Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1912/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การขนส่งสินค้าพิพาทเป็นการขนส่งระบบ ซีวาย/ซีวาย (CY/CY)ซึ่งผู้ส่งรับตู้สินค้าไปบรรจุ ตรวจนับสินค้าเข้าตู้ ผนึกดวงตราที่บานประตูตู้สินค้าและส่งมอบตู้สินค้าแก่ผู้ขนส่ง ณ ลานวางตู้สินค้าโดยผู้ขนส่งมิได้เกี่ยวข้องกับการบรรจุและตรวจนับสินค้าเข้าตู้สินค้า คงมีหน้าที่ขนส่งตู้สินค้าซึ่งบรรจุสินค้าโดยผู้ส่งมายังจุดหมายปลายทางคือท่าเรือกรุงเทพตามที่ตกลงกันดังระบุไว้ในใบตราส่ง และส่งมอบตู้สินค้าที่ขนส่งให้แก่การท่าเรือแห่งประเทศไทยจำเลยที่ 3 ณ ลานพักสินค้าของจำเลยที่ 3เพื่อให้โจทก์ผู้นำเข้าทำพิธีการทางศุลกากรและดำเนินพิธีการออกสินค้าต่อไป ดังนี้เห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งไม่มีหน้าที่ที่จะต้องนำสินค้าที่ขนส่งไปมอบให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับตราส่งแต่เป็นหน้าที่ของโจทก์ผู้รับตราส่งที่จะต้องมารับสินค้าดำเนินพิธีการทางศุลกากรและนำสินค้าออกจากท่าเรือของจำเลยที่ 3 รวมทั้งชำระค่าธรรมเนียมการดูแลสินค้าของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 3 เมื่อจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนเรือของจำเลยที่ 1และเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 ได้นำตู้สินค้าพิพาทไปเก็บไว้ที่ลายพักสินค้าหน้าโรงพักสินค้าของจำเลยที่ 3 จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1ผู้ขนส่งได้มอบตู้สินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 3 แล้วแม้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ตัวแทนเรือจะมิได้ปฏิบัติตามประกาศของจำเลยที่ 3 เรื่องการปฏิบัติเกี่ยวกับการส่งมอบและรับมอบตู้สินค้าที่ขนถ่ายจากเรือเดินทะเลต่างประเทศโดยมิได้มอบตู้สินค้าให้แผนกโรงพักสินค้าเป็นลายลักษณ์อักษรและมิได้ใส่กุญแจให้มั่นคงแข็งแรงก็ตาม แต่เมื่อตามพฤติการณ์ที่เป็นจริงและที่ปฏิบัติต่อกันถือว่าจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้มอบตู้สินค้าพิพาทให้จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 3 ได้รับตู้สินค้าพิพาทไว้ในความดูแลของจำเลยที่ 3 แล้ว ซึ่งโจทก์ผู้นำเข้าต้องขออนุญาตนำสินค้าบุหรี่ออกจากท่าเรือของจำเลยที่ 3 ต่อไปดังนี้ตู้สินค้าและสินค้าที่บรรจุในตู้สินค้าจึงไม่ใช่ยังอยู่ในความครอบครองดูแลของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และถือว่าจำเลยที่ 1ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาขนส่งสินค้าทางทะเลที่ทำไว้ระหว่างจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งกับผู้ส่ง ตามที่ระบุไว้ในใบตราส่งครบถ้วนแล้วหน้าที่การขนส่งสินค้าพิพาทของจำเลยที่ 1 จึงสิ้นสุดลง แม้ต่อมาสินค้าจะสูญหายไป จำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งก็ไม่ต้องรับผิดชอบเนื่องจากสินค้ามิได้สูญหายไปในระหว่างการขนส่งของผู้ขนส่งตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 616อันเป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง และมิใช่กรณีที่จะนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 623 มาปรับใช้ให้จำเลยที่ 1รับผิดเพราะมาตรา 623 เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดในการสูญหายของสินค้าที่รับขนส่งเสียก่อน และเมื่อโจทก์ผู้รับตราส่งรับมอบสินค้าไปโดยไม่อิดเอื้อน ความรับผิดของผู้ขนส่งที่เกิดขึ้นแล้วจึงสิ้นสุดลง สำหรับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนเรือและโจทก์ฟ้องให้รับผิดในฐานะเป็นผู้ขนส่งทอดสุดท้าย เมื่อจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งไม่ต้องรับผิดแล้ว จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดเช่นกัน การที่จำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งนำตู้สินค้าขนถ่ายลงจากเรือแล้วนำมาเก็บไว้ที่ลายโรงพักสินค้าภายในอาณาบริเวณท่าเรือของจำเลยที่ 3 เป็นวิธีการที่ต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของจำเลยที่ 3และของเจ้าพนักงานศุลกากร และจำเลยที่ 3 ได้จัดให้มีเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของตู้สินค้าดังกล่าวซึ่งรวมถึงสินค้าที่บรรจุอยู่ในตู้สินค้านั้นด้วย จนกว่าจะมีการนำตู้สินค้าหรือสินค้าที่บรรจุในตู้สินค้าออกไปจากท่าเรือของจำเลยที่ 3 และการนำตู้สินค้าหรือสินค้าที่บรรจุในตู้สินค้าออกจากอาณาบริเวณท่าเรือของจำเลยที่ 3 ต้องได้รับอนุญาตและตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ท่าเรือของจำเลยที่ 3 ก่อน รวมทั้งจำเลยที่ 3 