Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1928/2522

พ.ศ. 2522 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ปลอมใบมอบอำนาจของจำเลยที่ 2 สามี นำโฉนดที่ดินจำเลยที่ 2 ไปทำนิติกรรมขายฝากโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงฟ้องขอเพิกถอนการขายฝาก ศาลฎีกาพิพากษาให้เพิกถอน ต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีอาญาข้อหาปลอมเอกสารและฉ้อโกงเกี่ยวกับการขายฝากนั้นย่อมเห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 จะต้องถูกโจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าขายฝากที่ดินคืนและจำเลยที่ 2 จะต้องถูกโจทก์ฟ้องขอให้แยกสินสมรสออกเป็นส่วนของจำเลยที่ 1 เพื่อชำระหนี้ ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มีทรัพย์สินอื่นอีกดังนี้ การที่จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนการหย่าหลังจากศาลฎีกาพิพากษาเพิกถอนการขายฝากเพียง 20 วันเศษ และบันทึกระบุเรื่องทรัพย์สินระหว่างจำเลยทั้งสองว่าให้ตกเป็นของจำเลยที่ 2 แต่ผู้เดียวหลังจากโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีอาญาดังกล่าวเพียง 7 วันจึงเห็นได้ชัดว่าเป็นการกระทำที่จำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกหนี้โจทก์ได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าเป็นทางทำให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบเหตุนี้จึงเป็นการฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ปลอมหนังสือมอบอำนาจของจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายฝากที่ดินอันเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 กับโจทก์จำเลยที่ 2 ฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝาก ต่อมาจำเลยทั้งสองจดทะเบียนหย่าขาดจากการสมรส ระบุให้ทรัพย์สินเป็นของจำเลยที่ 2 ฝ่ายเดียว ทำให้โจทก์เสียเปรียบ ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินค่าขายฝาก กับเพิกถอนการจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสอง และแยกสินบริคณห์ออกเป็นส่วนของจำเลยที่ 1 เพื่อโจทก์บังคับชำระหนี้จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ และขาดนัดพิจารณาจำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีสินเดิม จำเลยที่ 2 หย่ากับจำเลยที่ 1 โดยสุจริตและแยกทรัพย์สินกันแล้ว

โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้แยกสินบริคณห์และขอให้เพิกถอนการหย่าทรัพย์สินดังกล่าวแม้จะเป็นสินสมรส จำเลยที่ 1 ก็มีส่วนอยู่เพียงหนึ่งในสาม ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การที่จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนหย่าขาดจากการสมรสและตกลงกันให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ได้ไปซึ่งทรัพย์สินสมรสแต่ผู้เดียวในภายหลังนั้น เป็นการทำให้โจทก์ซึ่งอยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 1 ต้องเสียเปรียบ จำเลยที่ 1 ไม่มีสินเดิม จำเลยที่ 2 มีสินเดิมฝ่ายเดียว จำเลยที่ 1 จึงมีส่วนในทรัพย์สินสมรสนั้นหนึ่งในสาม ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายแก่โจทก์ ให้โจทก์มีสิทธิบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินสมรสระหว่างจำเลยทั้งสองได้หนึ่งในสามส่วน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โจทก์อุทธรณ์ว่า

