการรับเงินหรือออกเช็คที่นำไปขึ้นเงินไม่ได้ให้ไว้ จนมีผู้นำเงินมาลงทุนกับจำเลยเป็นจำนวนมากแล้วจำเลยก็หลบหนีไป ไม่มีการจ่ายส่วนลด และไม่จ่ายเงินที่นำมาลงทุนคืนให้ ดังนี้ การกระทำของจำเลยปรับได้ว่าเป็นการหลอกลวงประชาชนด้วยการแสดงข้อความเท็จโดยเจตนาทุจริต ทำให้จำเลยได้ไปซึ่งเงินที่มีผู้นำมาลงทุน จึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยต้องกันมาแล้วว่า จำเลยออกเช็คโดยเซ็นชื่อให้ผิดไปจากตัวอย่างที่ให้ไว้กับธนาคาร ออกเช็คให้มีจำนวนเงินสูงกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในธนาคาร เพื่อใช้เงินทุนเมื่อขอคืนทั้งนี้โดยเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น การที่จำเลยฎีกาว่าเป็นการออกเช็คเพื่อประกันหนี้ มิใช่ออกให้เพื่อชำระหนี้ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อทรัพย์ของกลางเป็นของจำเลยที่ 1 เป็นทรัพย์ที่ยึดอายัดไว้เป็นพยานหลักฐานในคดี ทั้งยังฟังไม่ได้ความชัดว่าเป็นทรัพย์ที่ใช้หรือได้มาจากการกระทำผิด คำขอของโจทก์ที่ขอให้ศาลสั่งคืนทรัพย์ของกลางนี้ให้แก่ผู้เสียหาย จึงไม่ใช่คำขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ผู้เสียหายได้สูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดตามมาตรา 43 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่ให้อำนาจพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีอาญาขอหรือเรียกร้องแทนผู้เสียหายได้ ในระหว่างพิจารณาศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะตัวจำเลยเพราะจำเลยถึงแก่กรรม คำขอใด ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำผิดทางอาญาของจำเลยย่อมเป็นอันสิ้นสภาพไปด้วย

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและเพิ่มเติมฟ้องว่า เมื่อระหว่างเดือนมกราคม ๒๕๐๕ตลอดมาถึงวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๐๗ เวลากลางวันและกลางคืน จำเลยได้ร่วมกันทุจริตหลอกลวงประชาชนด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดความจริงอันควรบอกให้แจ้ง โดยจำเลยร่วมกันใช้อุบายหลอกลวงชักชวน และจูงใจประชาชนว่าจำเลยที่ ๑ รู้จักสนิทสนมกับจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และข้าราชการผู้ใหญ่อีกหลายคน จำเลยที่ ๑ ได้รับโควต้าสลากกินแบ่งรัฐบาลจากบุคคลเหล่านั้นเป็นจำนวนพัน ๆ เล่ม สามารถนำมาจำหน่ายและให้ส่วนลดสูง และจำเลยที่ ๑ เป็นผู้มีฐานะการเงินดีมีตึกและบริษัทการค้าและมีเงินประกันชีวิตหลายล้านบาท ซึ่งไม่เป็นความจริง แล้วจำเลยได้ร่วมกันหลอกลวงประชาชนให้ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลจากจำเลยไปจำหน่าย

จะให้ส่วนลดเล่มละ ๘ บาทต่องวดที่ออกสลาก แต่ผู้ซื้อจะต้องวางเงินสำรองไว้กับจำเลยเป็นจำนวนสองเท่าของราคาสลาก ต่างหากจากค่าสลากที่ผู้รับไปจำหน่าย และจำเลยจะทำสัญญาหรือใบรับเงินหรือเช็คให้ไว้กับผู้ซื้อ ทั้งนี้ โดยจำเลยมีเจตนาทุจริตเพื่อว่าเมื่อมีผู้นำเงินมามอบให้เป็นจำนวนมากแล้ว จำเลยจะได้เอาเงินนั้นเป็นประโยชน์ของตนเสีย เป็นเหตุให้ประชาชนจำนวนมากหลงเชื่อนำเงินมาลงทุนกับจำเลยเท่าที่ได้รับแจ้งความร้องทุกข์ไว้ ๑๘๓ คนเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น ๕,๔๓๙,๐๐๐ บาท และจำเลยได้ไปซึ่งเงินที่ประชาชนผู้เสียหายนำมาส่งมอบให้โจทก์ ในส่วนที่เหลือจากจ่ายส่วนลดและยังไม่ได้จ่ายให้เป็นเงิน ๓,๙๑๕,๒๙๐ บาท เป็นประโยชน์ส่วนตน จำเลยที่ ๑ ที่ ๓ ที่ ๕ ยังได้ออกเช็คสั่งจ่ายเงินโดยเขียนลายเซ็นไม่เหมือนตัวอย่างที่ให้กับธนาคาร และออกเช็คให้มีจำนวนเงินสูงกว่าจำนวนเงินในบัญชีอันจะพึงจ่ายให้ได้ในขณะที่ออกเช็ค

