Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1908/2534

พ.ศ. 2534 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าจำเลยไม่เคยประกาศใช้ข้อบังคับตามเอกสารหมาย จ.3 ที่กำหนดอัตราเงินเดือนไว้ 21 ขั้น และจำเลยได้ปรับอัตราเงินเดือนให้แก่โจทก์เกินอัตราขั้นสูง อันเป็นคุณแก่โจทก์มากแล้ว ซึ่งเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยไม่ชอบ แต่อุทธรณ์ของโจทก์สรุปได้ว่าจำเลยได้เปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยไม่ชอบ จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลย ตำแหน่งพนักงานประจำสำนักงานแผนกธุรการ สำนักงานธุรการกลาง ฝ่ายอำนวยการได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 8,960 บาท เมื่อวันที่ 28ธันวาคม 2524 จำเลยออกข้อบังคับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพฉบับที่ 48 ว่าด้วยการกำหนดขั้นและอัตราเงินเดือนพนักงานในตำแหน่งพนักงาน จำเลยกำหนดอัตราเงินเดือนขั้นต้นถึงขั้นสูงสุดไว้ตั้งแต่ 1,850 บาท ถึง 8,730 บาท รวม 21 ขั้น จำเลยมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเรื่องการเลื่อนขั้นเงินเดือนและค่าจ้างพนักงานกำหนดหลักเกณฑ์การเลื่อนขั้นเงินเดือนและค่าจ้างให้แก่พนักงานทุกปีงบประมาณ (1 ตุลาคม ถึง 30 กันยายน ของปีถัดไป) โดยจะเลื่อนขั้นเงินเดือนและค่าจ้างให้พนักงานทุกวันที่ 1 ตุลาคมของทุกปีในปีงบประมาณ 2531 (1 ตุลาคม 2530 ถึง 30 กันยายน 2531)โจทก์ได้รับค่าจ้างในอัตราเดือนละ 8,160 บาท ซึ่งในปีงบประมาณ2532 (1 ตุลาคม 2531 ถึง 30 กันยายน 2532) ตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างว่าด้วยการเลื่อนขั้นเงินเดือนและค่าจ้างพนักงานของจำเลยโจทก์ต้องได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือน 1 ขั้น

จากเดือนละ8,160 บาท เป็นเดือนละ 8,730 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2531เป็นต้นไป จำเลยไม่เลื่อนขั้นเงินเดือนให้โจทก์ตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าว โดยอ้างว่าโจทก์ได้รับเงินเดือนขั้นสูงสุด สำหรับตำแหน่งแล้ว จึงไม่มีสิทธิเลื่อนขั้นเงินเดือนอีกจำเลยค้างชำระค่าจ้างโจทก์เดือนละ 570 บาท ตลอดมาถึงวันฟ้องรวมเป็นเวลา 18 เดือน เป็นเงิน 11,260 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าจ้างที่ค้างจำนวน 11,260 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย และนับแต่เดือนพฤษภาคม 2533 ให้จำเลยจ่ายเงินเดือนให้โจทก์ในอัตราเดือนละ9,530 บาท จนกว่าจะมีการเลื่อนขั้นหรือเปลี่ยนแปลงฐานเงินเดือนโดยชอบด้วยกฎหมายจำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้ค้างชำระค่าจ้างรวมทั้งดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามฟ้องขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า

โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยตำแหน่งพนักงานประจำสำนักงาน ตามข้อบังคับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพฉบับที่ 25 ว่าด้วยการกำหนดขั้นและอัตราเงินเดือน เอกสารหมาย จ.2และ ล.16 ซึ่งใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2521 และข้อบังคับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ฉบับที่ 48 ว่าด้วยการกำหนดขั้นและอัตราเงินเดือนพนักงาน เอกสารหมาย จ.4 และ ล.20 ที่ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2525 อัตราเงินเดือนของพนักงานประจำสำนักงานที่ปรับเข้าตามข้อบังคับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพฉบับที่ 25 ขั้นต้น 1,570 บาท ต้องปรับเป็น 1,850 บาท และขั้นสูง3,550 บาท ปรับเป็น 4,140 บาท โจทก์ซึ่งเป็นพนักงานประจำสำนักงานจึงมีอัตราเงินเดือนขั้นสูงในขณะนั้นเป็นเงิน 4,140 บาท แต่จำเลยได้เลื่อนขั้นเงินเดือนให้โจทก์ผิดพลาดเพราะให้สูงกว่าเงินเดือนขั้นสูงและได้เลื่อนขั้นเงินเดือนให้โจทก์ตลอดมาจนถึงปี 2529เมื่อปี 2530 และ 2531 โจทก์เป็นพนักงานประจำสำนักงานระดับ 3เงินเดือนเต็มขั้น 8,180 บาท

โจทก์ไม่ได้รับการเลื่อนขั้นเงินเดือนเนื่องจากเงินเดือนที่โจทก์ได้รับเต็มขั้นอยู่แล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเลื่อนขั้นเงินเดือนอีกตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2531 ตามข้อบังคับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ฉบับที่ 56 ว่าด้วยการเลื่อนขั้นเงินเดือนและค่าจ้างพนักงานเอกสารหมาย จ.6 ข้อ 7 จำเลยไม่ได้กำหนดอัตราเงินเดือนเป็น 21 ขั้น ตามเอกสารหมาย จ.3ต่อมาเมื่อปี 2532 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2532 จำเลยออกข้อบังคับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ฉบับที่ 69 ว่าด้วยการจำแนกตำแหน่งขั้นอัตราเงินเดือนและค่าจ้างของพนักงาน มีการปรับอัตราเงินเดือนใหม่อีกครั้งหนึ่ง พนักงานประจำสำนักงานได้รับอัตราเงินเดือนขั้นต้น4,070 บาท และขั้นสูง 8,960 บาท ตามเอกสารหมาย

ล.7 และ ล.25โจทก์ได้รับเงินเดือน 8,160 บาท ก็ได้ปรับเป็น 8,960 บาท ต่อมามีการปรับอัตราเงินเดือนใหม่อีก โจทก์ได้รับการปรับเป็นเดือนละ12,570 บาท ตามเอกสารหมาย ล.26 ถือว่าอัตราเงินเดือนที่โจทก์ได้รับนั้นเป็นประโยชน์ต่อโจทก์มากอยู่แล้วไม่มีเหตุที่จะปรับอัตราเงินเดือนของโจทก์ใหม่ตามฟ้อง พิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "อุทธรณ์ของโจทก์เป็นการโต้แย้งคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง ซึ่งวินิจฉัยว่าจำเลยไม่เคยประกาศใช้ข้อบังคับตามเอกสารหมาย จ.3 ที่กำหนดอัตราเงินเดือนไว้21 ขั้น และจำเลยได้ปรับอัตราเงินเดือนให้แก่โจทก์เกินอัตราขั้นสูงอันเป็นคุณแก่โจทก์มากแล้ว ซึ่งเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยไม่ชอบ แต่อุทธรณ์ของโจทก์สรุปได้ว่า จำเลยได้เปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยไม่ชอบจึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 54 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประคนธ์ พันธุ์วิชาติกุล · ครีภูมิ สุวรรณโรจน์ · ราเชนทร์ จัมปาสุต
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6067/2567

แม้คดีนี้จำเลยจะให้การต่อสู้เรื่องอำนาจฟ้องไว้ในคำให้การเพียงประการเดียวว่า โจทก์ยื่นคำฟ้องเกินระยะเวลาที่ พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 กำหนดไว้ โดยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ด้วยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 757/2567

เงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ที่โจทก์เรียกร้องจากจำเลยที่ 1 เป็นหนี้เงินอย่างหนึ่ง จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดให้แก่โจทก์ ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าหนี้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3529/2565

การนำบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดมาใช้บังคับแก่คดี เป็นปัญหาข้อกฎหมายสำคัญที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษควรวินิจฉัยให้ เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาโดยมีข้อเท็จจริงเพียงพอที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยในปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ดั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3100/2563

ในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจะต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยมาตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56 วรรคสอง คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 643/2563

จำเลยกับผู้เสียหายที่ 2 อยู่กินฉันสามีภริยาและมีบุตรด้วยกัน เพิ่งเลิกคบหากันก่อนเกิดเหตุเพียงหนึ่งเดือน ความสัมพันธ์ยังคงมีอยู่ไม่ถึงกับตัดขาดทีเดียว การที่จำเลยขับรถจักรยานยนต์ตามหาผู้เสียหายที่ 2 ใน…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้