Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1881/2515

พ.ศ. 2515 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เรือยนต์ชนิดเพลาใบจักรที่ใช้บรรทุกสุกรที่มีชีวิตอันเป็นของที่ไม่ต้องเสียภาษีออกนอกราชอาณาจักร โดยมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้อง ซึ่งเป็นความผิดอย่างหนึ่งตามมาตรา 27แห่งพระราชบัญญัติศุลกากรฯ นั้น ไม่ใช่ยานพาหนะที่ใช้ในการย้าย ถอน ซ่อนเร้น หรือขนของที่ยังมิได้เสียภาษี หรือที่ต้องจำกัดหรือต้องห้าม ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากรฯ ว่าให้ริบเสียสิ้น จึงริบเรือยนต์พร้อมเครื่องจักรของกลางไม่ได้สิ่งของที่นำเข้าหรือออกนอกราชอาณาจักร จะต้องเสียภาษีศุลกากรหรือไม่นั้น จะต้องกำหนดไว้ในกฎหมายจึงเป็นเรื่องที่ศาลต้องรู้เองหน้าที่พิสูจน์ที่ตกอยู่แก่จำเลยตามมาตรา 100 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากรฯนั้น เป็นเรื่องการฟ้องร้องเกี่ยวด้วยของที่ยึด เพราะหลีกเลี่ยงการเสียภาษีศุลกากรหรือเป็นของที่พึงริบ หรือเพื่อเอาค่าปรับตามพระราชบัญญัตินี้ หากจำเลยมีข้อโต้เถียงว่าเสียภาษีศุลกากรถูกต้องแล้ว หรือนำเข้าหรือนำออกเป็นการชอบด้วยกฎหมาย ต่างกับกรณีของจำเลยคดีนี้ที่ปฏิเสธว่ามิได้นำสุกรออกนอกราชอาณาจักร แต่เป็นการขนหรือบรรทุกในประเทศลาว ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกที่หลบหนี นำสุกรมีชีวิต 2 ตัวโดยพาหนะเรือยนต์เพลาใบจักรจากประเทศไทยออกไปยังประเทศลาวโดยจำเลยมิได้เสียภาษีและผ่านด่านศุลกากรโดยถูกต้อง และมิได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานตามกฎหมาย เจ้าพนักงานจับสุกรได้พร้อมด้วยเรือยนต์ที่ใช้เป็นพาหนะบรรทุก ขอให้ลงโทษและริบของกลางกับจ่ายสินบนและรางวัลตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธว่า นำเรือของกลางไปรับจ้างขนสุกรที่ประเทศลาวแล้วถูกเจ้าพนักงานตำรวจกับพวกปล้นและยิงจำเลยบาดเจ็บชิงเอาเรือและสุกรของกลางและทรัพย์อื่นของจำเลยมาประเทศไทย

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเชื่อว่า จำเลยนำสุกรมีชีวิต 2 ตัวบรรทุกเรือหางยาวออกไปนอกราชอาณาจักรโดยไม่เสียภาษีศุลกากรพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27, 32 พระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2482 มาตรา 6, 16, 17 (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2490 มาตรา 3 ให้ปรับ 4 เท่าของราคาสุกรของกลางเป็นเงิน 5,200 บาท ริบของกลาง และจ่ายสินบนและรางวัลตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9

จำเลยอุทธรณ์ว่าไม่ได้กระทำผิด โจทก์มิได้นำสืบว่าสุกรมีชีวิตเป็นของต้องเสียภาษี หรือเป็นของต้องจำกัดหรือต้องห้าม หรือต้องรับอนุญาตสุกรมีชีวิตเป็นของที่ไม่ต้องเสียอากร จึงยังไม่เป็นผิดตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 สุกรและเรืออันเป็นพาหนะจึงริบไม่ได้

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน และมีผู้พิพากษานายหนึ่งทำความเห็นแย้งว่า ควรพิพากษากลับยกฟ้องโจทก์ คืนของกลางให้จำเลย

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกาในข้อกฎหมายว่า สุกรมีชีวิตของกลางเป็นของที่ไม่ต้องเสียภาษีศุลกากรและไม่ปรากฏว่าเป็นของต้องห้าม จำเลยจึงไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 และจะนำมาตรา 100 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากรมาใช้บังคับในกรณีของจำเลยไม่ได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยประเด็นที่ว่าการกระทำของจำเลยจะเป็นความผิดตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 ฯลฯ หรือไม่ เห็นว่าโดยข้อความในบทบัญญัติมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร ฯลฯได้แยกการกระทำที่เป็นความผิดไว้หลายอย่างหลายชนิดด้วยกัน มีทั้งของที่ต้องเสียภาษีแต่ยังมิได้เสียภาษี ของต้องจำกัด ของต้องห้ามแต่ละชนิดของการกระทำนั้นเป็นความผิดอยู่ในตัวไม่เกี่ยวข้องกันซึ่งศาลฎีกาได้เคยวินิจฉัยโดยมติที่ประชุมใหญ่ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 448/2513 คดีอาญาระหว่างพนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์ห้างหุ้นส่วนจำกัดปืนธนบุรี กับพวก จำเลยเรื่องความผิดเกี่ยวกับเอกสารและพระราชบัญญัติอาวุธปืนไว้แล้ว การกระทำของจำเลยคดีนี้ข้อเท็จจริงก็ฟังได้ว่าจำเลยนำสุกรที่มีชีวิต 2 ตัวที่ไม่ต้องเสียภาษีศุลกากรออกนอกราชอาณาจักรไทยไปยังประเทศลาว และไม่ได้ผ่านด่านศุลกากรโดยถูกต้อง

