คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกับพวกสมคบกันอุบายหลอกลวงเกลี้ยกล่อมพา ด.ญ คิ้ม แซ่เฮงอายุ ๑๒ ปีไปเพื่ออนาจารและเพื่อสำเร็จความใคร่ของผู้อื่น ขอให้ลงโทษตาม ก.ม.ลักษณะอาญามาตรา ๒๗๕, ๖๓ และ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ก.ม.ลักษณะอาญามาตรา ๒๔๗๔ มาตรา ๓, ๖ จำเลยปฏิเสธ
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์บรรยายฟ้องมาเป็นความผิดตามมาตรา ๒๔๑ วรรคสุดท้ายเกินอำนาจศาลแขวง จึงพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษตามมาตรา ๒๗๕
ศาลอุทธรณ์เห็นว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา ๒๗๕ ไม่เกินอำนาจศาลแขวง จึงพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงแล้วพิพากษาใหม่
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกาขอให้ยกฟ้อง
ศาลฎีกาเห็นว่าคำบรรยายฟ้องของโจทก์เป็นความผิดตาม ก.ม.ลักษณะอาญามาตรา ๒๔๑ วรรคท้ายและมาตรา ๒๗๕ ตามที่ได้แก้ไขโดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ก.ม.ลักษณะอาญา พ.ศ. ๒๔๗๔ มาตรา ๓-๖ ตามที่โจทก์ขอมาท้ายฟ้องโดยครบถ้วน จึงเป็นกรณีที่อ้างว่าจำเลยกระทำความผิดซึ่งเป็นการละเมิดกฎหมายหลายบทด้วยกัน ตามมาตรา ๗๐ บัญญัติให้ใช้บทกฎหมายที่อาญาหนักลงโทษ ฉะนั้นหากพิจารณาได้ข้อเท็จจริงตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์แล้ว ศาลก็ต้องใช้มาตรา ๒๔๑ วรรคสุดท้ายมาเป็นบทลงโทษจำเลย คดีจึงเกินอำนาจศาลแขวง จึงพิพากาากลับให้ยกฟ้อง