คำฟ้องและคำให้การ
คดีนี้
โจทก์ฟ้องว่าเดิมโจทก์ได้ทำหนังสือสัญญาขายที่ดินโฉนดที่ 1813 ตำบลบางรัก อำเภอบางรัก จังหวัดพระนคร พร้อมทั้งตึกแถวที่ปลูกสร้างจำนวน 60 ห้อง ให้แก่จำเลยที่ 1 ในราคาห้องละ 80,000 บาท ครบกำหนดชำระราคาในวันที่ 15 พฤษภาคม 2512 แต่ได้ตกลงกันว่า หากมีผู้มาซื้อที่ดินพร้อมด้วยตึกแถวแต่ละห้องจากจำเลยที่ 1 ก่อนครบกำหนดเวลาดังกล่าว โจทก์ยอมจดทะเบียนขายที่ดินและตึกแถวห้องนั้น ๆ โดยตรง ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้มาหาโจทก์ให้โอนขายที่ดินโฉนดที่ 8916 พร้อมตึกแถวหนึ่งห้อง ซึ่งแบ่งแยกจากโฉนดดังกล่าวเสร็จแล้วให้แก่จำเลยที่ 2 โดยให้โจทก์ทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนไปจัดการโอนขายให้แก่จำเลยที่ 2 โจทก์ได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ไปตามความประสงค์ของจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าโจทก์โอนขายที่ดินพร้อมทั้งสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 40,000 บาท
ความจริงจำเลยที่ 1 ขายต่อให้จำเลยที่ 2 อีกทอดหนึ่งกว่า 80,000 บาท จึงเป็นการแจ้งราคาค่าซื้อขายทรัพย์สินต่อเจ้าพนักงานต่ำกว่าความเป็นจริง ซึ่งจำเลยทั้งสองทราบดีอยู่แล้วว่าเป็นความเท็จ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 83
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายไม่มีอำนาจฟ้องคดีโจทก์ไม่มีมูลความผิด ให้ยกฟ้องโจทก์โดยไม่จำต้องไต่สวนมูลฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกาว่า คดีของโจทก์มีมูลความผิดตามโจทก์ฟ้อง ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีนี้ โจทก์ได้ทำใบมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้โอนขายกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมตึกแถวเลขที่ 771/98 ให้แก่จำเลยที่ 2 ผู้ซื้อ แทนโจทก์เท่านั้นส่วนการแจ้งว่าซื้อขายกันเป็นจำนวนเงินเท่าใด จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เป็นผู้แจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินโดยลำพัง โจทก์ไม่ได้เป็นผู้แจ้งและไม่ได้ร่วมรู้เห็นในการแจ้งข้อความนั้นด้วย โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดในฐานแจ้งข้อความนั้น การแจ้งจำนวนราคาซื้อขายน้อยกว่าความจริง เป็นการหลีกเลี่ยงค่าธรรมเนียมการโอนและค่าอากรแสตมป์ เป็นเหตุให้รัฐบาลขาดรายได้รัฐบาลจึงเป็นผู้เสียหาย ไม่ใช่โจทก์ ข้อที่โจทก์อ้างว่าโจทก์อาจถูกสำนักงานที่ดินจังหวัดพระนครเรียกค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่ขาดไป และจะถูกกรมสรรพากรเรียกค่าอากรแสตมป์ที่ขาดไป และจะถูกปรับหลายเท่า
ก็ปรากฏตามสัญญาซื้อขายว่าจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องชำระค่าธรรมเนียมเหล่านั้น ไม่ใช่โจทก์ เมื่อข้อเท็จจริงเป็นการแจ้งของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 โดยเฉพาะตัวแล้ว โจทก์ก็ไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองได้
ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน ยกฎีกาโจทก์