ทั้งนี้โดยจำเลยเจตนาจะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น ผู้เสียหายได้ได้ร้องทุกข์แล้วเจ้าพนักงานจับจำเลยได้ยึดอายัดของกลางไว้มีเงินสดเงินฝากที่ธนาคารและทรัพย์สินหลายอย่างรวมราคาทั้งสิ้น ๑๖๔,๗๐๖.๙๔ บาท ตามบัญชีของกลางท้ายฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๔๑, ๓๔๓, ๙๑, ๘๓ และพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๔๙๗ มาตรา ๓ ให้สั่งคืนทรัพย์สินราคา ๑๖๔,๗๐๖.๙๔ บาท ตามบัญชีของกลางให้แก่ผู้เสียหายและให้จำเลยคืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืนรวม ๓,๘๕๐,๕๘๓.๖๐ บาทแก่ผู้เสียหายตามบัญชีหมายเลข ๑, ๒, ๓ ท้ายฟ้อง จำเลยทั้ง ๘ คนให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ ๑ ถึงแก่กรรมศาลชั้นต้นจึงสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะตัวจำเลยที่ ๑ และพิจารณาแล้วพิพากษาว่าจำเลยที่ ๓ ที่ ๔ ที่ ๕ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑, ๓๔๓, ๙๑, ๘๓ และจำเลยที่ ๓ ที่ ๕ มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๔๙๗ มาตรา ๓ ด้วย แต่ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑, ๓๔๓, ๙๑, ๘๓ ซึ่งเป็นกระทงหนักจำคุกจำเลยที่ ๓ ที่ ๔ ที่ ๕ คนละ ๓ ปี และให้ร่วมกันคืนหรือใช้เงินจำนวน ๕,๔๓๙,๐๐๐ บาท ให้ยกฟ้องจำเลยที่ ๑ ที่ ๖ ที่ ๗ ที่ ๘

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลชั้นต้นมิได้สั่งคืนทรัพย์สินของกลางตามบัญชีท้ายฟ้องที่ยึดและอายัดไว้ให้แก่ผู้เสียหายตามคำขอของโจทก์จึงขอให้ศาลอุทธรณ์สั่งคืนทรัพย์ตามบัญชีของกลางท้ายฟ้องนอกจากรถยนต์เก๋งทรัพย์อันดับ ๕ ให้แก่ประชาชนผู้เสียหาย และให้จำเลยคืนหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืน ๓,๗๙๓,๒๘๓ บาท ๐๖ สตางค์ แก่ผู้เสียหาย จำเลยที่ ๓ ที่ ๔ และที่ ๕ อุทธรณ์ว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด

ศาลอุทธรณ์เห็นว่า จำเลยที่ ๓ ที่ ๔ ที่ ๕ กระทำผิดตามฟ้องส่วนข้อที่ขอให้คืนทรัพย์ของกลางที่ยึดอายัดไว้ให้แก่ผู้เสียหายนั้นทรัพย์ตามบัญชีของกลางที่เป็นของจำเลยที่ ๑ เมื่อจำเลยที่ ๑ ถึงแก่กรรมและจำหน่ายคดีไปแล้ว ศาลจะสั่งให้เอาทรัพย์สินของจำเลยที่ ๑ มาคืนให้แก่ผู้เสียหายไม่ได้ และเงินที่จำเลยที่ ๓, ๔, ๕ ฝากไว้ในธนาคารพยานหลักฐานโจทก์ไม่พอฟังว่าเป็นเงินที่จำเลยทั้งสามได้ฉ้อโกงไปจากผู้เสียหาย จึงสั่งคืนให้ผู้เสียหายไม่ได้ พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกาต่อมาว่า แม้จำเลยที่ ๑ จะถึงแก่กรรม คำสั่งศาลให้จำหน่ายคดีจำเลยที่ ๑ ก็เป็นการเฉพาะตัวจำเลย ส่วนทรัพย์สินของจำเลยที่ ๑ อันเป็นของกลางเป็นวัตถุพยาน พยานเอกสาร ที่เป็นพยานหลักฐานในคดี และเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการร่วมกับจำเลยที่ ๓ ที่ ๔ ที่ ๕ กระทำผิด ฉ้อโกงประชาชน เป็นเหตุในลักษณะคดี ชอบที่ศาลจะสั่งคืนให้แก่ประชาชนผู้เสียหายไป ขอให้พิพากษาแก้สั่งคืนทรัพย์ของกลางตามคำขอ จำเลยที่ ๓ ที่ ๔ ที่ ๕ ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดทางอาญา จำเลยไม่มีเจตนาทุจริต ไม่มีการหลอกลวงหรือแสดงข้อความอันเป็นเท็จ และปกปิดความจริงอันควรบอกให้แจ้ง จำเลยมิได้ใช้อุบายหลอกลวง ชักชวน และจูงใจผู้นำเงินมาลงทุน นำเงินมาลงทุนกับจำเลยโดยสมัครใจ ซึ่งเป็นการค้าโดยหวังผลกำไรหรือส่วนลดเป็นความรับผิดสัญญาทางแพ่ง และการออกเช็คก็เพื่อเป็นประกันหนี้ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดทางอาญา ขอให้ยกฟ้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัยเห็นว่าคดีนี้ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้ลงโทษจำคุกจำเลยคนละ ๓ ปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๒๑๘ ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริง ที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงมาว่า จำเลยที่ ๓ ที่ ๔ ที่ ๕ กระทำการอย่างเดียวกับจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยร่วมกันทุจริตหลอกลวงประชาชนว่ารู้จักสนิทสนมกับจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และบุคคลสำคัญอีกหลายคนจำเลยที่ ๑ ได้รับโควต้าสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นจำนวนมากจากบุคคลดังกล่าวสามารถนำมาจำหน่ายได้โดยไม่จำกัด ให้ส่วนลดสูง ซึ่งไม่เป็นความจริง