เรียกเก็บค่าภาระซึ่งหมายถึงค่าฝากสินค้าจากโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของสินค้า และโจทก์ต้องชำระก่อนนำตู้สินค้าหรือสินค้าออกจากท่าเรือของจำเลยที่ 3ซึ่งในกรณีคดีนี้จำเลยที่ 3 ก็ได้เรียกเก็บค่าภาระ จากโจทก์และโจทก์ได้ชำระให้แก่จำเลยที่ 3 ไปแล้ว ต้องถือว่าตู้สินค้าที่เก็บไว้ที่ลานพักสินค้าในอาณาบริเวณท่าเรือของจำเลยที่ 3อยู่ในความควบคุมดูแลและรับผิดชอบของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3จึงมีหน้าที่ที่จะต้องดูแลรักษาความปลอดภัยแก่ตู้สินค้า รวมทั้งสินค้าที่บรรจุในตู้สินค้าซึ่งนำมาเก็บรักษาไว้ในอาณาบริเวณท่าเรือของจำเลยที่ 3 ตู้สินค้าหรือสินค้าที่บรรจุในตู้อาจจะไม่ได้รับความปลอดภัยก็เป็นภาระหน้าที่ของจำเลยที่ 3 ที่จะหามาตรการที่เหมาะสมมาดำเนินการเพื่อป้องกันมิให้เกิดการสูญหายหรือเสียหายแก่ตู้สินค้าหรือสินค้าที่บรรจุอยู่ในตู้สินค้านั้นเอง ดังนั้นเมื่อสินค้าบุหรี่พิพาทที่บรรจุในตู้สินค้าที่จำเลยที่ 3 รับควบคุมดูแลรักษาสูญหายไป เพราะถูกโจรกรรมและจำนวนสินค้าบุหรี่ที่สูญหายไปมีจำนวนมาก ซึ่งหากเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่สินค้าบุหรี่ของโจทก์จะถูกโจรกรรมไปเป็นจำนวนมากเช่นนี้ แสดงว่าเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 ที่ทำหน้าที่ดูแลควบคุมความปลอดภัยของตู้สินค้าและสินค้าที่บรรจุในตู้สินค้าละเลยต่อหน้าที่มิได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรในการดูแลรักษา อันเป็นการงดเว้นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อป้องกันการโจรกรรมสินค้าและเป็นผลโดยตรงที่ทำให้สินค้าของโจทก์ถูกโจรกรรมไปถือได้ว่าเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3ปฏิบัติหน้าที่ควบคุมดูแลความปลอดภัยของตู้สินค้าและสินค้าที่บรรจุในตู้สินค้านั้นด้วยความประมาทเลินเล่อ จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของสินค้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ในการที่สินค้าบุหรี่ของโจทก์สูญหายไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 76 ที่จำเลยที่ 3 นำสืบว่ามีพนักงานของจำเลยที่ 2 ช่วยดูแลความปลอดภัยของตู้สินค้าด้วยก็มิอาจปัดความรับผิดชอบของจำเลยที่ 3 ที่มีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของผู้รับสินค้าและสินค้าที่บรรจุในตู้สินค้าให้พ้นไปได้ ดังนี้จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดในค่าเสียหายดังกล่าวซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 3 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 สำหรับค่าขาดกำไรที่โจทก์เรียกร้อง โดยคำนวณจากราคาสินค้าที่ขายหักด้วยจำตนวนต้นทุนสินค้า ได้ความว่าโจทก์ขาดกำไรไปตามจำนวนที่ฟ้องและนำสืบจริง แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้เรียกร้องราคาสินค้าที่สูญหายไปซึ่งเป็นราคาของสินค้าในขณะที่มาถึงท่าเรือกรุงเทพแต่โจทก์เรียกกำไรที่ได้จากการขายสินค้าดังกล่าว ดังนั้นจึงต้องนำค่าใช้จ่ายอย่างอื่น ซึ่งโดยปกติย่อมเกิดขึ้นจากการจำหน่ายสินค้ามาพิจารณาประกอบด้วย และเมื่อคู่ความมิได้มีการนำสืบถึงค่าใช้จ่ายอย่างอื่นในข้อนี้ให้รับฟังได้ ศาลจึงมีอำนาจกำหนดตามที่เห็นสมควร หนี้อันเกิดแต่มูลละเมิดลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดมาแต่เวลาที่ทำละเมิดและในมาตรา 224 ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยในหนี้เงินในระหว่างผิดนัดไว้ร้อยละ 7.5 ต่อปี โจทก์จึงชอบที่จะเรียกดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีเท่านั้น ที่โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยในอัตราที่โจทก์ต้องชำระให้แก่ธนาคารอันเป็นอัตราที่สูงกว่าที่กฎหมายกำหนดนั้น เมื่อโจทก์มีหน้าที่ต้องชำระราคาสินค้าบุหรี่ที่โจทก์ซื้ออยู่แล้ว ดังนั้นดอกเบี้ยที่โจทก์ต้องเสียแก่ธนาคารในเงินที่โจทก์ต้องรับผิดต่อธนาคารที่ได้ชำระราคาสินค้าบุหรี่ไป จึงมิใช่เหตุโดยตรงจาก การ กระทำละเมิดที่โจทก์จะเรียกเอาจากจำเลยที่ 3 ได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันใช้เงิน3,736,926.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปีจากต้นเงิน 3,319,732 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 ยังไม่ได้รับมอบตู้สินค้าพิพาทไว้จากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ความรับผิดจึงตกอยู่แก่จำเลยที่ 1และที่ 2 ในฐานะผู้รับขน ความเสียหายของโจทก์เมื่อรวมกับส่วนกำไรแล้วไม่เกิน 1,500,000 บาท ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้โดยคู่ความมิได้โต้แย้งกันว่า เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2532 โจทก์ได้สั่งซื้อบุหรี่ต่างประเทศยี่ห้อต่าง

