Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1927/2550

พ.ศ. 2550 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่จำเลยนำสืบว่าจำเลยกู้ยืมเงินและได้รับเงินไปจากโจทก์เพียง 60,000 บาท มิใช่ 290,000 บาท แต่ที่ปรากฏในสัญญากู้ยืมเงินนั้น เป็นการนำพยานบุคคลมาสืบถึงความไม่สมบูรณ์แห่งหนี้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 วรรคท้าย หาใช่เป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้ความในเอกสารสัญญากู้ยืมเงินตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข) ไม่ จำเลยจึงย่อมนำพยานบุคคลมาสืบในประเด็นดังกล่าวได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 361,183 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 290,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยกู้ยืมเงินและได้รับเงินจากโจทก์ประมาณ 60,000 บาท เท่านั้น โจทก์ให้จำเลยเขียนระบุจำนวนเงินในสัญญากู้ยืมเงินสูงกว่าจำนวนเงินที่กู้ยืมจริง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่าโจทก์จำเลยเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน จำเลยได้ทำสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 และ จ.3 กับโจทก์ โดยได้มอบโฉนดที่ดินเลขที่ 19536 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกัน

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียประการเดียวว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใด โจทก์ฎีกาว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ 2 ครั้ง รวมเป็นเงิน 290,000 บาท จำเลยได้รับเงินที่กู้ยืมไปครบถ้วนแล้ว หลังทำสัญญาจำเลยผิดนัดไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ เห็นว่า ตามทางนำสืบของจำเลยได้ความว่าจำเลยและสามีจำเลยมีอาชีพรับจ้างกรีดยางมีรายได้ต่อเดือนคนละประมาณ 3,500 บาท เท่านั้น ทั้งมีบุตรต้องเลี้ยงดูถึง 7 คน ซึ่งคนที่มีฐานทางเศรษฐกิจเช่นจำเลยไม่น่าจะมีศักยภาพพอที่จะกู้ยืมเงินจากบุคคลอื่นได้ครั้งละมาก ๆ ซึ่งข้อนี้เชื่อว่าจำเลยเองก็ตระหนักเช่นกัน ในส่วนของโจทก์แม้จะได้ความว่าโจทก์จำเลยเป็นพี่น้องกันแต่ก็ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ตอบศาลถามว่า

ขณะให้กู้ยืมเงินนั้น จำเลยไม่ได้พักอาศัยอยู่ที่อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช แล้ว โดยจำเลยและครอบครัวได้ย้ายไปรับจ้างกรีดยางอยู่ที่อำเภอทุ่งใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช โจทก์ไม่ทราบว่าจำเลยจะมีบุตรกี่คน และเรียนหนังสือกี่คน ทั้งไม่ทราบว่าจำเลยมีรายได้เดือนละเท่าใด จากข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงว่าโจทก์กับจำเลยมิได้มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดหรือมีเยื่อใยต่อกันมากนัก ตามพฤติการณ์จึงไม่น่าเชื่อว่าโจทก์จะให้จำเลยกู้ยืมเงินคราวละมาก ๆ ดังที่โจทก์กล่าวอ้างในการทำสัญญากู้ยืมเงิน ก็ปรากฏว่าโจทก์ยึดถือโฉนดที่ดินจำเลยไว้เป็นประกันด้วย ซึ่งหากโจทก์ให้จำเลยกู้ยืมเงินเพราะสงสารบุตรจำเลยที่กำลังเรียนหนังสืออยู่ก็ไม่น่าจะต้องยึดถือโฉนดที่ดินไว้เป็นหลักประกัน

ส่วนที่โจทก์อ้างว่าให้จำเลยกู้ยืมเงินครั้งที่ 2 เป็นเงิน 200,000 บาท นั้น ก็ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ว่า การกู้ยืมเงินตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.3 เป็นการกู้ยืมภายหลังจากที่จำเลยผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 แล้ว การให้กู้ยืมเงินเป็นครั้งที่ 2 ในจำนวนที่มากกว่าโดยที่จำเลยยังไม่ได้ชำระหนี้ที่กู้ยืมไปครั้งแรกให้โจทก์ถือเป็นเรื่องผิดวิสัยสำหรับผู้มีอาชีพปล่อยเงินกู้เช่นโจทก์ เมื่อพิจารณาราคาที่ดินตามโฉนดที่ดินที่โจทก์ยึดถือไว้เป็นหลักประกันก็ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ว่า ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 31699 ซึ่งเป็นที่นามีราคาไร่ละประมาณ 20,000 บาท ส่วนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 19536 ก็ได้ความจากคำเบิกความของจำเลยตอบทนายโจทก์ถามค้านว่ามีราคาประมาณ 100,000 บาท ซึ่งราคาที่ดินที่ได้ความดังกล่าวก็ไม่ได้ท่วมหนี้ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยกู้ยืมไปจากโจทก์แต่อย่างใด

อันเป็นเรื่องผิดวิสัยอีกอย่างหนึ่งของผู้ที่มีอาชีพปล่อยเงินกู้ที่ให้กู้ยืมโดยไม่พิจารณาหลักประกันให้ถ้วนถี่ ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยเป็นน้องจึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับหลักประกันนั้นก็เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ขัดกับข้อเท็จจริงที่ได้ความจากทางนำสืบของโจทก์จำเลยดังกล่าว ส่วนที่ได้ความว่าจำเลยเป็นผู้กรอกข้อความรวมทั้งจำนวนเงินลงในสัญญากู้ยืมเงินนั้น จำเลยก็ได้นำสืบถึงสาเหตุที่ยอมกรอกข้อความดังกล่าวว่าเป็นเพราะเห็นว่าโจทก์เป็นพี่ชายคงไม่กลั่นแกล้งหรือเอาเปรียบจำเลยซึ่งนับว่าเป็นข้ออ้างที่มีเหตุผลสำหรบจำเลยซึ่งอยู่ในฐานะน้องสาวและต้องพึ่งพาโจทก์ทางด้านการเงิน พยานหลักฐานที่จำเลยนำมาสืบมีน้ำหนักและเหตุผลดีกว่าพยานโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์เพียง 60,000 บาท

สำหรับที่โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า การที่จำเลยนำสืบว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์เพียง 60,000 บาท มิใช่ 290,000 บาท ตามที่ปรากฏในสัญญากู้ยืมเงิน เป็นการนำสืบพยานบุคคลเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในสัญญากู้ยืมเงิน เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) นั้น เห็นว่า การที่จำเลยนำสืบว่าจำเลยกู้ยืมเงินและได้รับเงินไปจากโจทก์เพียง 60,000 บาท มิใช่ 290,000 บาท ตามที่ปรากฏในสัญญากู้ยืมเงินนั้น เป็นการนำพยานบุคคลมาสืบถึงความไม่สมบูรณ์แห่งหนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 วรรคท้าย หาใช่เป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารสัญญากู้ยืมเงินตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) ไม่ จำเลยจึงย่อมนำพยานบุคคลมาสืบในประเด็นดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

อนึ่ง ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกามีเพียง 277,483 บาท ดังนั้น ที่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาจากทุนทรัพย์ 361,183 บาท จึงเป็นการเสียที่เกินกว่ากฎหมายกำหนด เห็นสมควรคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินมาให้แก่โจทก์

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินมาให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
มนตรี ยอดปัญญา · เรวัตร อิศราภรณ์ · ประทีป เฉลิมภัทรกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้