โจทก์มีสิทธิบังคับชำระหนี้ในทรัพย์สินสมรสได้กึ่งหนึ่งจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า การจดทะเบียนหย่าสุจริต กฎหมายใหม่ไม่ได้บัญญัติให้แยกสินสมรส จึงแยกสินสมรสเพื่อให้บังคับคดีไม่ได้ ที่ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในทุนทรัพย์ที่โจทก์ฟ้องไม่ถูกต้องศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การจดทะเบียนหย่าขาดจากการสมรส และตกลงกันให้สินสมรสตกเป็นของจำเลยที่ 2 ผู้เดียวนั้น ทำให้โจทก์เสียเปรียบทรัพย์พิพาทเป็นสินสมรส แต่โจทก์และจำเลยที่ 2 มิได้นำสืบว่า ฝ่ายใดมีสินเดิมฝ่ายใดไม่มีสินเดิม จึงต้องแบ่งสินสมรสกันคนละครึ่ง เรื่องค่าฤชาธรรมเนียมโจทก์มิได้ฟ้องว่าจำเลยที่ 2 เป็นหนี้ร่วม จำเลยที่ 2 จึงรับผิดต่อโจทก์ตามส่วนของทรัพย์พิพาทที่จะแยกออกเป็นส่วนของจำเลยที่ 1 เท่านั้น จึงพิพากษาให้แยกทรัพย์พิพาทออกเป็น 2 ส่วน เพื่อโจทก์บังคับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 2 ร่วมใช้ค่าขึ้นศาลแก่โจทก์เท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ข้อตกลงในเรื่องแบ่งทรัพย์ให้เป็นของจำเลยที่ 2 ผู้เดียวนั้นไม่ทำให้โจทก์เสียเปรียบศาลฎีกาเห็นว่า

การที่จำเลยที่ 1 นำโฉนดที่ดินมีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ไปทำนิติกรรมขายฝากโจทก์โดยปลอมใบมอบอำนาจของจำเลยที่ 2 จนศาลฎีกาพิพากษาให้เพิกถอนการขายฝาก และต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีอาญาในข้อหาปลอมเอกสาร และฉ้อโกงเกี่ยวกับการขายฝากนั้นเป็นพฤติการณ์ที่เห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 จะต้องถูกโจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าขายฝากที่ดินคืน และจำเลยที่ 2 จะต้องถูกฟ้องขอให้แยกสินสมรสออกเป็นส่วนของจำเลยที่ 1 เพื่อชำระหนี้ ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มีทรัพย์สินอื่นอีก ดังนี้ การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปจดทะเบียนหย่าขาดจากการสมรสกันหลังจากศาลฎีกาพิพากษาเพิกถอนการขายฝากเพียง 20 วันเศษ และบันทึกระบุเรื่องทรัพย์สินระหว่างจำเลยทั้งสองว่า ให้ตกเป็นของจำเลยที่ 2 แต่ผู้เดียวหลังจากโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีอาญาดังกล่าวเพียง 7 วัน จึงเห็นได้ชัดว่าเป็นการกระทำที่จำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกหนี้โจทก์ได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าเป็นทางทำให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ เป็นการฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สีห์ คลายนสูตร · ภิญโญ ธีรนิติ · ภักดิ์ บุณย์ภักดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3107/2568

แม้โจทก์มิใช่เจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ในขณะที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกที่ดินให้จำเลยที่ 3 แต่เมื่อโจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องมาแล้วย่อมมีฐานะเป็นเจ้าหนี้เช่นกัน จึงต้องได้รับการคุ้มครองสิทธิเช่นเดียวกับเจ้าห…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1241/2567

การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าการแสดงเจตนาจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองทำขึ้นมีเจตนาลวงโดยสมรู้กันมิได้มีเจตนาหย่ากันจริงแต่จดทะเบียนหย่าเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกบังคับคดี การจดทะเบียนหย่าตกเป็นโมฆะ และเป็น…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2050/2566

การที่คณะอนุญาโตตุลาการมีคําชี้ขาดให้ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 เข้าทำสัญญาเงินกู้หรือบันทึกข้อตกลงค้ำประกันการชําระหนี้และสัญญาจำนำหุ้น และในสถานการณ์นี้จะสั่งให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างระหว…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3023/2562

แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่า การที่จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 131362 และ 133534 แก่จำเลยที่ 4 โดยจำเลยที่ 4 ทราบว่าโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญาจ้างทำของและต้องบังคับคดียึดที่ดินขอ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5686/2561

การฟ้องเพิกถอนการฉ้อฉลตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 อันจะต้องตกอยู่ในบังคับแห่งอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 240 กรณีต้องเป็นเรื่องที่ลูกหนี้เป็นเจ้าของทรัพย์มีอำนาจทำนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์นั้น อันเป็นนิติกรรมที่ส…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้