Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1862/2518

พ.ศ. 2518 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ธนาคารเจ้าหนี้จะคิดดอกเบี้ยทบต้นจากลูกหนี้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 655 วรรคสองนั้น จะต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ว่าเป็นการคิดกันตามประเพณีการค้าขายในเมื่อมีบัญชีเดินสะพัดต่อกันเท่านั้น และกิจการในสัญญาบัญชีเดินสะพัดเป็นเรื่องเฉพาะตัวของลูกหนี้ เมื่อลูกหนี้ตาย สัญญาบัญชีเดินสะพัดย่อมต้องระงับสิ้นสุดลงหลังจากลูกหนี้ตายแล้ว เจ้าหนี้จะคิดดอกเบี้ยทบต้นตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีต่อไปหาได้ไม่ ถึงแม้ต่อมาผู้จัดการมรดกของลูกหนี้ผู้ตายได้ทำหนังสือรับต่อธนาคารเจ้าหนี้ว่า ลูกหนี้เป็นหนี้ธนาคารจริง ยอมให้คิดดอกเบี้ยกันตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเดิมของลูกหนี้ก็ตาม ก็หามีผลทำให้ธนาคารเจ้าหนี้คิดดอกเบี้ยทบต้นได้ไม่ เพราะขัดกับมาตรา 655 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ วรรคสอง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า นายวิชัย โต๊ะสวัสดิ์สุข สามีจำเลยได้ทำสัญญาขอเบิกเงินเกินบัญชีกับธนาคารโจทก์เป็นจำนวนเงินไม่เกิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตกลงให้ดอกเบี้ยแก่ธนาคารโจทก์สำหรับจำนวนเงินที่เบิกเกินบัญชีในอัตราร้อยละ ๑๔ ต่อปี ถ้าไม่ส่งดอกเบี้ยตามกำหนดเวลา ให้นำดอกเบี้ยที่ค้างชำระทบเข้ากับจำนวนเงินที่เบิกเกินบัญชี และให้ถือเป็นยอดเงินที่เบิกเกินบัญชีที่จะต้องเสียดอกเบี้ยต่อไป อันเป็นประเพณีของธนาคาร นายวิชัยได้จำนองที่ดินพร้อมด้วยสิ่งปลูกสร้างเป็นเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาทไว้เป็นประกัน ต่อมานายวิชัยถึงแก่ความตาย นายวิชัยเป็นหนี้โจทก์อยู่ ๒,๒๑๗,๓๘๔ บาท ๓๖ สตางค์ จำเลยในฐานะเป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลได้ทำหนังสือยอมรับหนี้จำนวนดังกล่าวและยินยอมใช้ให้ภายใน ๖ เดือน โดยยินยอมเสียดอกเบี้ยให้โจทก์ตามอัตราและเงื่อนไขเช่นเดียวกับในสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีระหว่างโจทก์กับนายวิชัย

ต่อมาจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ จึงขอศาลพิพากษาบังคับให้จำเลยชำระต้นเงินและดอกเบี้ยที่ค้างชำระ ๒,๕๕๖,๒๕๕ บาท ๔๖ สตางค์ ถ้าจำเลยไม่สามารถชำระหนี้ได้ ก็ให้ยึดทรัพย์สินที่จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินสุทธิมาชำระหนี้โจทก์ ถ้าได้เงินสุทธิน้อยกว่าจำนวนเป็นหนี้ ก็ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยมาขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้โจทก์จนครบ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า คดีฟังได้ว่านายวิชัยได้ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีไว้กับโจทก์จริง สัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับนายวิชัยยังคงดำเนินอยู่จนกระทั่งนายวิชัยตาย สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีจึงเป็นอันระงับ และโจทก์ได้หักทอนบัญชีของนายวิชัยเมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๑๔ แล้ว ปรากฏว่านายวิชัยเป็นหนี้โจทก์อยู่ ๒,๐๑๙,๗๘๖ บาท ๓๐ สตางค์ การที่โจทก์คิดดอกเบี้ยในวันปลายเดือนและนำเอาไปทบต้นนั้น ไม่ถูกต้องกับสัญญาที่นายวิชัยทำไว้กับโจทก์และขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๕ เพราะสัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับนายวิชัยได้สิ้นสุดลงแล้ว การที่จำเลยได้ทำสัญญารับสภาพหนี้ให้โจทก์ไว้ไม่ได้ก่อให้เกิดหนี้ขึ้นมาใหม่