ความจริงจำเลยที่ ๑ ไม่รู้จักสนิทสนมกับจอมพลสฤษดิ์และบุคคลเหล่านั้น จำเลยที่ ๑ ไม่ได้โควต้าสลากกินแบ่งรัฐบาลจากบุคคลดังกล่าว จำเลยเพิ่งมีโควต้าสลากกินแบ่งฯ เพียง ๔๐ เล่ม สลากที่จำเลยนำมาจำหน่าย จำเลยซื้อมาจากซุ้มหน้าสำนักงานสลากกินแบ่งฯ บ้างซื้อจากที่อื่นบ้างด้วยราคาสูงกว่าราคาที่นำมาจำหน่าย แล้วจำเลยได้นำมาจำหน่ายให้แก่ผู้ซื้อโดยวิธีให้ผู้รับซื้อจะต้องมอบเงินให้จำเลย ๒ เท่าของราคาสลาก ส่วนที่เกินราคาสลากจำเลยที่ ๑ ว่า เอาไว้เป็นเงินหมุนเวียนซื้อสลากงวดใหม่ต่อไป โดยจำเลยจะให้ส่วนลดเล่มละ ๘ บาทต่องวดที่ออกสลาก และจำเลยได้ทำหนังสือแสดงการรับเงินหรือออกเช็คตามยอดเงินนั้นให้ไว้ ถ้าจะเลิกการรับสลากไปจำหน่ายจำเลยจะคืนเงินให้ทั้งหมด

ต่อมาได้ใช้วิธีการใหม่เพิ่มขึ้นอีกวิธีหนึ่งคือ เมื่อมีผู้ลงทุนจะไม่นำสลากไปจำหน่ายเองก็ได้ ฝ่ายจำเลยจะนำไปจำหน่ายให้ผู้นำเงินมาให้ก็ได้ส่วนลดอยู่ตามเดิม วิธีแรกเรียกว่าสลากสดวิธีหลังเรียกว่าสลากแห้ง จำเลยที่ ๑ แสดงตนว่าเป็นผู้มีฐานะการเงินดีแต่ไม่เป็นความจริง จำเลยที่ ๓ ที่ ๔ ที่ ๕ ได้ร่วมกับจำเลยที่ ๑ โดยเป็นผู้รับเงินออกใบเสร็จรับเงินหรือออกเช็คให้แก่ผู้นำมาลงทุนตามวิธีการของจำเลยที่ ๑ ปรากฏว่าประชาชนหลงเชื่อมาร่วมลงทุนค้าสลากกินแบ่งฯกับจำเลยเป็นจำนวนมาก เท่าที่ร้องทุกข์มี ๑๘๓ ราย เป็นจำนวนเงิน ๕,๔๓๙,๐๐๐ บาท ต่อมาจำเลยที่ ๑ ได้หลบหนีไป ไม่มีการจ่ายเงินส่วนลดกันอีก ผู้นำเงินมาลงทุนขอเงินคืน จำเลยที่ ๓ ที่ ๔ ที่ ๕ ก็ว่าไม่มีให้ผู้นำเงินมาลงทุนบางรายนำเช็คที่จำเลยออกให้ไว้ไปขึ้นเงิน