จำเลยจึงไม่มีความผิดในเรื่องที่มิได้เสียภาษีศุลกากรแต่การที่จำเลยไม่นำสุกรที่มีชีวิต 2 ตัวผ่านด่านศุลกากรโดยถูกต้องอันเป็นความผิดอีกชนิดหนึ่งต่างหากจากความผิดที่ไม่เสียภาษีศุลกากร จำเลยจึงไม่พ้นผิด สุกรของกลางจึงต้องริบตามพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พุทธศักราช 2482 มาตรา 17 ส่วนเรือยนต์ชนิดเพลาใบจักร (เรือหางยาวพร้อมด้วยเครื่องยนต์)ของกลาง ที่ใช้บรรทุกสุกรมีชีวิต 2 ตัวนั้น

ศาลฎีกาเห็นว่า ยานพาหนะที่จะริบได้นี้มาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 บัญญัติไว้ดังนี้ "เรือชนิดใด ๆ อันมีระวางบรรทุกไม่เกิน 250 ตัน ก็ดี รถ เกวียน ยานพาหนะ หีบ หรือภาชนะอื่นใดก็ดี หากใช้ในการย้าย ถอน ซ่อนเร้น หรือขนของที่ยังมิได้เสียภาษี หรือที่ต้องจำกัดหรือต้องห้าม ให้ริบเสียทั้งสิ้น" เป็นการบัญญัติถึงระวางบรรทุกของเรือ และลักษณะของการใช้ตามที่ระบุไว้เท่านั้น จึงจะริบได้ยานพาหนะที่ใช้ในการกระทำอย่างอื่นที่บัญญัติไว้ในมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว นอกจากที่บัญญัติไว้ในมาตรา 32 แล้วจะริบยานพาหนะนั้นมิได้ และการริบนี้ตามมาตรา 18 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ถือเป็นโทษชนิดหนึ่ง เรือยนต์พร้อมเครื่องยนต์ที่จำเลยใช้กระทำผิดคดีนี้ เป็นความผิดเฉพาะที่ยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้องเสียก่อนเท่านั้น

จะถือว่าเป็นการใช้ในการ ย้าย ถอน ซ่อนเร้น หรือขนของที่ต้องจำกัด หรือต้องห้าม ก็ไม่ได้ เพราะมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวได้แยกไว้เป็นชนิด ๆ แต่ละชนิด เป็นความผิดในตัวอยู่แล้ว และการใช้เรือดังกล่าวก็มิได้เข้าลักษณะเช่นนั้น จึงริบเรือยนต์พร้อมเครื่องจักรของกลางไม่ได้ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ริบเรือยนต์พร้อมเครื่องจักรของกลางและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยความเห็นแย้งของศาลอุทธรณ์ที่ว่า สิ่งของใดที่นำเข้าหรือนำออกนอกราชอาณาจักร จะต้องเสียภาษีศุลกากรหรือไม่นั้น จะต้องกำหนดไว้ในกฎหมาย จึงเป็นเรื่องที่ศาลต้องรู้เองนอกจากนั้น มาตรา 100 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร

พ.ศ. 2469 ก็เป็นเรื่องการฟ้องร้องเกี่ยวด้วยของที่ยึดเพราะหลีกเลี่ยงการเสียภาษีศุลกากรหรือเป็นของที่พึงริบหรือเพื่อเอาค่าปรับตามพระราชบัญญัตินี้ หากจำเลยจะมีข้อโต้แย้งว่าเสียภาษีศุลกากรถูกต้องแล้ว หรือการนำเข้าหรือนำออก เป็นการชอบด้วยกฎหมายอย่างไรแล้ว จำเลยจึงจะมีหน้าที่ต้องนำสืบ ต่างกับกรณีของจำเลยคดีนี้ ซึ่งให้การปฏิเสธมาแต่แรกว่ามิได้นำสุกรที่มีชีวิต 2 ตัว ออกนอกราชอาณาจักรไทย หากแต่เป็นการขนหรือบรรทุกอยู่ในประเทศลาว เป็นคนละเรื่องกันจะนำบทมาตราดังกล่าวมาให้เป็นหน้าที่จำเลยนำสืบพิสูจน์ไม่ได้ ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นว่า ไม่ริบเรือยนต์ชนิดเพลาใบจักรพร้อมเครื่องยนต์ (เรือหางยาวพร้อมเครื่องยนต์) ของกลางให้คืนเจ้าของไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
แผ้ว ศิวะบวร · ประสาท สุคนธมาน · ประพนธ์ ศาตะมาน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้