ไม่มีผลให้โจทก์ได้สิทธิขึ้นมาใหม่ โจทก์คงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ตามธรรมดาในอัตราร้อยละ ๑๔ ต่อปีเท่านั้น พิพากษาให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายวิชัย โต๊ะสวัสดิ์สุข ชำระหนี้ให้โจทก์ ๒,๐๑๙,๗๘๖ บาท ๓๐ สตางค์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ ๑๔ ต่อปี ตั้งแต่วันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๑๔ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้หักเงินที่ชำระแล้ว ๒๐๐,๐๐๐ บาทออกจากส่วนที่จำเลยต้องชำระ ถ้าจำเลยไม่ชำระให้นำที่ดินที่จำนองไว้ออกขายทอดตลาด ถ้าขายได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ให้จำเลยรับผิดชำระหนี้ให้โจทก์ต่อไปจนครบ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาเห็นว่า การที่เจ้าหนี้จะคิดดอกเบี้ยทบต้นจากลูกหนี้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๕ วรรคสองนั้น จะต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ว่า เป็นการคิดกันตามประเพณีค้าขายในเมื่อมีบัญชีเดินสะพัดต่อกันเท่านั้น กิจการในสัญญาบัญชีเดินสะพัดในคดีนี้เป็นเรื่องเฉพาะตัวของนายวิชัย เมื่อนายวิชัยตายสัญญาบัญชีเดินสะพัดก็ย่อมจะต้องสิ้นสุดลงด้วย เพราะกิจการตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีไม่อาจจะดำเนินต่อไปอีกได้แล้ว นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับกองมรดกของนายวิชัยจึงยังคงมีผลอยู่ก็แต่เฉพาะตามสัญญากู้เงินกันตามธรรมดาเท่านั้น ซึ่งโจทก์ชอบที่จะบังคับตามสิทธิเรียกร้องเอาจากจำเลยในฐานะเป็นผู้จัดการมรดกของนายวิชัยได้พร้อมด้วยดอกเบี้ยตามธรรมดา

ส่วนการที่จำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนายวิชัยได้ทำหนังสือรับต่อโจทก์ว่า นายวิชัยเป็นหนี้โจทก์อยู่จริง ก็ไม่เข้าลักษณะเป็นสัญญาบัญชีเดินสะพัด แม้ว่าในสัญญาจะมีข้อความว่าจำเลยยอมให้คิดดอกเบี้ยกันตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเดิมของนายวิชัยก็ตาม ก็ไม่ทำให้โจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นจากจำเลยได้ เพราะขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๕๕ วรรคสอง เนื่องจากไม่มีบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลยหรือนายวิชัยอยู่อีกต่อไปแล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชลอ จามรมาน · เฉลิม กรพุกกะณะ · พิสัณห์ ลีตเวทย์
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายวีระ ทรัพย์ไพ
ศาลศาลอุทธรณ์ - นายโสพิทย์ คังคะเกตุ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 868/2524

จำเลยมีสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ โดยโจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยร้อยละ 12 ครึ่งต่อปีนับแต่จำเลยเริ่มเบิกเงินเกินบัญชี พร้อมกันนั้นจำเลยได้ทำสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีของจำเลย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2397/2545

จำเลยทำคำขอเปิดบัญชีเดินสะพัดกับโจทก์แบบไม่มีกำหนดเวลาสิ้นสุดจึงใช้บังคับได้จนกว่าจะมีการบอกเลิกสัญญาหรือมีการหักทอนบัญชีและเรียกให้ชำระหนี้ส่วนที่เป็นจำนวนคงเหลือ โดยจำเลยยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9223/2544

สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีข้อ 2 กำหนดให้จำเลยต้องชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือนทุกวันที่สิ้นสุดของเดือน หากจำเลยผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยก็มีข้อกำหนดไว้เป็นการเฉพาะในข้อ 3 ให้โจทก์มีสิทธินำดอกเบี้ยที่ค้างชำระทบเ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3551/2541

ส. เป็นกรรมการผู้จัดการโจทก์ และมีอำนาจที่จะมอบอำนาจให้พนักงานของธนาคารโจทก์กระทำการใด ๆตามที่ระบุไว้ในข้อบังคับธนาคารโจทก์ ส. ได้มอบอำนาจให้ ป. รองผู้จัดการมีอำนาจกระทำการบอกกล่าว ทวงถามเรียกเก็บหนี้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2977/2541

โจทก์ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดโดยบรรยายฟ้องว่า จำเลยได้เปิดบัญชีเดินสะพัดประเภทบัญชีเงินฝากกระแสรายวันไว้กับโจทก์เมื่อใด ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีในวงเงินเท่าใด ยอมเสียดอกเบี้ยใ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้