คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ ๓๓๐๘ริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยซื้อจากนางบรรจงซึ่งซื้อจากนายอุไภยที่ดินแบ่งแยกจากโฉนดเลขที่ ๒๓๘๙ จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บ้านเรือนเลขที่ ๔๓ ปลูกอยู่ในที่ชายตลิ่งของแม่น้ำเจ้าพระยาอันเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน และอยู่หน้าที่ดินโจทก์ เป็นการกีดขวางบังหน้าที่ดินโจทก์ ไม่สะดวกแก่การที่โจทก์จะใช้ที่ดินออกสู่แม่น้ำ ขอให้บังคับขับไล่จำเลยและบริวาร และรื้อถอนบ้านเลขที่ ๔๓ พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกไปให้พ้นหน้าที่ดินโจทก์ ฯลฯ
จำเลยให้การว่า ที่ดินของโจทก์ตกอยู่ในสภาพทางภารจำยอมหรือทางจำเป็นโจทก์สิ้นสิทธิที่จะใช้ประโยชน์หรือใช้สอยที่ดิน โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายพิเศษ ที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่โจทก์ฟ้องนี้อยู่ริมตลิ่งแม่น้ำเจ้าพระยา อยู่ในจังหวัดพระนคร เป็นเขตท่ากรุงเทพฯ ตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. ๒๔๕๖มาตรา ๑๒ และเขตท่ากรุงเทพฯ ให้เจ้าท่ามีอำนาจบังคับให้รื้อถอนบรรดาแพหรือเรือนที่ปักเสาลงในชายฝั่งน้ำได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง คดีนี้ เจ้าของเดิมได้เคยฟ้องจำเลยตามสำนวนคดีแพ่งแดงที่ ๓๔๒๕/๒๕๐๔ ของศาลแพ่ง ศาลแพ่งชี้ขาดในประเด็นข้อนี้แล้วโจทก์ผู้รับโอนย่อมรับโอนมาทั้งสิทธิและหน้าที่ ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำ ฯลฯ ศาลแพ่งพิพากษายกฟ้องโจทก์
คำพิพากษาศาลล่าง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ขับไล่จำเลยกับบริวาร ให้จำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ ๔๓ ฯลฯ
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดที่ ๓๓๐๘อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยซื้อจากนางบรรจงซึ่งรับซื้อจากนายอุไภยอีกต่อหนึ่ง ที่ดินแปลงนี้อยู่ติดกับบ้านของจำเลยซึ่งปลูกอยู่ชายตลิ่งแม้น้ำเจ้าพระยา ในที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินตัวเรือนบังหน้าที่ดินของโจทก์ ขัดต่อความสะดวกในการที่โจทก์จะใช้สอยหรือรับประโยชน์จากแม่น้ำลำคลองอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ดังนี้
ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลแพ่งศาลอุทธรณ์ว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายพิเศษนั้นชอบแล้ว จำเลยฎีกาว่าโจทก์ไม่เสียหายอะไรเพราะที่ดินโจทก์ใช้เป็นทางเดินจำเป็นแล้ว โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะมีอำนาจฟ้องนั้นฟังไม่ขึ้น (อ้างฎีกาที่ ๑๐๙๕/๒๕๐๐) ข้อที่จำเลยฎีกาว่า พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทยพ.ศ. ๒๔๕๖ มาตรา ๘๙ นี้ ให้เจ้าท่าเท่านั้นมีอำนาจบังคับรื้อถอนอาคารของจำเลยได้
ศาลฎีกาเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติที่จำเลยอ้างนั้น หาได้ตัดอำนาจโจทก์ที่จะฟ้องร้องจำเลยในทางแพ่งเพื่อบังคับตามสิทธิของโจทก์อันมีอยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่ ประเด็นข้อ ๒ ที่ว่า คดีนี้เป็นการฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๓๔๒๕/๒๕๐๔ ของศาลแพ่งหรือไม่นั้น
ศาลฎีกาเห็นว่า คดีแดงที่๓๔๒๕/๒๕๐๔ นั้น ศาลได้วินิจฉัยในประเด็นที่ว่าจำเลยปลูกเรือนอยู่ได้เพราะบิดานายอุไภยโจทก์ให้จำเลยเช่า และโจทก์ได้รับรองการเช่าแล้ว โจทก์ในคดีนั้นจึงไม่มีอำนาจที่จะฟ้องขับไล่จำเลยเพราะจำเลยได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าอันเป็นประเด็นโต้เถียงเกี่ยวกับเรื่องเช่าทรัพย์ ไม่ใช่เรื่องละเมิด ส่วนคดีนี้เป็นคนละเรื่องและคนละประเด็น แม้โจทก์ฟ้องอ้างว่าได้รับซื้อที่ดินโฉนดที่ ๓๓๐๘ จากนางบรรจง โดยนางบรรจงซื้อจากนายอุไภย เป็นโฉนดแบ่งแยกจากโฉนดเลขที่ ๒๓๘๙ คือ ที่ดินที่พิพาทในคดีแดงที่ ๓๔๒๕/๒๕๐๔ ก็ตาม แต่โจทก์ในคดีนี้มิได้เป็นคู่ความกับจำเลยในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๓๔๒๕/๒๕๐๔ นั้น และจะถือว่าโจทก์เป็นผู้สืบสิทธิมาจากโจทก์ในคดีก่อนก็ไม่ได้
เพราะสัญญาเช่าระหว่างจำเลยกับโจทก์ในคดีก่อน เป็นสัญญาเช่าที่ในแม่น้ำนอกที่ดินที่โจทก์ในคดีนี้ซื้อมา จึงไม่ได้โอนมายังโจทก์พร้อมกับที่ดินที่โจทก์ซื้อ คดีนี้จึงไม่มีประเด็นในเรื่องเช่าทรัพย์ดังในคดีก่อน ประเด็นในคดีนี้คือ โจทก์ให้จำเลยออกไปจากหน้าที่ดิน จำเลยไม่ออก อันเป็นเรื่องละเมิด ฟ้องของโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ๓๔๒๕/๒๕๐๔
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน