Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1868/2542

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

บริเวณที่เกิดเหตุเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติชื่อป่าขุนซ่องซึ่งการกำหนดเขตป่าสงวนดังกล่าวได้ออกเป็นกฎกระทรวงและประกาศในราชกิจจานุเบกษา ทั้งได้ปิดประกาศให้ ประชาชนทั่วไปทราบแล้ว จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 ได้ทราบว่า บริเวณที่เกิดเหตุเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ แต่เขตป่าสงวนแห่งชาติ บริเวณนี้มีราษฎรเข้าทำประโยชน์อยู่ทั่วไป โดยทำไร่อ้อย ไร่มันสำปะหลังและไร่ต้นยูคาลิปตัส ซึ่งทางกรมป่าไม้และ ฝ่ายปกครองอนุโลมผ่อนผันให้ราษฎรที่ทำประโยชน์อยู่แล้วได้ทำ ประโยชน์ต่อไปเป็นแต่ไม่ให้บุกรุกป่าเพิ่มขึ้น ผู้ที่ได้รับการผ่อนผันจะได้รับหนังสือสิทธิทำกิน บริเวณที่เกิดเหตุเป็นที่ดินที่ผ่านการทำประโยชน์มาแล้ว สภาพทั่วไปมีแต่กิ่งไม้ ตอไม้จะมีต้นไม้ขึ้นบ้างเป็นต้นเล็ก ๆ แสดงว่าบริเวณที่เกิดเหตุเป็น ที่ดินที่ได้รับการผ่อนผันให้ราษฎรเข้าทำประโยชน์ได้ จำเลยที่ 1 เป็นคนอยู่นอกพื้นที่ห่างไกลจากเขตป่าสงวนแห่งชาติบริเวณ ที่เกิดเหตุมีอาชีพรับจ้างขับรถ แบคโฮ ขุดสระน้ำและไถดิน เมื่อ จำเลยที่ 3 ว่าจ้างมาขุดสระน้ำในไร่อ้อยของจำเลยที่ 3 ทั้งบริเวณใกล้เคียงก็ล้วนเป็นที่ดินทำไร่มีผู้ครอบครอง หลังจากขุด สระน้ำให้จำเลยที่ 3 เสร็จแล้วก็ถูกว่าจ้างให้เข้าไปไถในบริเวณ ที่เกิดเหตุซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กับที่ดินไร่อ้อยของจำเลยที่ 3 อีก ย่อมเป็นพฤติการณ์ที่ทำให้จำเลยที่ 1 เข้าใจได้ว่าที่เกิดเหตุ เป็นที่ดินที่มีผู้ครอบครองที่จะนำรถขุดเข้าไปไถได้เช่นที่ จำเลยที่ 3 ให้ขุดสระน้ำในไร่อ้อยของจำเลยที่ 3 ซึ่งในชั้นจับกุม และชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ก็ให้การยืนยันว่ามีผู้ว่าจ้าง ให้เข้าไปไถดินในบริเวณที่เกิดเหตุ ทำให้เห็นว่าจำเลยที่ 1ได้กระทำไปโดยสำคัญผิดเข้าใจว่าสามารถที่จะเข้าไปไถที่บริเวณที่เกิดเหตุได้ เป็นการขาดเจตนา การกระทำของจำเลยที่ 1 ย่อมไม่เป็นความผิด

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 4, 6, 9, 14, 31พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54, 72 ตรีประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 83, 84 ให้จำเลย คนงานผู้รับจ้างผู้แทนและบริวารของจำเลยออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติจำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 4, 6, 9, 14,31 วรรคสอง พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง,72 ตรี วรรคสอง เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปีจำเลยที่ 1 รับสารภาพชั้นจับกุมและสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา

มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ 1 ใน 3ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี ให้จำเลยที่ 1 คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยที่ 1 ออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า วันเวลาเกิดเหตุตามฟ้องเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 พร้อมยึดรถแบคโฮ ที่จำเลยที่ 1 กำลังขับไถบริเวณที่เกิดเหตุป่าขุนซ่อง ซึ่งเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติที่อยู่ในหมู่ที่ 1 ตำบลขุนซ่องอำเภอแก่งหางแมว

จังหวัดจันทบุรี นำส่งพนักงานสอบสวนต่อมาจำเลยที่ 3 ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ว่าจ้างจำเลยที่ 1และที่ 2 ให้นำรถแบคโฮ ไปไถบริเวณที่เกิดเหตุดังกล่าวเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนจำเลยทั้งสามจึงถูกกล่าวหาร่วมกันกระทำผิดคดีนี้ แต่เนื่องจากคดีเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่มีคู่ความใดอุทธรณ์ฎีกา จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นคดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยชั้นนี้ตามฎีกาของโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามฟ้องหรือไม่เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า บริเวณที่เกิดเหตุเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติชื่อป่าขุนซ่อง ซึ่งการกำหนดเขตป่าสงวนดังกล่าวได้ออกเป็นกฎกระทรวงและประกาศในราชกิจจานุเบกษาตั้งแต่เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2510 ทั้งได้ปิดประกาศให้ประชาชนทั่วไปทราบแล้วตามเอกสารหมาย

