Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 192/2518

พ.ศ. 2518 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การสลักหลังเช็คซึ่งสั่งจ่ายให้แก่ผู้ถือย่อมเป็นการประกัน (อาวัล) สำหรับผู้สั่งจ่ายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 921, 989 และตามมาตรา 940 วรรคแรกผู้รับอาวัลย่อมต้องผูกพันเป็นอย่างเดียวกับบุคคลซึ่งตนประกันซึ่งมีความหมายว่าผู้สั่งจ่ายมีความรับผิดต่อผู้ทรงอย่างใดผู้รับอาวัลย่อมต้องมีความรับผิดต่อผู้ทรงเช่นเดียวกันดังนั้นอายุความที่ผู้สลักหลังดังกล่าวจะยกขึ้นต่อสู้ผู้ทรงจึงมีกำหนด 1 ปี นับแต่เช็คถึงกำหนดตามมาตรา 1002 หาใช่ต้องใช้อายุความทั่วไปไม่ จำเลยนำเช็คที่จำเลยลงชื่อสลักหลังมาขายให้ธนาคารโจทก์ โดยจำเลยต้องเสียค่าธรรมเนียมให้แก่ธนาคารโจทก์คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 14 ต่อปีนับแต่วันที่จำเลยรับเงินค่าขายเช็คไปจากธนาคารโจทก์จนถึงวันที่เช็คถึงกำหนด และธนาคารโจทก์ได้หักดอกเบี้ยนี้ไว้แล้วดังนี้เป็นค่าตอบแทนที่ธนาคารโจทก์รับซื้อเช็คไว้เท่านั้น ส่วนดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในกรณีธนาคารโจทก์ขึ้นเงินตามเช็คไม่ได้เมื่อไม่ปรากฏว่าได้มีข้อตกลงไว้โดยชัดแจ้งธนาคารผู้ทรงย่อมเรียกร้องจากจำเลยได้เพียงร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 7 จะนำประเพณีธนาคารในการคิดดอกเบี้ยมาเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยร้อยละ 14 ต่อปีหาได้ไม่

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยสั่งจ่ายเช็ค ๓ ฉบับรวมเป็นเงิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท แล้วขายให้โจทก์โดยมีข้อตกลงว่าโจทก์จ่ายเงินตามเช็คไปก่อน และเมื่อถึงกำหนดเวลาตามเช็คจึงจะส่งเช็คไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารผู้จ่ายแต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินโจทก์ทวงถามจำเลยผ่อนชำระให้คงค้างอยู่ ๑๒๐,๐๐๐ บาท กับค่าธรรมเนียมในอัตราร้อยละ ๑๔ ต่อปีนับแต่วันที่เช็คแต่ละฉบับถึงกำหนดถึงวันฟ้องเป็นเงิน ๓๔,๒๓๒.๗๔ บาท ขอให้จำเลยชำระเงินดังกล่าวและดอกเบี้ยร้อยละ ๑๔ ต่อปี ในต้นเงิน ๑๒๐,๐๐๐ บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ จำเลยไม่เคยตกลงให้ดอกเบี้ยร้อยละ ๑๔ ต่อปีแก่โจทก์และไม่รับรองยอดหนี้ที่โจทก์คำนวณมาในฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินให้โจทก์ ๑๒๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๔ ต่อปีของเช็คแต่ละฉบับนับแต่วันที่เช็คแต่ละฉบับถึงกำหนดถึงวันฟ้อง แต่ไม่เกิน ๓๔,๒๓๒.๗๔ บาท กับดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวจากต้นเงิน ๑๒๐,๐๐๐ บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าปัญหาเรื่องอายุความฟ้องคดีนี้ตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ดังกล่าวข้างต้นเห็นว่าจำเลยในฐานะผู้สลัก หลังเช็คพิพาททั้งสามฉบับซึ่งเป็นเช็คสั่งจ่ายเงินให้แก่ผู้ถือย่อมต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรง โดยถือว่าการสลักหลัง นั้นเป็นการประกัน (อาวัล) สำหรับผู้สั่งจ่ายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๒๑ ซึ่งมีอายุความฟ้องร้อง ๑ ปีนับแต่วันเช็คถึงกำหนด ตามมาตรา ๑๐๐๒ ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยชอบแล้วทั้งนี้เพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๙๔๐ วรรคแรกบัญญัติว่าผู้รับอาวัลย่อมต้องผูกพันเป็นอย่างเดียวกันกับบุคลลซึ่งตนประกันอันมีความหมายถึงว่าผู้สั่งจ่ายมี ความรับผิดต่อผู้ทรงอย่างใด ผู้รับอาวัลย่อมต้องมีความรับผิดต่อผู้ทรงเช่นเดียวกันดังนั้นอายุความที่ผู้สลักหลังจะยกขึ้นต่อสู้ผู้ทรงจึงเป็นเช่นเดียวกับผู้สั่งจ่ายหาใช่ต้องใช้อายุความทั่วไปดังที่โจทก์อ้างในฎีกาไม่

ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปจึงมีว่าที่โจทก์อ้างว่าจำเลยผ่อนชำระหนี้ตามเช็คเป็นการรับสภาพหนี้ซึ่ง การผ่อนชำระครั้งสุดท้ายนับถึงวันฟ้องยังไม่เกิน ๑ ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความนั้นเป็นความจริงหรือไม่ ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้ผ่อนชำระหนี้ให้โจทก์ตามเอกสาร จ.๖ ถึง จ.๘ จริง คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความส่วนปัญหาต่อไปที่ว่าโจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยร้อยละ ๑๔ ต่อปีจากหนี้ตามเช็คที่ยังค้างอยู่ ๑๒๐,๐๐๐ บาทหรือไม่เพียงไรศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์นำสืบนายวิทยา ตุลยายน ว่าการซื้อขายเช็คตามประเพณีธนาคารธนาคารคิดดอกเบี้ยร้อยละ ๑๔ ต่อปี จะคิดดอกเบี้ยน้อยกว่านี้ก็ทำได้แต่ต้องตกลงกันเป็นพิเศษ และมีหลักฐานข้อตกลงไว้โดยชัดแจ้งสำหรับหนี้รายนี้ไม่มีข้อตกลงไว้เป็นพิเศษคงถือตามระเบียบและประเพณีธนาคารในการซื้อขายเช็ค

ธนาคารจะต้องคิดดอกเบี้ยแล้วหักออกจากเงินตามเช็คก่อนจ่ายเงินให้ผู้ขายเช็ค เว้นแต่ในกรณีขายเช็คเอาเงินเข้าบัญชีของลูกค้า ธนาคารจะจ่ายเงินเต็มตามเช็คแล้วลูกค้านำดอกเบี้ยมาชำระให้ภายหลังเช็คพิพาททั้งสามฉบับ จำเลยนำมาขายรับเงินสดจากโจทก์ไป ธนาคารโจทก์ได้หักดอกเบี้ยไว้แล้วจำเลยอ้างตัวเองเป็นพยานว่าไม่มีข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยเป็นแต่ให้จำเลยรับผิดใน ฐานผู้สลักหลังเช็คเท่านั้น ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่าตามคำฟ้องโจทก์แสดงว่าการที่จำเลยนำเช็คมาขายให้ธนาคารโจทก์นั้นจำเลยจะต้องเสีย ค่าธรรมเนียมให้แก่ธนาคารโจทก์โดยคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๑๔ ต่อปี ซึ่งย่อมต้องหมายความว่าเป็นดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่จำเลยรับเงินค่าขายเช็คไปจากธนาคารโจทก์จนถึงวันที่เช็คถึง

กำหนดเป็นค่าตอบแทนที่ธนาคารโจทก์รับซื้อเช็คไว้เท่านั้นการที่ธนาคารโจทก์ขึ้นเงินตามเช็คไม่ได้ จึงเป็นเรื่องที่ธนาคารโจทก์ในฐานผู้ทรงจะเรียกร้องให้ผู้สั่งจ่ายหรือจำเลยในฐานะผู้สลักหลังใช้เงินตามเช็คให้โจทก์ ส่วนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดนั้นเมื่อไม่ปรากฏว่าได้มีข้อตกลงกันไว้โดยแจ้งชัด ธนาคารโจทก์ผู้ทรงย่อมเรียกร้องจากจำเลยได้เพียงร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗ จะนำเอาประเพณีธนาคารในการคิดดอกเบี้ยมาใช้บังคับแก่กรณีนี้หาได้ไม่

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยใช้เงิน ๑๒๐,๐๐๐ บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่เช็คพิพาทถึงกำหนดจนถึงชำระเสร็จสิ้นให้โจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สงวน สิทธิไชย · สุธรรม วรรณแสง · สนิท บริรักษ์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดตรัง - นายอุทัย ไกรทอง
ศาลอุทธรณ์ - นายอุทัย อติแพทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้