ๆ จากบริษัทธงฮวด (อิมเปร์ตแอนด์เอ็กซ์ปอร์ต) พีร์ จำกัดประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ จำนวน 390 หีบ เป็นเงินทั้งสิ้น237,450 ดอลลาร์สิงคโปร์ โดยโจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตผ่านธนาคารทหารไทย จำกัด เพื่อชำระราคาสินค้าให้แก่บริษัทธงฮวด (อิมปอร์ตแอนด์เอ็กซ์ปอร์ต) พีร์ จำกัด ผู้ขายในราคารวมค่าขนส่งทางทะเลและค่าประกันภัยเป็นเงิน 239,450 ดอลลาร์สิงคโปร์บริษัทธงฮวด(อิมปอร์ตแอนด์เอ็กซ์ปอร์ต) พีร์ จำกัด ผู้ขายได้ว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่งสินค้าบุหรี่ดังกล่าวจากประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์เพื่อส่งมอบแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับตราส่งในประเทศไทย การขนส่งสินค้าบุหรี่ดังกล่าว จำเลยที่ 1ได้ออกใบตราส่งตามเอกสารหมาย จซ.10 ระบุว่าเป็นการขนส่งในระบบ

ซีวาย/ซีวาย (CY/CY) และระบุในใบตราส่งอีกว่าผู้ส่งเป็นผู้บรรจุ นับและผนึกเอง (SHIPPER'S LOAD AND COUNCONTAINER (S) SEALED BY SHIPPERS) ซึ่งการขนส่งในระบบดังกล่าวนี้ผู้ขายจะต้องมารับตู้สินค้าจากผู้ขนส่งด้วยตนเองจากนั้นจะบรรจุสินค้าตรวจนับและเป็นผู้ปิดผนึกดวงตราที่บานประตูตู้สินค้าแล้วจัดทำรายการสินค้าส่งมอบให้แก่ผู้ขนส่งพร้อมตู้สินค้าบริษัทธงฮวด (อิมปอร์ตแอนด์เอ็กซ์ปอร์ต) พีร์ จำกัดผู้ขาย ได้บรรจุสินค้าบุหรี่จำนวนตามที่โจทก์สั่งซื้อในตู้สินค้าหมายเลขที่ทีซีเอสยู 2622624 เอเอ 57954 ภายใต้การตรวจสอบของศุลกากรประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ และบริษัทธงฮวด (อิมปอร์ตแอนด์เอ็กซ์ปอร์ต) พีร์ จำกัด ผู้ส่งได้ปิดผนึกดวงตราที่บานประตูตู้สินค้าและส่งมอบตู้สินค้าแก่จำเลยที่ 1 ผู้ขนส่ง