ธนาคารก็ปฏิเสธเพราะลายเซ็นชื่อผู้สั่งจ่ายไม่เหมือนตามตัวอย่าง และไม่มีเงินในบัญชีพอจะจ่ายให้ได้ จำนวนเงินที่ผู้นำมาลงทุนทั้งหมดหักจำนวนที่ได้รับส่วนลดไปแล้วคงเป็นเงิน ๓,๙๑๔,๒๙๐ บาท พฤติการณ์ต่าง ๆ ดังกล่าวมา แสดงว่าจำเลยทั้งสามนี้ได้ร่วมกับจำเลยที่ ๑ ฉ้อโกงเงินผู้ที่มาลงทุน ได้ความดังนี้

ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยได้วางแผนร่วมกันใช้อุบายหลอกลวงประชาชนด้วยวิธีการที่มิใช้วิสัยการค้าโดยสุจริตโดยการหลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จด้วยเจตนาทุจริตและโดยการหลอกลวงนั้น ทำให้จำเลยได้เงินที่มีผู้นำมาลงทุนกับจำเลยไปครบองค์ความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๓ ทุกประการแล้ว ที่จำเลยที่ ๓ ที่ ๔ ที่ ๕ ฎีกาว่าเป็นความรับผิดทางแพ่งจึงฟังไม่ขึ้น และข้อฎีกาของจำเลยที่ ๓ ที่ ๔ ที่ ๕ ที่ว่าจำเลยไม่มีเจตนาทุจริตไม่มีการหลอกลวงหรือแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดความจริงอันควรบอกให้แจ้ง ไม่ได้ใช้อุบายหลอกลวง ชักชวน และจูงใจ ผู้มาลงทุนกับจำเลยด้วยความสมัครใจ และเป็นการลงทุนในการค้าขายเพื่อหวังส่วนลด จึงเป็นความรับผิดทางแพ่งนั้น

ก็ล้วนแต่เป็นฎีกาโต้แย้งข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาแล้วทั้งสิ้น ฎีกาของจำเลยอีกข้อหนึ่งที่ว่า การออกเช็คของจำเลยให้แก่ผู้มาลงซื้อสลากนั้น เป็นการออกให้เพื่อประกันหนี้ มิใช่ออกให้เพื่อชำระหนี้นั้นข้อนี้ศาลล่างทั้งสองได้ฟังข้อเท็จจริงต้องกันมาแล้วว่า จำเลยที่ ๓ ได้ออกเช็คโดยเซ็นชื่อให้ผิดไปจากตัวอย่างที่ให้ไว้กับธนาคาร จำเลยที่ ๕ ออกเช็คให้มีจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีของธนาคาร เป็นการออกเช็คเพื่อใช้เงินทุนเมื่อขอคืน ทั้งนี้ โดยจำเลยมีเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น ฎีกาของจำเลยข้อนี้จึงเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้ฎีกา ไม่จำต้องวินิจฉัย ส่วนข้อฎีกาของโจทก์ที่ขอให้คืนทรัพย์ตามบัญชีของกลางของจำเลยที่ ๑ ให้แก่ผู้เสียหายนั้น

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า เมื่อทรัพย์ของกลางของจำเลยที่ ๑ ตามที่โจทก์ฎีกาว่าเป็นวัตถุพยานพยานเอกสารและเป็นของกลางอันเป็นพยานหลักฐานแห่งคดี คำขอของโจทก์ที่ขอให้คืนทรัพย์อันเป็นของจำเลยที่ ๑ แก่ผู้เสียหาย จึงมิใช่คำขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ผู้เสียหายได้สูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดตามมาตรา ๔๓ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่ให้อำนาจพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีอาญา ขอหรือเรียกร้องแทนผู้เสียหายได้ทั้งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นได้สั่งจำหน่ายคดีเฉพาะตัวจำเลยที่ ๑ เพราะจำเลยที่ ๑ ถึงแก่กรรมไปแล้ว คำขอใด ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำผิดทางอาญาของจำเลยที่ ๑ ย่อมเป็นอันสิ้นสภาพไป และศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาด้วยแล้วว่าเงินที่จำเลยที่ ๓ ที่ ๔ และที่ ๕ ฝากไว้ในธนาคาร

พยานหลักฐานโจทก์ไม่พอฟังว่าเป็นเงินที่จำเลยได้ฉ้อโกงมาจากผู้เสียหาย จึงสั่งคืนให้ผู้เสียหายไม่ได้ ดังนี้ที่ศาลอุทธรณ์ไม่สั่งคืนทรัพย์ของกลางที่เป็นของจำเลยที่ ๑ ให้แก่ผู้เสียหายตามคำขอของโจทก์ จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ก็ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ได้

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ให้ยกฎีกาโจทก์และจำเลยทั้งสาม

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พิชัย รชตะนันทน์ · ถาวร หุตะโกวิท · สรรเสริญ ไกรจิตติ
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดตาก - นายสนั่น เกิดลาภผล
ศาลอุทธรณ์ - นายล้วน นิลกำแหง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้