Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1870/2522

พ.ศ. 2522 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ข้าราชการกรมชลประทานที่ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการตรวจรับมอบงานจ้างตัดไม้ในบริเวณที่ทำเขื่อน ไม่มีหน้าที่รักษาเขื่อน ลงชื่อในหนังสือรับมอบงานโดยไม่ได้ไปตรวจสอบงาน แต่ไม่ปรากฏว่าทุจริตต่อไม้และต้นไม้ที่ถูกตัดคงเหลืออยู่ในบริเวณอ่างเก็บน้ำไม่ทำให้น้ำเน่าเขื่อน และอ่างเก็บน้ำไม่เสียหาย ไม่เป็นความผิดตาม มาตรา 151,157 แต่เป็นความผิดตาม มาตรา 162 เฉพาะตัวผู้รับเงินจากผู้รับจ้างเป็นทุจริต เป็นความผิดตาม มาตรา 157 สัญญาจ้างทำ 3 คราว 52 ฉบับ เป็นเพียงวิธีการแต่ผู้รับจ้างมีรายเดียวเป็นเจตนาเดียว เป็นความผิดกรรมเดียวบรรยายฟ้องว่าเจ้าพนักงานรับเงินที่จ่ายแก่ผู้มีชื่อในใบรับเงินไปบางส่วน เพราะโจทก์ไม่รู้ว่าส่วนที่รับไปนั้นเป็นจำนวนเท่าใด ถือเป็นการบรรยายที่ถูกต้องแล้วไม่เคลือบคลุมพนักงานสอบสวนมิได้แจ้งข้อหาอื่นแก่ผู้ต้องหา แต่ปรากฏความผิดฐานอื่นในเรื่องที่เกี่ยวหรือสืบเนื่องมาจากการกระทำผิดในคราวเดียวกัน ก็ถือได้ว่ามีการสอบสวนความผิดฐานอื่นแล้ว อัยการฟ้องฐานอื่นนั้นได้ผู้ใช้ให้ทำผิดตาม มาตรา 84 โจทก์ไม่ฟ้องขอให้ลงโทษฐานเป็นตัวการ แต่ขอให้ลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุน ก็ลงโทษตาม มาตรา 86 เบากว่าตัวการได้ ไม่ถือว่าต่างกับฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยที่ 4 ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157, 86 2 ปี จำเลยนอกนั้นจำคุกคนละ 3 ปี

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้จำคุกจำเลยนอกนั้นตามมาตรา 157 และจำเลยที่ 4 ตามมาตรา 86 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ตายระหว่างอุทธรณ์ โจทก์จำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "การที่ต้นไม้ที่ถูกตัดฟันยังคงมีหลงเหลืออยู่ในบริเวณอ่างเก็บน้ำ ตอไม้ที่เหลือสูงกว่า 50 เซนติเมตร จะทำให้น้ำในอ่างเน่าหรือเป็นอันตรายต่อเขื่อนหรือไม่ หากว่าสิ่งเหล่านี้จะทำให้น้ำในอ่างเก็บน้ำเน่าหรือเป็นอันตรายต่อเขื่อนแล้ว จำเลยที่ 1 ก็ไม่น่าจะตกลงกับอธิบดีกรมชลประทานเช่นนั้น เพราะจะเป็นผลร้ายแก่ตนเอง ทั้งไม่ปรากฏว่าน้ำในอ่างเก็บน้ำจะเน่าหรือเขื่อนจะเป็นอันตรายแต่ประการใดการที่จำเลยที่ 1 ละเว้นไม่ถือปฏิบัติตามสัญญาจ้างให้ครบถ้วน จึงไม่เป็นความผิดแต่อย่างใด

คงเป็นแต่เพียงข้อบกพร่องในการปฏิบัติงานตามหน้าที่ที่ไม่อ่านสัญญาให้เข้าใจว่า ผู้รับจ้างจะต้องทำอะไรบ้างส่วนคณะกรรมการตรวจรับมอบงานคือจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ซึ่งนำสืบรับว่า ไม่ได้ตรวจรับงานทุกแปลงนั้น เฉพาะจำเลยที่ 5 ที่ 6 ไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่า ได้ร่วมรู้เห็นในการปลอมแปลงตัวผู้รับจ้างการลงชื่อรับมอบงานโดยไม่ได้ไปตรวจงานตามหน้าที่ก็ไม่มีพยานหลักฐานว่าได้กระทำไปโดยทุจริต ผลการตรวจสอบการตัดฟันไม้ที่ว่าไม่ได้มีการตัดฟันไม้ในบางแปลงก็ได้วินิจฉัยมาแล้วว่ารับฟังไม่ได้ ความเสียหายของเขื่อนและอ่างเก็บน้ำก็ไม่มีการกระทำของจำเลยที่ 5 ที่ 6 จึงไม่เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต แต่จำเลยทั้งสามมีหน้าที่เป็นกรรมการตรวจรับมอบงานจากผู้รับจ้าง