ณ ลายวางตู้สินค้าของจำเลยที่ 1 ที่ประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ ต่อมาวันที่ 13 ธันวาคม 2532จำเลยที่ 1 ได้ขนส่งตู้สินค้าดังกล่าวโดยเรือ "ศิริภูมิ" มาถึงท่าเรือกรุงเทพประเทศไทย และในวันที่ 14 ธันวาคม 2532ได้มีการขนถ่ายตู้สินค้าขึ้นจากเรือและตรวจสอบร่วมกันระหว่างจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนเรือของจำเลยที่ 1 เจ้าพนักงานศุลกากรและเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 ตู้สินค้าพิพาทอยู่ในสภาพเรียบร้อยจึงลากไปวางที่ลานพักสินค้าหน้าโรงพักสินค้าที่ 8 และร่วมกันตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเห็นว่าดวงตราผนึกที่บานประตูตู้สินค้าพิพาทอยู่ในสภาพเรียบร้อยไม่ถูกทำลายหรือแกะออก เจ้าพนักงานศุลกากรจึงผนึกดวงตราศุลกากรกำกับไว้ที่บานประตูตู้สินค้าอีกอันหนึ่ง วันที่ 1 มีนาคม 2533 เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3พบว่าดวงตราผนึกของบริษัทธงฮวด (อิมปอร์ตแอนด์เอ็กซ์ปอร์ต)

พีร์ จำกัด ผู้ขายและของเจ้าพนักงานศุลกากรที่บานประตูตู้สินค้าพิพาทขาดหายไปทั้งสองอัน จำเลยที่ 2 ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจท่าเรือ หลังจากนั้นเจ้าพนักงานตำรวจ เจ้าพนักงานศุลกากรจำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันเปิดตู้สินค้าพิพาท พบว่าบุหรี่ของโจทก์สูญหายไป 262 หีบ คงเหลืออยู่เพียง 128 หีบ ต่อมาโจทก์ได้ชำระค่าภาระแก่จำเลยที่ 3 และนำสินค้าที่เหลือออกไปจากท่าเรือกรุงเทพของจำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2533คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นฎีกาตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยทั้งสามจะต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ในสินค้าบุหรี่ที่สูญหายไปจำนวน 262 หีบ ตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดในฐานะเป็นผู้ขนส่งและให้จำเลยที่ 3รับผิดในมูลละเมิดนั้น ตามข้อเท็จจริงและจากพยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยทั้งสามนำสืบดังกล่าวรับฟังได้ว่า

การขนส่งสินค้าพิพาทรายนี้เป็นการขนส่งระบบ ซีวาย/ซีวาย (CY/CY) ซึ่งผู้ส่งรับตู้สินค้าไปบรรจุ ตรวจนับสินค้าเข้าตู้ผนึกดวงตราที่บานประตูตู้สินค้าและส่งมอบตู้สินค้าแก่ผู้ขนส่ง ณ ลานวางตู้สินค้าโดยผู้ขนส่งมิได้เกี่ยวข้องกับการบรรจุและตรวจนับสินค้าเข้าตู้สินค้า คงมีหน้าที่ขนส่งตู้สินค้าซึ่งบรรจุสินค้าโดยผู้ส่งมายังจุดหมายปลายทางคือท่าเรือกรุงเทพตามที่ตกลงกันดังระบุไว้ในใบตราส่งเอกสารหมายจ.10 และส่งมอบตู้สินค้าที่ขนส่งให้แก่จำเลยที่ 3 ณ ลานพักสินค้าของจำเลยที่ 3 เพื่อให้โจทก์ผู้นำเข้าทำพิธีการทางศุลกากรและดำเนินพิธีการออกสินค้าต่อไป ดังนี้เห็นได้ว่าจำเลยที่ 1ผู้ขนส่งไม่มีหน้าที่ที่จะต้องนำสินค้าที่ขนส่งไปมอบให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับตราส่ง แต่เป็นหน้าที่ของโจทก์ผู้รับตราส่งที่จะต้องมารับสินค้า

ดำเนินพิธีการทางศุลกากรและนำสินค้าออกจากท่าเรือของจำเลยที่ 3 รวมทั้งชำระค่าธรรมเนียมการดูแลสินค้าของโจทก์ให้แก่จำเลยที่ 3 เมื่อจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนเรือของจำเลยที่ 1 และเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 ได้นำตู้สินค้าพิพาทไปเก็บไว้ที่ลานพักสินค้าหน้าโรงพักสินค้าที่ 8 ของจำเลยที่ 3จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งได้มอบตู้สินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 3 แล้ว แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่าจำเลยที่ 2 ตัวแทนเรือจะมิได้ปฏิบัติตามประกาศของจำเลยที่ 3 เรื่องการปฏิบัติเกี่ยวกับการส่งมอบและรับมอบตู้สินค้าที่ขนถ่ายจากเรือเดินทะเลต่างประเทศเอกสารหมาย ล.1 โดยมิได้มอบตู้สินค้าให้แผนกโรงพักสินค้าเป็นลายลักษณ์อักษรและมิได้ใส่กุญแจให้มั่นคงแข็งแรงก็ตาม แต่เมื่อตามพฤติการณ์ที่เป็นจริงและที่ปฏิบัติต่อกันถือว่าจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้มอบตู้สินค้าพิพาทให้จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 3 ได้รับตู้สินค้าพิพาทไว้ในความดูแลของจำเลยที่ 3 แล้วซึ่งโจทก์ผู้นำเข้าต้องขออนุญาตนำสินค้าบุหรี่ออกจากท่าเรือของจำเลยที่ 3 ต่อไป