จ.2 ถึง จ.4 จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1ได้ทราบว่าบริเวณที่เกิดเหตุเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ จะอ้างว่าไม่ทราบไม่ได้ดังเช่นโจทก์ฎีกาก็ตาม แต่จากคำเบิกความของนายสุรศักดิ์ ไชยชนะ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ประจำสำนักงานป่าไม้กิ่งอำเภอแก่งหางแมว นายบุญส่ง ขำสุวรรณ ปลัดอำเภอแก่งหางแมวและร้อยตำรวจเอกภูวดล วรรณา ผู้จับกุมจำเลยพยานโจทก์ได้ความต้องกันว่า เขตป่าสงวนแห่งชาติบริเวณนี้มีราษฎรเข้าทำประโยชน์อยู่ทั่วไป โดยทำไร่อ้อย ไร่มันสำปะหลังและไร่ต้นยูคาลิปตัสซึ่งทางกรมป่าไม้และฝ่ายปกครองอนุโลมผ่อนผันให้ราษฎรที่ทำประโยชน์อยู่แล้วได้ทำประโยชน์ต่อไปเป็นแต่ไม่ให้บุกรุกป่าเพิ่มขึ้นผู้ที่ได้รับการผ่อนผันจะได้รับหนังสือสิทธิทำกิน ซึ่งก็ปรากฏว่าบ้านของนายเสมียน

สมิง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 9 พยานโจทก์อีกปากหนึ่งก็อยู่ในพื้นที่เขตป่าสงวนแห่งชาติแห่งนี้เช่นกันและบริเวณที่เกิดเหตุก็อยู่ห่างจากบ้านของนายเสมียน เพียงประมาณ3 กิโลเมตรเท่านั้น โดยมีถนนสาธารณะผ่านไปถึงด้วยนอกจากนี้บริเวณใกล้เคียงก็เป็นไร่อ้อยและไร่ต้นยูคาลิปตัสอันแสดงว่าที่ดินเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าขุนซ่องที่อยู่ในท้องที่หมู่ที่ 9 ตำบลขุนซ่อง มีราษฎรเข้าครอบครองทำประโยชน์อยู่ทั่วไป นายเสมียนผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 9 ซึ่งบริเวณที่เกิดเหตุอยู่ในปกครองได้เบิกความยืนยันว่า บริเวณที่เกิดเหตุเป็นป่าซากหมายถึงเป็นที่ดินที่ผ่านการทำประโยชน์มาแล้วร้อยตำรวจเอกภูวดลและโดยเฉพาะร้อยตำรวจเอกสุรศักดิ์ ใจซื่อ พนักงานสอบสวนไปตรวจที่เกิดเหตุก็เบิกความเป็นการสนับสนุนคำเบิกความของนายเสมียนว่า

บริเวณที่เกิดเหตุโดยทั่วไปเป็นที่ดินที่ผ่านการทำประโยชน์มาแล้ว สภาพทั่วไปมีแต่กิ่งไม้ ตอไม้ จะมีต้นไม้ขึ้นบ้างก็เป็นต้นเล็ก ๆ ซึ่งแสดงว่าบริเวณที่เกิดเหตุเป็นที่ดินที่ได้รับการผ่อนผันให้ราษฎรเข้าทำประโยชน์ได้ จำเลยที่ 1เป็นคนอยู่นอกพื้นที่ห่างไกลจากเขตป่าสงวนแห่งชาติบริเวณที่เกิดเหตุมีอาชีพรับจ้างขับรถแบคโฮ ขุดสระน้ำและไถดิน เมื่อจำเลยที่ 3ว่าจ้างมาขุดสระน้ำในไร่อ้อยของจำเลยที่ 3 ทั้งบริเวณใกล้เคียงก็ล้วนเป็นที่ดินทำไร่มีผู้ครอบครอง หลังจากขุดสระน้ำให้จำเลยที่ 3 เสร็จแล้วก็ถูกว่าจ้างให้เข้าไปไถในบริเวณที่เกิดเหตุซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กับที่ดินไร่อ้อยของจำเลยที่ 3 เช่นนี้ ย่อมเป็นพฤติการณ์ที่ทำให้จำเลยที่ 1 เข้าใจได้ว่าที่เกิดเหตุเป็นที่ดินที่มีผู้ครอบครองที่จะนำรถขุดเข้าไปไถได้เช่นที่จำเลยที่ 3 ให้ขุดสระน้ำในไร่อ้อยของจำเลยที่ 3 ทั้งในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ก็ได้ให้การยืนยันว่ามีผู้ว่าจ้างให้เข้าไปไถดินในบริเวณที่เกิดเหตุ และข้อเท็จจริงก็ได้ความว่า

จำเลยที่ 1 เพิ่งเข้าไปไถก็ถูกจับในวันนั้นเอง จึงเป็นไปไม่ได้ที่จำเลยที่ 1 จะไถที่ได้ไปแล้วเป็นบริเวณถึง 400 ไร่ ตามฟ้อง ประกอบกับร้อยตำรวจเอกสุรศักดิ์พยานโจทก์ยังเบิกความรับว่า ก่อนเกิดเหตุคดีนี้ก็ไม่ทราบว่าที่ดินส่วนไหนอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติด้วย เช่นนี้ กรณีจึงทำให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำไปโดยสำคัญผิดเข้าใจว่าสามารถที่จะเข้าไปไถที่บริเวณที่เกิดเหตุได้ เป็นการขาดเจตนา การกระทำของจำเลยที่ 1 ย่อมไม่เป็นความผิดตามฟ้องที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ด้วยนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พินิจ เพชรรุ่ง · อธิราช มณีภาค · ไพศาล เจริญวุฒิ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้