Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1920/2535

พ.ศ. 2535 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 3 เป็นข้าราชการสังกัดจำเลยที่ 1 ได้ติดต่อขอซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงและน้ำมันหล่อลื่นจากโจทก์ โดยจำเลยที่ 3ออกใบสั่งจ่ายน้ำมันให้เจ้าหน้าที่ผู้ขับรถนำไปเติมน้ำมันจากปั๊มน้ำมันของโจทก์ การเติมน้ำมันแต่ละครั้งได้ลงบันทึกไว้เป็นหลักฐาน ค่าน้ำมันโจทก์จะเรียกเก็บในเดือนถัดไป ซึ่งถือปฏิบัติเช่นนี้ตลอดมาติดต่อกันเป็นเวลาประมาณ 2 ปี เมื่อการเติมน้ำมันดังกล่าวเป็นการปฏิบัติราชการของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 1จะอ้างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2521ซึ่งเป็นระเบียบภายในที่ฝ่ายจำเลยจะต้องถือปฏิบัติว่าจำเลยที่ 3มิได้เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ไม่ได้ หากเป็นการผิดระเบียบก็ต้องว่ากล่าวกันเอง ไม่ผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริต ตามพฤติการณ์ในการปฏิบัติการของจำเลยที่ 3 เป็นการแสดงออกว่ากระทำในนามของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 จึงเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ใบสั่งจ่ายน้ำมันที่เป็นต้นฉบับสูญหายถูกทำลายไป สำเนาเอกสารก็รับฟังเป็นพยานได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 93(2).

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 เป็นกรมในรัฐบาลซึ่งเป็นนิติบุคคล ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นข้าราชการสังกัดจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 3 ในฐานะเป็นตัวแทนได้ขอซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงและน้ำมันหล่อลื่นจากโจทก์เป็นเงิน 425,992.58 บาท ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 447,291.42 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน 425,992.58 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยทั้งสามให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3จำเลยที่ 3 ไม่ใช่ตัวแทนของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3ไม่เคยสั่งซื้อน้ำมันหรือรับน้ำมันที่ซื้อไปจากโจทก์ดังที่โจทก์ฟ้อง แต่เคยเบิกจ่ายค่าน้ำมันเชื้อเพลิงน้ำมันหล่อลื่นที่จำเลยที่ 3 ในฐานะตัวแทนจำเลยที่ 1 สั่งซื้อจากโจทก์ ซึ่งเป็นคนละจำนวนกับที่โจทก์ฟ้อง

ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 425,992.58 บาทแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 4 กันยายน 2528 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยที่ 1 ที่ 2 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ปัญหาข้อแรกที่จะวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า จำเลยที่ 3 เป็นตัวแทนสั่งซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงและน้ำมันหล่อลื่นให้จำเลยที่ 1 หรือไม่ คู่ความทั้งสองฝ่ายนำสืบรับกันว่าพันตำรวจตรีประเกียรติ พรหมธนะซึ่งดำรงตำแหน่งสารวัตรตำรวจทางหลวง 4 กองกำกับการ 7 จังหวัดนครศรีธรรมราช ในขณะเกิดเหตุได้ติดต่อขอซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงและน้ำมันหล่อลื่นจากโจทก์ โจทก์ตกลงขายให้โดยจำเลยที่ 3จะออกใบสั่งจ่ายน้ำมันให้เจ้าหน้าที่ผู้ขับรถเป็นผู้นำใบสั่งจ่ายน้ำมันดังกล่าวไปเติมน้ำมันจากปั๊มน้ำมันของโจทก์และการเติมน้ำมันแต่ละครั้งได้ลงบันทึกเป็นหลักฐานไว้ ส่วนค่าน้ำมันเดือนหนึ่งเป็นเงินเท่าใด โจทก์จะเรียกเก็บในเดือนถัดไป ซึ่งได้ถือปฏิบัติเช่นนี้ตลอดมาติดต่อกันเป็นเวลาประมาณ 2 ปี

จากข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงและน้ำมันหล่อลื่นที่ปั๊มน้ำมันของโจทก์เป็นการปฏิบัติราชการของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นข้าราชการสังกัดจำเลยที่ 1 เพื่อประโยชน์ในทางราชการของจำเลยที่ 1 ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2521 ผู้มีอำนาจในการสั่งซื้อคืออธิบดีกรมทางหลวงโดยการมอบอำนาจให้ผู้กำกับการกองตำรวจอีกต่อหนึ่งสารวัตรตำรวจทางหลวงไม่ได้เป็นผู้รับมอบอำนาจ และโจทก์ก็ไม่ได้ทำสัญญาการสั่งซื้อเป็นลายลักษณ์อักษรเพียงตกลงกันด้วยวาจาเท่านั้น จำเลยที่ 3 จึงไม่ได้เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว เป็นระเบียบภายในที่ฝ่ายจำเลยจะต้องถือปฏิบัติหากเป็นการผิดระเบียบก็ต้องว่ากล่าวดำเนินการกันเองไม่ผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริต และแม้สัญญาสั่งซื้อน้ำมันจะมิได้ทำเป็นลายลักษณ์อักษร แต่โจทก์ก็ได้ส่งมอบน้ำมันให้แก่จำเลยที่ 3 ตามใบสั่งจ่ายน้ำมันเป็นการชำระหนี้ไปแล้วดังนี้ตามพฤติการณ์ในการปฏิบัติการของจำเลยที่ 3 เป็นการแสดงออกว่ากระทำในนามของจำเลยที่ 1 จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1ปัญหาข้อที่สองตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า

จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ตามฟ้องโจทก์หรือไม่ เพียงใด... เห็นว่า ใบสั่งจ่ายน้ำมันจำเลยที่ 3 เป็นผู้ออกให้เจ้าหน้าที่ของตนนำไปเติมน้ำมันที่ปั๊มน้ำมันของโจทก์ แม้จะเป็นสำเนาเอกสาร แต่ก็ปรากฏจากคำเบิกความของพันตำรวจตรีประเกียรติ พรหมธนะ พยานโจทก์และร้อยตำรวจเอกชวน แก้วสองดวง พยานจำเลยว่า ต้นฉบับเอกสารเกี่ยวกับการเติมน้ำมันที่ปั๊มน้ำมันของโจทก์นี้ได้สูญหายทำลายไปแล้ว จึงรับฟังได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา93(2) ส่วนเอกสารหมาย จ.6 และ จ.11 เป็นคู่ฉบับ มิใช่สำเนาเอกสารซึ่งยอดหนี้ค่าน้ำมันตามเอกสารดังกล่าวก็ตรงกับยอดหนี้ค่าน้ำมันที่โจทก์ลงไว้ในเอกสารหมาย จ.4 และพันตำรวจตรีประเกียรติพยานจำเลยก็เบิกความว่าตนได้มอบหมายให้สิบตำรวจเอกวัชรศักดิ์เป็นผู้ตรวจสอบยอดเงินค่าน้ำมันกับโจทก์ตามใบสั่งจ่ายน้ำมันในแต่ละเดือน โดยสิบตำรวจเอกวัชรศักดิ์เป็นผู้เซ็นรับมอบใบแจ้งหนี้ตามเอกสารหมาย

จ.6 และใบส่งของเงินเชื่อ ตามเอกสารหมาย จ.7ถึง จ.12 อันเจือสมกับคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองว่า เมื่อเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 ตรวจสอบเอกสารเกี่ยวกับค่าน้ำมันถูกต้องแล้ว โจทก์จึงส่งใบแจ้งหนี้พร้อมกับใบส่งของเงินเชื่อไปให้จำเลยที่ 3 ตั้งฎีกาเบิกจ่าย การปฏิบัติดังกล่าวก็ได้กระทำมาเป็นเวลาประมาณ 2 ปีแล้ว โดยไม่มีปัญหา กรณีจึงเชื่อได้ว่าหนี้ค่าน้ำมันที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระโจทก์ตามฟ้อง สิบตำรวจเอกวัชรศักดิ์ได้ตรวจสอบยอดเงินถูกต้องแล้ว จึงได้เซ็นชื่อรับใบแจ้งหนี้ตามเอกสารหมาย จ.6 และใบส่งของเงินเชื่อตามเอกสารหมาย จ.10 และ จ.11 มาจากโจทก์ เหตุที่มิได้ตั้งฎีกาเบิกจ่ายให้โจทก์ก็เนื่องจากสิบตำรวจเอกวัชรศักดิ์ได้หลบหนีราชการไปตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2528 และได้ทำลายเอกสารหลักฐานการเดิมน้ำมันกับโจทก์ ซึ่งร้อยตำรวจเอกชวน

แก้วสองดวง ประธานกรรมการสอบสวนเรื่องสิบตำรวจเอกวัชรศักดิ์หลบหนีราชการ และทำลายเอกสารที่เกี่ยวกับการเติมน้ำมันกับโจทก์ ก็เบิกความตอบทนายความโจทก์ถามค้านว่า จากการสอบสวนข้อเท็จจริงทราบว่ายังไม่มีการเบิกจ่ายค่าน้ำมันที่ค้างชำระอยู่ 3 เดือน คือเดือนพฤศจิกาย และธันวาคม2527 กับเดือนมกราคม 2528 เป็นเงินประมาณสี่แสนบาทเศษ ซึ่งการแสวงหาหลักฐานในเรื่องนี้ย่อมเป็นไปตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏแน่ชัด มิใช่กระทำโดยเลื่อนลอย คำเบิกความของร้อยตำรวจเอกชวนจึงมีน้ำหนักในการรับฟัง นอกจากนี้ตามหนังสือเรื่องส่งเอกสารเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงที่พันตำรวจโทนิมิตร มั่นจันทร์สารวัตรสถานีตำรวจทางหลวง 4 คนปัจจุบันมีมาถึงผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช

เอกสารหมาย จ.46 ก็แจ้งว่าไม่มีหลักฐานใบแจ้งหนี้ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงในเดือนพฤศจิกายน ธันวาคม 2527 และเดือนมกราคม 2528 เนื่องจากสิบตำรวจเอกวัชรศักดิ์ ไชยนิลพันธ์ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่น้ำมันอยู่เดิมนั้นได้เซ็นรับหลักฐานมาจากปั๊มแล้วและทำสูญหายไป ขณะนี้หนีราชการไปตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์2528 ยังไม่มาปฏิบัติราชการ แม้โจทก์จะมิได้นำตัวพันตำรวจโทนิมิตรมาสืบเป็นพยาน แต่เอกสารหมาย จ.46 เป็นเอกสารราชการที่ฝ่ายจำเลยแจ้งให้ศาลทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการส่งเอกสารในคดี ซึ่งต้องรายงานไปตามความเป็นจริง จึงรับฟังประกอบพยานหลักฐานของโจทก์ได้หาจำต้องนำสืบพันตำรวจโทนิมิตรแต่อย่างใดไม่ ดังนี้เอกสารหมาย จ.46จึงสนับสนุนคำพยานหลักฐานโจทก์ให้มีน้ำหนักมั่นคงยิ่งขึ้นสำหรับข้อที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า

โจทก์ได้รับชำระหนี้ค่าน้ำมันประจำเดือนพฤศจิกายน ธันวาคม 2527 และเดือนมกราคม 2528 จากจำเลยที่ 1 ไปเสร็จสิ้นแล้ว ปรากฏหลักฐานตามเอกสารหมาย ล.9 ล.11และ ล.12 นั้น เห็นว่าเอกสารทั้งสามฉบับดังกล่าวเป็นแบบรายการขอซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงจากโจทก์ อันเป็นเอกสารที่จำเลยที่ 1ทำขึ้นเอง ซึ่งตรงกับเอกสารหมาย ล.15 ปรากฏว่ายอดเงินค่าน้ำมันเชื้อเพลิงมีจำนวนเพียง 172,787.54 บาท ไม่ตรงตามจำนวนเงินที่โจทก์ฟ้อง และตามหลักฐานดังกล่าวที่จำเลยนำสืบอ้างอิงมาโจทก์และนางยุพินได้เบิกความว่า เป็นการชำระหนี้ค่าน้ำมันเดือนมิถุนายน กรกฎาคม และกันยายน 2527 ตามใบแจ้งหนี้และใบส่งของเงินเชื่อซึ่งเป็นคู่ฉบับตามเอกสารหมาย จ.6 จ.8 และ จ.10 โดยโจทก์ลงรายละเอียดการขายน้ำมันให้แก่จำเลยไว้ในเอกสารหมาย

จ.45ซึ่งก็สมจริง เหตุที่เอกสาร ล.9 ล.11 และ ล.12 ระบุว่าโจทก์ได้รับค่าน้ำมันไปแล้วในเดือนพฤศจิกายน ธันวาคม 2527 และมกราคม2528 อาจเป็นดังที่นางสุพินเบิกความว่าใบแจ้งหนี้และใบส่งของเงินเชื่อในระยะหลังนั้น สิบตำรวจเอกวัชรศักดิ์ขอให้ทางฝ่ายโจทก์เว้นช่องวันเดือนปีไว้เพื่อสะดวกในการเบิกจ่ายเงิน ส่วนฉบับของโจทก์คงลงวันเดือนปีไว้ตามความเป็นจริง ดังนี้เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 อาจลงวันเดือนปีคลาดเคลื่อนไปจากความจริงก็เป็นได้ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1เป็นหนี้ตามฟ้องโจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้นปัญหาสุดท้ายจะวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า

จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 3ตัวแทนจำเลยที่ 1 สั่งซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงและน้ำมันหล่อลื่นเพื่อใช้กับยานพาหนะของสถานีตำรวจทางหลวง 4 นั้น ได้ความจากนางนิตยา ช้อนทอง พยานจำเลยว่า มีข้อตกลงกันระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับงบประมาณค่าใช้จ่ายวัสดุเชื้อเพลิงที่ใช้กับยานพาหนะตำรวจทางหลวงสำหรับตรวจตราทางหลวงทั่วไปโดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ออก จึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ยินยอมเข้าผูกพันเป็นผู้ชำระค่าน้ำมันที่ตำรวจทางหลวงใช้ไป และทางปฏิบัติจำเลยที่ 2 ก็ชำระให้โจทก์ตลอดมาโดยตั้งฎีกาเบิกจ่ายจากเงินงบประมาณของแผ่นดิน ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 มีนิติสัมพันธ์ที่ต้องจ่ายเงินค่าน้ำมันให้แก่โจทก์ตามข้อผูกพันที่มีอยู่จะปฏิเสธความรับผิดหาได้ไม่ จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุทธิ นิชโรจน์ · นำชัย สุนทรพินิจกิจ · เพี้ยน พุทธสุอัตตา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้