ตู้สินค้าและสินค้าที่บรรจุในตู้สินค้าจึงหาใช่ยังอยู่ในความครอบครองดูแลของจำเลยที่ 1และที่ 2 ดังที่โจทก์ฎีกาไม่และถือว่าจำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาขนส่งสินค้าทางทะเลที่ทำไว้ระหว่างจำเลยที่ 1ผู้ขนส่งกับบริษัทธงฮวด (อิมปอร์ตแอนด์เอ็กซ์ปอร์ต) พีร์ จำกัดผู้ส่งตามที่ระบุไว้ในใบตราส่งเอกสารหมาย จ.10 ครบถ้วนแล้ว หน้าที่การขนส่งสินค้าพิพาทของจำเลยที่ 1 จึงสิ้นสุดลง แม้ต่อมาสินค้าจะสูญหายไป จำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งก็ไม่ต้องรับผิดชอบ เนื่องจากสินค้ามิได้สูญหายไปในระหว่างการขนส่งของผู้ขนส่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 616 อันเป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง และมิใช่กรณีที่จะนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 623 มาปรับใช้ให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามที่โจทก์ฎีกาอีกเช่นกัน

เพราะมาตรา 623 เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดในการสูญหายของสินค้าที่รับขนส่งเสียก่อน และเมื่อโจทก์ฟ้องให้รับผิดในฐานะเป็นผู้ขนส่งทอดสุดท้ายเมื่อจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งไม่ต้องรับผิดแล้วจำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดเช่นกันปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 ไม่มีสิทธิออกระเบียบจำกัดความรับผิด และโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ตกลงด้วยตู้สินค้าอยู่ในเขตท่าเรือของจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 3 เรียกเก็บค่าภาระในการใช้ท่าเรือและค่าบริการ จึงมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบดูแลสินค้า เมื่อจำเลยที่ 3 ประมาทเลินเล่อ มิได้ใช้ความระมัดระวังในการควบคุมและรักษาความปลอดภัยของสินค้าที่เข้ามาอยู่ในอาณาบริเวณท่าเรือของจำเลยที่ 3 เป็นเหตุให้สินค้าของโจทก์สูญหาย

จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดชอบในการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 3 ในปัญหาดังกล่าวตามคำให้การของจำเลยที่ 3แสดงว่าจำเลยที่ 3 มีอำนาจและหน้าที่ที่จะต้องดูแลเกี่ยวกับความปลอดภัยในกิจการท่าเรือของจำเลยที่ 3 และได้ความว่าเมื่อมีการขนถ่ายตู้สินค้าลงจากเรือสินค้าแล้วก็จะต้องนำมาเก็บไว้ที่ลายพักสินค้าซึ่งอยู่ในอาณาบริเวณท่าเรือของจำเลยที่ 3เพื่อดำเนินพิธีการทางศุลกากรและพิธีการนำสินค้าออกจากท่าเรือต่อไป และตู้สินค้าดังกล่าวนี้จะมีการตรวจสอบร่วมกันระหว่างตัวแทนเจ้าของเรือหรือผู้ขนส่งกับเจ้าพนักงานศุลกากรและเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 โดยตรวจดูความเรียบร้อยของผนึกปิดตู้สินค้าแล้วเจ้าพนักงานศุลกากรจะผนึกปิดตู้สินค้าอีก และหากยังมิได้มีการนำตู้สินค้าหรือสินค้าที่บรรจุในตู้สินค้าออกไปจากท่าเรือตู้สินค้าดังกล่าวจะคงอยู่ที่ลานพักสินค้านั้นหากจะมีการนำตู้สินค้าออกจากอาณาบริเวณท่าเรือของจำเลยที่ 3หรือเคลื่อนย้ายไปไว้ยังสถานที่อื่นก็จะต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ท่าเรือของจำเลยที่ 3 ก่อนและในการที่จะนำสินค้าในตู้สินค้าออกจากอาณาบริเวณท่าเรือของจำเลยที่ 3 ได้จะต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ท่าเรือของจำเลยที่ 3 ก่อน โดยดำเนินพิธีการทางศุลกากรด้วย

นอกจากนี้ในการนำสินค้าออกจากอาณาบริเวณท่าเรือของจำเลยที่ 3 ยังต้องมีการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ศุลกากรและเจ้าหน้าที่ท่าเรือของจำเลยที่ 3 ที่ประตูทางเข้าออกและในขณะที่ตู้สินค้าอยู่ที่บริเวณลานพักสินค้า จำเลยที่ 3ได้จัดให้มีพนักงานสินค้านอกคลังและพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 3 ดูแลตู้สินค้าที่เก็บไว้นอกโรงพักสินค้านั้นนอกจากนี้ในการที่ตู้สินค้ายังอยู่ที่บริเวณลานพักสินค้า มิได้นำออกไปนอกอาณาบริเวณท่าเรือของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ได้เรียกเก็บค่าภาระซึ่งตามคำเบิกความของนายอนันต์หมายถึงค่าฝากเก็บซึ่งโจทก์ผู้นำเข้าต้องชำระให้แก่จำเลยที่ 3 และโจทก์ก็ได้ชำระและนำสินค้าบุหรี่ที่เหลือออกไปแล้วตามข้อเท็จจริงดังกล่าวเห็นได้ชัดเจนว่าการที่จำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งนำตู้สินค้าขนถ่ายลงจากเรือแล้วนำมาเก็บไว้ที่ลายโรงพักสินค้าภายในอาณาบริเวณท่าเรือของจำเลยที่ 3 เป็นวิธีการที่ต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของจำเลยที่ 3 และของเจ้าพนักงานศุลกากรและจำเลยที่ 3 ได้จัดให้มีเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของตู้สินค้าดังกล่าวซึ่งรวมถึงสินค้าที่บรรจุอยู่ในตู้สินค้านั้นด้วย

จนกว่าจะมีการนำตู้สินค้าหรือสินค้าที่บรรจุในตู้สินค้าออกไปจากท่าเรือของจำเลยที่ 3และการนำตู้สินค้าหรือสินค้าที่บรรจุในตู้สินค้าออกจากอาณาบริเวณท่าเรือของจำเลยที่ 3 ต้องได้รับอนุญาตและตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ท่าเรือของจำเลยที่ 3 ก่อน รวมทั้งจำเลยที่ 3 เรียกเก็บค่าภาระซึ่งหมายถึงค่าฝากสินค้าจากโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของสินค้าและโจทก์ต้องชำระก่อนนำตู้สินค้าหรือสินค้าออกจากท่าเรือของจำเลยที่ 2 ซึ่งในกรณีคดีนี้จำเลยที่ 3 ก็ได้เรียกเก็บค่าภาระรวมจำนวน 278 วัน จากโจทก์และโจทก์ได้ชำระให้แก่จำเลยที่ 3ไปแล้ว ต้องถือว่าตู้สินค้าที่เก็บไว้ที่ลานพักสินค้าหน้าโรงพักสินค้าที่ 8 ในอาณาบริเวณท่าเรือของจำเลยที่ 3 อยู่ในความควบคุมดูแลและรับผิดชอบของจำเลยที่ 3 ดังนั้นจำเลยที่ 3 จึงมีหน้าที่ที่จะต้องดูแลรักษาความปลอดภัยแก่ตู้สินค้า

รวมทั้งสินค้าที่บรรจุในตู้สินค้าซึ่งนำมาเก็บรักษาไว้ ณ ลานพักสินค้าในอาณาบริเวณท่าเรือของจำเลยที่ 3 ทั้งตามข้อเท็จจริงจำเลยที่ 3 ก็ได้รับมอบตู้สินค้าพิพาทและเข้ารับดูแลรักษาความปลอดภัยแก่ตู้สินค้าซึ่งรวมถึงสินค้าที่บรรจุในตู้สินค้าด้วย แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนเรือมิได้ปฏิบัติตามประกาศของจำเลยที่ 3เรื่องการปฏิบัติเกี่ยวกับการส่งมอบและรับมอบตู้สินค้าที่ขนถ่ายจากเรือเดินทะเลต่างประเทศเอกสารหมาย ล.1 โดยจำเลยที่ 2ซึ่งเป็นตัวแทนเรือมิได้ส่งมอบตู้สินค้าให้แผนกโรงพักสินค้าเป็นลายลักษณ์อักษรและมิได้ใส่กุญแจให้มั่นคงแข็งแรง ซึ่งตามประกาศดังกล่าวจำเลยที่ 3 จะไม่รับผิดชอบในการเสียหายหรือสูญหายของสินค้าในตู้สินค้าที่มิได้ส่งมอบตามประกาศดังกล่าวก็ตามแต่ก็ได้ความว่า

