Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1900/2531

พ.ศ. 2531 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ผู้ร้องอ้างว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่โจทก์นำยึดเดิมเป็นสินสมรสของจำเลยกับผู้ร้อง ต่อมาจำเลยกับผู้ร้องตกลงหย่าขาดจากกันและทำบันทึกยกที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ผู้ร้อง แต่ยังมิได้จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อเป็นของผู้ร้อง เช่นนี้หากฟังได้ดังที่ผู้ร้องอ้าง กรณีก็มิใช่เป็นการยกให้โดยเสน่หา แต่เป็นการแบ่งทรัพย์สินกันระหว่างสามีภริยาตาม ป.พ.พ. มาตรา 1532 แม้ยังมิได้จดทะเบียนการได้มาก็ต้องฟังพยานทั้งสองฝ่ายให้สิ้นกระแสความ การที่ศาลงดสืบพยานผู้ร้องและพิพากษาให้ผู้ร้องเป็นฝ่ายแพ้คดีนั้นย่อมเป็นการไม่ชอบ

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้ยืม

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์โดยผ่อนชำระมีกำหนด ๑๘ เดือน ผิดนัดงวดใดให้บังคับคดีได้ทั้งหมด จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ดังกล่าว โจทก์ขอให้บังคับคดีและนำยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๔๔๑๓ พร้อมบ้านซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าว ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่โจทก์นำยึดอ้างว่าเป็นของจำเลยนั้น เป็นของผู้ร้องโดยจำเลยและผู้ร้องเป็นสามีภริยากัน ระหว่างสมรสได้ร่วมกันซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจึงเป็นสินสมรส ต่อมาจำเลยและผู้ร้องตกลงหย่าขาดจากกันและทำบันทึกยกที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องจึงเป็นเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแต่เพียงผู้เดียว แต่จำเลยและผู้ร้องได้นำที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไปจำนองเป็นประกันหนี้ธนาคารอาคารสงเคราะห์และชำระหนี้ยังไม่ครบจึงไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้ร้องถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดแต่ผู้เดียวได้ขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด โจทก์ให้การว่า ผู้ร้องไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้อง ให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๓,๐๐๐ บาท ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีต่อไป

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปรากฏว่าพยานผู้ร้องคือตัวผู้ร้องเองเบิกความว่า เดิมจำเลยกับผู้ร้องเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมายระหว่างสมรสได้ร่วมกันซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๔๔๑๓ ที่พิพาทพร้อมบ้าน ๑ หลังบนที่ดินนี้มาจากบริษัทกรุงเทพเคหะพัฒนา จำกัด แต่ใส่ชื่อจำเลยไว้เพียงผู้เดียวเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนี้จึงเป็นสินสมรส ต่อมาวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๒๔ ผู้ร้องกับจำเลยตกลงหย่าขาดจากกัน ในการจดทะเบียนหย่า ผู้ร้องกับจำเลยตกลงแบ่งสินสมรสกัน โดยจำเลยยอมยกที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่ผู้ร้อง ส่วนจำเลยได้เงินสดและเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับสัญญาการกู้เงินไป แต่ไม่สามารถไปจดทะเบียนโอนใส่ชื่อผู้ร้องในโฉนดได้ เพราะได้นำโฉนดไปจำนองไว้กับธนาคารอาคารสงเคราะห์ ที่ดินและบ้านที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดมาไว้ในคดีนี้เป็นของผู้ร้อง ไม่ใช่ของจำเลย

พิเคราะห์แล้ว ผู้ร้องฎีกาว่า การที่จำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินจะถือได้หรือไม่ว่าที่ดินยังเป็นของจำเลยอยู่ เพราะข้อสันนิษฐานตามกฎหมายว่าผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ตามโฉนดที่ดินถือว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินนั้น เป็นเพียงข้อสันนิษฐานไม่เด็ดขาด อาจนำสืบหักล้างได้ จึงควรให้ผู้ร้องนำสืบว่ามีการจดทะเบียนหย่ากันจริงและแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวกันจริงโดยสุจริต การที่ศาลชั้นต้นด่วนมีคำสั่งงดสืบพยานของทั้งสองฝ่ายย่อมเป็นการไม่ชอบ จึงขอฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่เห็นพ้องกับคำสั่งศาลชั้นต้น นั้น เห็นว่า หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกับผู้ร้องหย่ากันและแบ่งทรัพย์สินกันจริงโดยสุจริตดังผู้ร้องอ้าง กรณีก็มิใช่เป็นการยกให้โดยเสน่หา แต่เป็นการแบ่งทรัพย์สินกันระหว่างสามีภริยาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๓๒ และแม้จะยังมิได้จดทะเบียนการได้มาซึ่งที่ดินแปลงนี้ก็ตาม ก็สมควรฟังพยานทั้งสองฝ่ายให้สิ้นกระแสความเสียก่อน ที่ศาลล่างทั้งสองงดสืบพยานและพิพากษาให้ผู้ร้องเป็นฝ่ายแพ้คดีนั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ธีรศักดิ์ กรรณสูต · บุญส่ง คล้ายแก้ว · ถวิล ทองสว่างรัตน์
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายทองเลื่อน พูลพิพัฒน์
ศาลอุทธรณ์ - นายบุญสิน ตุลากัน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้