Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1889/2536

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าเช่าซื้อตามกำหนด และโจทก์ไปยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้โต้แย้งการยึดรถยนต์คืน พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อกัน นับแต่วันที่โจทก์ยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน มิใช่เป็นกรณีที่ผู้เช่าซื้อหรือผู้ให้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 และมาตรา 574ดังนั้น การที่โจทก์ยึดรถยนต์คืนจากจำเลยที่ 1 จึงหาทำให้โจทก์ตกเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อไม่

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้เช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์ 1 คันในราคา 382,300 บาท ชำระเงินวันทำสัญญา 40,000 บาท ที่เหลือผ่อนชำระเป็นงวดรายเดือน เดือนละ 8,150 บาท หากผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้องวดหนึ่งงวดใดให้ถือว่าสัญญาเช่าซื้อเป็นอันเลิกกันโดยไม่ต้องบอกกล่าว โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 12 โจทก์ได้ติดตามยึดรถยนต์คืนมาได้ และนำรถยนต์ที่ยึดคืนมาให้ผู้มีชื่อเช่าซื้อในราคา 233,000 บาท ราคารถยนต์จึงยังขาดอยู่อีก 19,350 บาทรวมเป็นค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ต้องใช้แก่โจทก์ 73,350 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 73,350 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี

นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยที่ 1 ที่ 2 ให้การและจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 1มิได้ผิดสัญญาเช่าซื้อ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ การที่โจทก์ยึดรถยนต์ คืนไปจากจำเลยที่ 1 จึงทำให้โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจำเลยที่ 1 ต้องไปเช่ารถยนต์ผู้อื่นมาใช้ ต้องเสียค่าเช่าเดือนละ6,000 บาท ขอให้ยกฟ้องโจทก์และให้บังคับโจทก์ชำระเงินจำนวน 292,101 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีจากต้นเงิน 270,950 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องแย้งไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 และให้โจทก์ใช้ค่าเสียหายอีกเดือนละ6,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องแย้งไปจนกว่าจะชำระเสร็จโจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ว่า

จำเลยที่ 1ชำระเงินให้โจทก์หลังจากที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด และสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้วนั้น ไม่ทำให้โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาและเมื่อโจทก์ยึดรถยนต์คืนจำเลยที่ 1 ก็มิได้โต้แย้งคัดค้านจึงถือว่าจำเลยที่ 1ยินยอมเลิกสัญญากับโจทก์แล้ว ขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ชำระเงินแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 14,450 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้แก่จำเลยที่ 1 เสร็จโจทก์ และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 54,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1จำเลยที่ 1 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ยึดรถยนต์คืนจากจำเลยที่ 1 นั้น โจทก์ตกเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อหรือไม่ หากโจทก์ตกเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อ จำเลยที่ 1 มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากโจทก์หรือไม่เพียงใด ปัญหาดังกล่าวนั้นจำเลยที่ 1 ฎีกายกข้อโต้เถียงว่าสัญญาเช่าซื้อยังไม่เลิกกันการที่โจทก์ยึดรถยนต์คืนจากจำเลยที่ 1 โจทก์จึงตกเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อ แต่ตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ได้ยอมรับว่าที่โจทก์ยึดรถยนต์คืนจากจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 1 จำใจต้องมอบรถยนต์ให้เพราะจำเลยที่ 1 ยังค้างชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ และจำเลยที่ 1เบิกความเป็นพยานว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้โต้แย้งการยึดรถยนต์คืนดังกล่าวเห็นว่า พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 ต่างสมัครใจที่จะเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อกันแล้วนับแต่วันที่โจทก์ยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า

จำเลยที่ 1ไม่ยินยอมหรือไม่สมัครใจจะเลิกสัญญาเช่าซื้อจึงฟังไม่ขึ้น และการเลิกสัญญาเช่าซื้อกันดังกล่าวมิใช่เป็นกรณีที่ผู้เช่าซื้อหรือผู้ให้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573หรือมาตรา 574 ดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกาเป็นข้อคัดค้านแต่อย่างใดที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าสัญญาเช่าซื้อเป็นอันเลิกกันจึงชอบแล้วดังนั้น การที่โจทก์ยึดรถยนต์คืนจากจำเลยที่ 1 จึงหาทำให้โจทก์ตกเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อไม่ จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากโจทก์พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ไพศาล รางชางกูร · วิทวัส อยู่วัฒนา · ประสิทธิ์ แสนศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้