แม้ระเบียบจะกำหนดว่าการส่งมอบตู้บรรจุสินค้าจะต้องปิดกุญแจ แต่ในทางปฏิบัติก็ไม่มีการกระทำเช่นนั้น แสดงว่าในทางปฏิบัติของจำเลยที่ 3 ก็มิได้ถือปฏิบัติตามระเบียบในประกาศเอกสารหมาย ล.1 โดยเคร่งครัดอย่างไรก็ตาม เมื่อจำเลยที่ 3มีหน้าที่จะต้องดูแลรักษาความปลอดภัยแก่ตู้สินค้าและสินค้าที่บรรจุในตู้สินค้าพิพาท และได้เข้ารับดูแลความปลอดภัยแก่ตู้สินค้าและสินค้าที่บรรจุในตู้สินค้าแล้วจำเลยที่ 3 จะปฏิเสธความรับผิดโดยอ้างว่าจำเลยที่ 2 มิได้ปฏิบัติตามประกาศของจำเลยที่ 3 เอกสารหมาย ล.1 ดังกล่าวมิได้ ทั้งประกาศดังกล่าวจำเลยที่ 3 ก็ออกแต่ฝ่ายเดียวโดยที่จำเลยที่ 1 ที่ 2และโจทก์มิได้ตกลงด้วยเมื่อจำเลยที่ 3 มีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของตู้สินค้าและสินค้าที่บรรจุในตู้สินค้าที่เก็บรักษาไว้ในบริเวณลานพักสินค้าในอาณาบริเวณท่าเรือของจำเลยที่ 3และเข้ารับดูแลควบคุมความปลอดภัยของสินค้าและตู้สินค้าดังกล่าวการที่จำเลยที่ 3 จะปัดความรับผิดโดยมอบภาระให้แก่เจ้าของสินค้าหรือผู้ขนส่งสินค้าย่อมไม่ชอบด้วยเหตุผลและความเป็นธรรมหากจำเลยที่ 3 เห็นว่าตู้สินค้าหรือสินค้าที่บรรจุในตู้อาจจะไม่ได้รับความปลอดภัยก็เป็นภาระหน้าที่ของจำเลยที่ 3 ที่จะหามาตรการที่เหมาะสมมาดำเนินการเพื่อป้องกันมิให้เกิดการสูญหายหรือเสียหายแก่ตู้สินค้าหรือสินค้าที่บรรจุอยู่ในตู้สินค้านั้นเอง

ดังนั้นเมื่อสินค้าบุหรี่พิพาทที่บรรจุในตู้สินค้าที่จำเลยที่ 3 รับควบคุมดูแลรักษาสูญหายไปเป็นจำนวน 262 หีบ เพราะถูกโจรกรรมและจำนวนสินค้าบุหรี่ที่สูญหายไปมีจำนวนมากซึ่งตามคำเบิกความของนายอนันต์พยานจำเลยที่ 3 ก็ได้ความว่าต้องใช้รถบรรทุกของ2 คัน ซึ่งหากเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่สินค้าบุหรี่ของโจทก์จะถูกโจรกรรมไปเป็นจำนวนมากเช่นนี้ แสดงว่าเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 ที่ทำหน้าที่ดูแลควบคุมความปลอดภัยของตู้สินค้าและสินค้าที่บรรจุในตู้สินค้าละเลยต่อหน้าที่ มิได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรในการดูแลรักษาอันเป็นการงดเว้นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อป้องกันการโจรกรรมสินค้าและเป็นผลโดยตรงที่ทำให้สินค้าของโจทก์ถูกโจรกรรมไปถือได้ว่าเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 3 ปฏิบัติหน้าที่ควบคุมดูแลความปลอดภัยของตู้สินค้าและสินค้าที่บรรจุในตู้สินค้านั้นด้วยความประมาทเลินเล่อ จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของสินค้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 จำเลยที่ 3จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ในการที่สินค้าบุหรี่ของโจทก์สูญหายไปเป็นจำนวน 262 หีบ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 76ที่จำเลยที่ 3 นำสืบว่ามีพนักงานของจำเลยที่ 2 ช่วยดูแลความปลอดภัยของตู้สินค้าด้วย

ก็มิอาจปัดความรับผิดชอบของจำเลยที่ 3ที่มีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของผู้รับสินค้าและสินค้าที่บรรจุในตู้สินค้าให้พ้นไปได้ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเป็นประการสุดท้ายมีว่า จำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นจำนวนเงินเท่าใด ในข้อนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายมา 3 ประการคือ ประการแรก ค่าบุหรี่ที่หายไปจำนวน252 หีบ เป็นเงิน 156,800 ดอลลาร์สิงคโปร์ คิดอัตราแลกเปลี่ยนในวันฟ้อง 14.73 บาท เป็นเงิน 2,309,664 บาท ประการที่สองโจทก์เรียกค่าขาดกำไรเป็นเงิน 1,010,068 บาท และในประการที่สาม โจทก์เรียกดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 มีนาคม 2533 ซึ่งเป็นวันผิดนัดจนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 178 วัน เป็นดอกเบี้ย 417,194.80 บาท

เห็นว่า สำหรับค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องในราคาบุหรี่ที่หายไปจำนวน 262 หีบ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า สินค้าบุหรี่ของโจทก์ที่สูญหายไปจำนวน 262 หีบคิดเป็นเงิน 156,800 ดอลลาร์สิงคโปร์ คิดอัตราแลกเปลี่ยน1 ดอลลาร์สิงคโปร์ ณ วันฟ้องเท่ากับ 14.73 บาท เท่าที่โจทก์ขอ คิดเป็นเงิน 2,309,664 บาท จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดในค่าเสียหายดังกล่าวซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 3 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438สำหรับค่าขาดกำไรที่โจทก์เรียกร้องเป็นเงิน 1,010,068 บาท โดยคำนวณจากราคาสินค้าที่ขายหักด้วยจำนวนต้นทุนสินค้าได้ความว่าราคาขายของสินค้าสูญหายคิดเป็นจำนวนเงิน3,140,000 บาท ต้นทุนสินค้าที่สูญหายไปเป็นเงิน2,129,932 บาท

