Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1928/2550

พ.ศ. 2550 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 รับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 วรรคหนึ่ง ผู้รับประกันภัยค้ำจุนจะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนก็ต่อเมื่อเป็นความวินาศภัยซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบ ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่ว่าผู้ใดเป็นผู้เอาประกันภัยไว้ และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ทำละเมิดเกี่ยวข้องกับผู้เอาประกันภัยอย่างไร อันจะทำให้จำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยค้ำจุนต้องร่วมรับผิด จึงเป็นสาระสำคัญที่ต้องบรรยายมาในฟ้อง เมื่อโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า ผู้เอาประกันภัยรถยนต์คันที่จำเลยที่ 2 รับประกันภัยไว้คือใครและจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์คันนั้นในฐานะอะไร หรือมีความสัมพันธ์อย่างไรกับผู้เอาประกันภัยอันจะเป็นเหตุให้ผู้เอาประกันภัยต้องร่วมรับผิดในผลแห่งการทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 1 ช - 5097 กรุงเทพมหานคร ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถกระบะคันหมายเลขทะเบียน บจ - 829 ชัยภูมิ เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2543 จำเลยที่ 1 ขับรถคันที่จำเลยที่ 2 รับประกันภัยค้ำจุนไว้ดังกล่าว ไปตามถนนท่าข้ามจากด้านถนนพระรามที่ 2 มุ่งหน้าไปทางสถานีตำรวจนครบาลท่าข้ามโดยความประมาทเลินเล่อด้วยความเร็วสูง เมื่อมาถึงบริเวณหน้าบริษัทเอสพีสปอร์ต จำกัด ซึ่งเป็นทางโค้ง ขณะนั้นมีรถยนต์เก๋งคันหมายเลขทะเบียน 1 ช - 5097 กรุงเทพมหานคร ซึ่งโจทก์ที่ 2 เป็นผู้ขับแล่นข้างหน้า และจำเลยที่ 1 ควรชะลอความเร็วรถคันที่จำเลยที่ 1 ขับ ให้ช้าลงเมื่อถึงทางโค้งเว้นระยะห่างพอสมควรจากรถคันหน้าซึ่งโจทก์ที่ 2 ขับอยู่

เมื่อโจทก์ที่ 2 ชะลอรถบริเวณทางโค้งรถคันที่จำเลยที่ 1 ขับจึงชนท้ายรถคันที่โจทก์ที่ 2 ขับอย่างแรงทำให้รถคันโจทก์ที่ 2 ขับเสียหลักพุ่งชนต้นไม้ริมทาง แต่ท้ายรถยังอยู่บนถนน ทำให้รถคันจำเลยที่ 1 ขับ แล่นชนท้ายซ้ำอีกครั้ง เป็นเหตุให้รถคันโจทก์ที่ 2 ขับ ได้รับความเสียหายหลายรายการ ต้องซ่อมแซมเป็นเงิน 120,000 บาท โจทก์ที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัสเสียค่ารักษาพยาบาลเป็นเงิน 3,966 บาท ไม่สามารถทำการงานประจำตามอาชีพได้เป็นเวลา 2 เดือน คิดเป็นค่าขาดรายได้จำนวน 100,000 บาท จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ด้วยดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องเฉพาะโจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 9,000 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 7,797.45 บาท

ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 129,000 บาท และโจทก์ที่ 2 จำนวน 111,763.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 120,000 บาท และต้นเงิน 103,966 บาท แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะมิได้บรรยายฟ้องมาให้ชัดแจ้งว่า จำเลยที่ 2 รับประกันภัยรถกระบะคันหมายเลขทะเบียน บจ - 829 ชัยภูมิ จากใคร ผู้ใดเป็นผู้เอาประกันภัยและจำเลยที่ 1 เกี่ยวข้องกับผู้เอาประกันภัยอย่างไรอันจะทำให้จำเลยที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 มกราคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 3,966 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 2 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสองเคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์กล่าวในฟ้องเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยรถกระบะ หมายเลขทะเบียน บจ - 829 ชัยภูมิ ที่จำเลยที่ 1 ขับด้วยความประมาทเลินเล่อชนรถยนต์ของโจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหายและโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ขับได้รับอันตรายสาหัสขอให้ร่วมรับผิดในผลแห่งการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 เช่นนี้ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาก็คือ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 รับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุน ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า อันว่าประกันภัยค้ำจุนนั้น

คือสัญญาประกันภัยซึ่งผู้รับประกันภัยตกลงว่าจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของผู้เอาประกันภัย เพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นแก่บุคคลอีกคนหนึ่ง และซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบตามบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ผู้รับประกันภัยค้ำจุนจะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนก็ต่อเมื่อเป็นความวินาศภัย ซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบ ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่ว่าผู้ใดเป็นผู้เอาประกันภัยไว้และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ทำละเมิดเกี่ยวข้องกับผู้เอาประกันภัยอย่างไร อันจะทำให้จำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยค้ำจุนต้องร่วมรับผิดจึงเป็นสาระสำคัญที่ต้องบรรยายมาในฟ้อง เมื่อโจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้ชัดเจนว่า ผู้เอาประกันภัยรถยนต์คันที่จำเลยที่ 2 รับประกันภัยไว้คือใครและจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์คันนั้นในฐานะอะไร หรือมีความสัมพันธ์อย่างไรกับผู้เอาประกันภัยอันจะเป็นเหตุให้ผู้เอาประกันภัยต้องร่วมรับผิดในผลแห่งการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 เมื่อฟ้องโจทก์มิได้บรรยายถึงเหตุที่จะทำให้ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดแล้ว

จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนซึ่งจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนก็ต่อเมื่อเป็นวินาศภัยซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบจึงต้องรับผิดด้วย คำฟ้องของโจทก์ทั้งสองจึงมิได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ฟ้องโจทก์ทั้งสองในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุม ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชาลี ทัพภวิมล · สมศักดิ์ จันทรา · ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้