ได้ทำบันทึกการตรวจรับมอบงานว่าได้ตรวจรับเป็นการถูกต้องแล้ว อันเป็นความเท็จ เพราะจำเลยทั้งสามไม่ได้ไปตรวจรับมอบงานทุกแปลงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162คดีมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยต่อไปเฉพาะตัวจำเลยที่ 3 ซึ่งปรากฏว่าได้รับเงินตามเช็คที่จำเลยที่ 4 เป็นผู้สั่งจ่ายเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2510รวม 3 ฉบับตามเอกสารหมาย จ.89 ถึง จ.91 เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 332,060 บาท และนางสมพิศ จูงพล ภรรยาจำเลยที่ 3 ได้รับเงินตามเช็คที่จำเลยที่ 4 สั่งจ่ายเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2411 อีก 7 ฉบับ ตามเอกสารหมาย จ.92 ถึง จ.98เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 134,750 บาทจำเลยที่ 3 นำสืบว่า เคยรับเช็คจากจำเลยที่ 4 เป็นค่าถางป่าเช็คตามเอกสารหมาย

จ.89 ถึง จ.91 เป็นเช็คที่นายสมคิดระบุให้จ่ายให้หัวหน้าป่าซึ่งนายสมคิดควบคุม และจำเลยเป็นผู้สลักหลัง ส่วนเช็คที่ภรรยาจำเลยที่ 3รับเงินจากธนาคาร เป็นเช็คที่นายสมคิดฝากภรรยาจำเลยที่ 3 ไปรับเงินจากธนาคาร เมื่อภรรยาจำเลยที่ 3 เดินผ่านบ้านนายสมคิดศาลฎีกาเห็นว่า เช็คดังกล่าวทุกฉบับมีหลักฐานปรากฏชัดอยู่ว่าจำเลยที่ 4สั่งจ่ายให้แก่ผู้ถือ และจำเลยที่ 3 กับภรรยาเป็นผู้ลงชื่อรับเงินที่จำเลยที่ 3 นำสืบว่านายสมคิดฝากเช็คให้ภรรยาจำเลยที่ 3 รับเงินแทนตามคำเบิกความของนายสมคิดไม่ปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าว บ้านนายสมคิดก็อยู่ห่างธนาคารเพียง200 เมตร และเงินก็เป็นจำนวนมาก ไม่มีเหตุผลที่นายสมคิดจะฝากเช็คให้ภรรยาจำเลยที่ 3 รับเงินแทน

จำเลยที่ 3 ก็เบิกความรับอยู่ว่า เคยรับเช็คจากจำเลยที่ 4เป็นค่าถางป่า และไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 4 มีเหตุอื่นใดที่ต้องจ่ายเงินให้จำเลยที่ 3กับภรรยา จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 3 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ไปตรวจรับมอบงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย โดยได้รับผลประโยชน์ตอบแทนโดยมิชอบด้วยกฎหมายจากจำเลยที่ 4 เป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 เพราะจำเลยที่ 3 มิได้ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตแก่ทรัพย์สินซึ่งจำเลยที่ 3 มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษา ส่วนที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 3 ปลอมเอกสารต่าง ๆ ตามรายละเอียดในฟ้องนั้น ตามข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบ

ผู้ที่ร่วมกันปลอมเอกสารคือ นางสาวบุญถิ่น ดีมีวงษ์กับนางฉวี อินวกูล โดยมีจำเลยที่ 4 เป็นผู้ใช้ ไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 3 ได้ร่วมกระทำผิดด้วย การกระทำอื่นใดของจำเลยที่ 3 นอกจากนี้จึงไม่เป็นความผิดปัญหาเรื่องการกระทำของจำเลยที่ 3 ที่ 4 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท หรือเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันนั้น เห็นว่าแม้สัญญาจ้างจะได้ทำกันเป็น 3 คราว เป็นสัญญารวม 52 ฉบับ และการทำเอกสารต่าง ๆ ต้องแยกทำตามสัญญาแต่ละฉบับก็เป็นเพียงวิธีการเท่านั้น เมื่อผู้รับจ้างที่แท้จริงมีจำเลยที่ 4 เพียงรายเดียวเจตนาก็เกิดแต่แรกเพียงครั้งเดียวว่า ทำสัญญาเพื่อนำไปหลอกรับเงินว่าได้รับจ้างตัดฟันไม้แล้วเท่านั้น เห็นได้ว่าการกระทำของจำเลยที่ 3 ที่ 4 เป็นกรรมเดียวแต่เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

ต้องลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดต่อไปศาลฎีกาจะวินิจฉัยฎีกาปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยที่ 4 ที่ฎีกาว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยที่ 4 อ้างว่าโจทก์ไม่ได้แนบแผนที่ท้ายสัญญาจ้างเหมาตัดฟันไม้มาพร้อมกับฟ้อง จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะถือว่าแผนที่ท้ายฟ้องเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า เอกสารใด ๆ ที่จะเป็นส่วนหนึ่งของฟ้องนั้น โจทก์จะต้องเสนอมาพร้อมกับฟ้อง เมื่อโจทก์มิได้เสนอแผนที่มาพร้อมกับฟ้อง จะถือว่าแผนที่เป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องได้อย่างไร การที่โจทก์มิได้ระบุในฟ้องให้ชัดว่า สัญญาจ้างฉบับใดถางเสร็จแล้ว ฉบับใดยังมิได้ถาง ตลอดจนจำนวนเนื้อที่ที่ถางแล้วและยังมิได้ถางนั้น ล้วนเป็นรายละเอียดที่จะต้องนำสืบในชั้นพิจารณา ที่โจทก์มิได้ระบุจำนวนเงินที่จำเลยอื่นรับจากจำเลยที่ 4 ให้แน่นอน เพียงแต่บรรยายฟ้องว่ารับไปบางส่วนนั้น เมื่อโจทก์ไม่ทราบจำนวนเงินที่จำเลยอื่นรับจากจำเลยที่ 4 การที่โจทก์บรรยายฟ้องเช่นนั้นก็ถูกต้องแล้ว ส่วนที่ว่าคำฟ้องโจทก์เกี่ยวกับฐานะของจำเลยที่ 4 ขัดกันเองนั้น

เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 4 ในฐานะผู้จัดการบริษัทวรวัฒนา จำกัด ได้ทำสัญญารับจ้างเหมาถางป่าตัดฟันไม้ 3 ฉบับ และจำเลยที่ 4 ในฐานะส่วนตัวเป็นผู้สนับสนุนให้เกิดการกระทำผิดเกี่ยวกับสัญญารับจ้างเหมาถางป่าตัดฟันไม้อีก 52 ฉบับขึ้น ฟ้องโจทก์จึงไม่ขัดแย้งกันและไม่เคลือบคลุมจำเลยที่ 4 ฎีกาว่า พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 4 ว่าร่วมกับพวกทำเอกสารเท็จและปลอมแปลงเอกสารเท่านั้น และได้สอบสวนเฉพาะความผิดที่แจ้งเท่านั้น ส่วนความผิดในข้อหาหรือฐานอื่นที่ปรากฏในฟ้องพนักงานสอบสวนมิได้แจ้งข้อหาและสอบสวนไว้เลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 4 ในข้อหาที่มิได้แจ้งและสอบสวนไว้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120

ศาลฎีกาเห็นว่า แม้เดิมพนักงานสอบสวนจะตั้งข้อหาเพียงบางข้อและมีการสอบสวนตามข้อหาที่แจ้งไว้เดิม แต่เมื่อผลการสอบสวนปรากฏว่าเป็นความผิดฐานอื่นในเรื่องที่เกี่ยวหรือสืบเนื่องมาจากการกระทำผิดในคราวเดียวกันนั้นด้วย ก็ถือได้ว่าได้มีการสอบสวนในความผิดฐานอื่นนั้นด้วยแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องในความผิดฐานอื่นด้วยได้จำเลยที่ 4 ฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 4 ในฐานเป็นผู้สนับสนุน แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 4 บังคับขู่เข็ญให้นางสาวบุญถิ่นกับนางฉวีทำเอกสารเกี่ยวกับการถางป่าปลอมทั้งหมดซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 จึงถือได้ว่า ข้อเท็จจริงแตกต่างกับฟ้องจะลงโทษจำเลยที่ 4 ไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192ศาลฎีกาเห็นว่า

ผู้ที่ใช้หรือบังคับขู่เข็ญให้ผู้อื่นกระทำผิดนั้น ถ้าผู้ถูกใช้ได้กระทำความผิดนั้น ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 บัญญัติให้ผู้ใช้ต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการ เมื่อโจทก์มิได้ขอให้ลงโทษในฐานเป็นตัวการแต่ขอให้ลงโทษในฐานเป็นผู้สนับสนุน ก็ลงโทษในฐานเป็นผู้สนับสนุนซึ่งโทษเบากว่าตัวการได้ ไม่ถือว่าแตกต่างกับฟ้อง" ฯลฯ"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157, 162 ให้ลงโทษตามมาตรา 157 อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกนายประชุม จูงพลจำเลยที่ 3 มีกำหนดสามปี นายวิวัฒน์ จิวจินดา จำเลยที่ 5 นายดำรงค์ แก้วสาขาจำเลยที่ 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 ให้จำคุกคนละหนึ่งปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยกฟ้องและให้ยกฟ้องนายสมัย สุรวัลลภ จำเลยที่ 1นายประนอม ทรงเจริญจำเลยที่ 7 กับนายนิรัตน์ เจริญยุทธ จำเลยที่ 8 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์"

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุวัฒน์ รัตรสาร · จันทร์ ระรวยทรง · สุไพศาล วิบุลศิลป์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้