เมื่อนำราคาขายสินค้าที่สูญหายลบด้วยต้นทุนสินค้าที่สูญหายคิดเป็นค่าขาดกำไรทั้งสิ้น 1,010,068 บาท เมื่อพิจารณาเอกสารหมาย จ.20 ซึ่งระบุต้นทุนสินค้าที่สูญหายกับราคาขายของสินค้าที่สูญหายไปแล้วเห็นว่าราคาที่กำหนดในเอกสารดังกล่าวเป็นราคาที่มีเหตุมีผลและจำเลยที่ 3 มิได้นำสืบโต้แย้ง จึงรับฟังได้ว่า โจทก์ขาดกำไรไปตามจำนวนที่ฟ้องและนำสืบจริง แต่ที่นางจันทนาพยานโจทก์เบิกความว่ากำไรดังกล่าวเป็นกำไรสุทธิซึ่งโจทก์ไม่ต้องนำค่าใช้จ่ายอย่างอื่นมาหักด้วยนั้น เห็นว่าโจทก์ไม่ได้เรียกร้องราคาสินค้าที่สูญหายไปซึ่งเป็นราคาของสินค้าในขณะที่มาถึงท่าเรือกรุงเทพ แต่โจทก์เรียกกำไรที่ได้จาก การขายสินค้าดังกล่าว ดังนั้นจึงต้องนำค่าใช้จ่ายอย่างอื่นซึ่งโดยปกติย่อมเกิดขึ้นจากการจำหน่ายสินค้ามาพิจารณาประกอบด้วย ที่นางจันทนาเบิกความว่า

กำไรดังกล่าวเป็นกำไรสุทธิซึ่งโจทก์ไม่ต้องนำค่าใช้จ่ายอย่างอื่นเช่นเงินเดือนพนักงานมาหักออกและโจทก์ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอย่างอื่นเพิ่มอีกก็เป็นคำเบิกความลอย ๆ มิได้แสดงเหตุผลว่าเหตุใดจึงมิได้มีค่าใช้จ่ายอย่างอื่นและเมื่อคู่ความมิได้มีการนำสืบถึงค่าใช้จ่ายอย่างอื่นในข้อนี้ศาลมีอำนาจกำหนดตามที่เห็นสมควรโดยให้หักค่าใช้จ่ายในการดำเนินการจัดจำหน่ายสินค้าบุหรี่เป็นเงิน 200,000 บาท ดังนั้น จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นเงิน 810,068 บาท สำหรับค่าเสียหายประการสุดท้ายที่โจทก์เรียกร้องมาคือดอกเบี้ยที่โจทก์ขอคิดในอัตราร้อยละ16.5 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราที่โจทก์จะต้องชำระให้แก่ธนาคารหทารไทย จำกัด โดยคิดตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2533ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ทราบว่าสินค้าสูญหายจนถึงวันฟ้อง เป็นเงินค่าดอกเบี้ยจำนวน 417,194.80 บาท

เห็นว่า ในเรื่องละเมิดนี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 206 บัญญัติว่าในกรณีหนี้อันเกิดแต่มูลละเมิดลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดมาแต่เวลาที่ทำละเมิด และในมาตรา 224 ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยในหนี้เงินในระหว่างผิดนัดไว้ร้อยละ 7.5 ต่อปี โจทก์จึงชอบที่จะเรียกดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ที่โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ16.5 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราที่โจทก์ต้องชำระให้แก่ธนาคารทหารไทยจำกัด อันเป็นอัตราที่สูงกว่าที่กฎหมายกำหนดนั้น เห็นว่า โจทก์มีหน้าที่ต้องชำระราคาสินค้าบุหรี่ที่โจทก์ซื้อจากบริษัทธงฮวด (อิมปอร์ตแอนด์เอ็กซ์ปอร์ต) พีร์ จำกัดประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์อยู่แล้ว ดังนั้นดอกเบี้ยที่โจทก์ต้องเสียแก่ธนาคารทหารไทย

จำกัดในเงินที่โจทก์ต้องรับผิดต่อธนาคารทหารไทย จำกัด ที่ได้ชำระราคาสินค้าบุหรี่ไปจึงมิใช่เหตุโดยตรงจากการกระทำละเมิดที่โจทก์จะเรียกเอาจากจำเลยที่ 3 ได้จึงให้ดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2533หลังเกิดเหตุละเมิดซึ่งเป็นวันที่โจทก์เรียกร้องมาในฟ้องพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 ชำระเงิน 3,119,732 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 มีนาคม 2533จนกว่าจำเลยที่ 3 จะชำระเสร็จให้แก่โจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ · จเร อำนวยวัฒนา · วุฒิ คราวุฒิ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้