Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1847/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตามสัญญาข้าราชการไปศึกษาต่อภายในประเทศเงื่อนไขข้อ9ระบุว่า"ในระหว่างที่ข้าพเจ้าได้รับอนุญาตให้ศึกษาต่อหรือในระหว่างเวลาที่ข้าพเจ้ากลับเข้าปฏิบัติราชการต่อไปตามที่กล่าวในข้อ5ถ้าข้าพเจ้าประพฤติผิดทางวินัยจนถึงถูกไล่ออกปลดออกหรือให้ออกจากราชการข้าพเจ้ายินยอมชดใช้เงินและเบี้ยปรับให้แก่สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ(โจทก์)เป็นจำนวนเงินทั้งหมดหรือลดลงตามส่วนเช่นเดียวกับสัญญาข้อ7"เมื่อโจทก์มีคำสั่งปลดจำเลยซึ่งได้รับอนุญาตให้ศึกษาต่อให้ออกจากราชการฐานกระทำผิดวินัยระหว่างที่จำเลยปฏิบัติราชการชดใช้ทุนตามสัญญาข้อ9จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ทุนและเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ตามเงื่อนไขในสัญญาข้อ9ดังกล่าวแต่เมื่อจำเลยขอกลับเข้ารับราชการหลังจากพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงมีพระชนม์พรรษา60พรรษาพ.ศ.2530ประกาศใช้บังคับโดยจำเลยแสดงความจำนงต่อโจทก์ว่าประสงค์จะขอกลับเข้ารับราชการเพื่อชดใช้ทุนต่อเนื่องจากยังชดใช้ทุนไม่ครบตามสัญญาและโจทก์ก็มีคำสั่งรับบรรจุจำเลยที่1กลับเข้ารับราชการดังนี้ถือได้ว่าโจทก์ประสงค์จะให้จำเลยกลับเข้ารับราชการเพื่อชดใช้ทุนตามสัญญาต่อไปนั่นเองจำเลยจึงยังไม่ต้องรับผิดชำระเงินทุนและเบี้ยปรับแก่โจทก์

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายโดยมีฐานะเป็นกรมในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ จำเลยทั้งสองเป็นข้าราชการในสังกัดโจทก์ เมื่อปี 2522 จำเลยที่ 1 ขอลาศึกษาต่อระดับปริญญาตรีภายในประเทศที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตรและได้รับอนุญาตให้ลาศึกษาตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2522ถึงวันที่ 2 เมษายน 2524 เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วต้องกลับเข้าปฏิบัติราชการเป็นเวลา 2 เท่าของเวลาที่รับเงินเดือนระหว่างลาศึกษา หากผิดสัญญายอมชดใช้เงินที่รับไปรวมเบี้ยปรับอีก 1 เท่า ทั้งนี้มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันหลังจากสำเร็จการศึกษาแล้ว ระหว่างปฏิบัติราชการใช้ทุนดังกล่าวจำเลยที่ 1ได้ลาออกจากราชการเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่ไม่ได้รับเลือกตั้งจึงขอกลับเข้ารับราชการเพื่อชดใช้ทุนให้แก่โจทก์ต่อไปอีกและยังไม่ครบกำหนดเวลาปฏิบัติราชการใช้ทุน

จำเลยที่ 1ได้รับอนุญาตให้ลาศึกษาต่อในระดับปริญญาโทภายในประเทศที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒสงขลา นับตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน2527 ถึงวันที่ 28 เมษายน 2529 ซึ่งสัญญาที่ทำกันไว้จำเลยที่ 1ต้องกลับเข้าปฏิบัติราชการชดใช้ทุนให้แก่โจทก์เป็นเวลาไม่น้อยกว่า2 เท่า ของเวลาที่จำเลยที่ 1 ได้รับเงินเดือนระหว่างที่ลาไปศึกษาต่อ ทั้งมีสัญญาข้อ 9 กำหนดเงื่อนไขว่า ระหว่างที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ศึกษาต่อหรือระหว่างที่จำเลยที่ 1กลับเข้าปฏิบัติราชการเพื่อชดใช้ทุนให้แก่โจทก์ ถ้าจำเลยที่ 1ประพฤติผิดทางวินัยจนถึงถูกไล่ออก ปลดออกจากราชการแล้วจำเลยที่ 1 ยอมชดใช้เงินและเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ ทั้งนี้มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันเช่นเดิน

หลังจากจำเลยที่ 1สำเร็จการศึกษาครั้งนี้ก็ได้กลับเข้าปฏิบัติราชการเพื่อชดใช้ทุนแล้วต่อมาวันที่ 12 ธันวาคม 2529 โจทก์มีคำสั่งปลดจำเลยที่ 1ออกจากราชการฐานกระทำผิดวินัย จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชดใช้เงินทุนและเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ตามสัญญาข้อ 9 ซึ่งปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ยังปฏิบัติราชการชดใช้ทุนแก่โจทก์ไม่ครบตามสัญญาโดยยังเหลือเวลาปฏิบัติราชการชดใช้ทุนการศึกษาระดับปริญญาตรีอีก 12 วัน คิดเป็นเงินทุนที่ต้องชดใช้ 392.44 บาท ส่วนทุนที่ได้รับในการศึกษาระดับปริญญาโทนั้น จำเลยที่ 1 ยังมิได้ปฏิบัติราชการชดใช้ให้เลย คิดเป็นเงินทุนที่จำเลยที่ 1 ได้รับ201,778.66 บาท จำเลยที่ 1 ต้องชดใช้ให้แก่โจทก์พร้อมเบี้ยปรับอีก 1 เท่า เป็นเงิน 403,557.32 บาท

รวมเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องชดใช้คืนให้แก่โจทก์ที่ได้รับไปในระหว่างลาศึกษาต่อทั้งสองครั้งเป็นเงินทั้งสิ้น ที่ถูก 403,949.76 บาทจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วยโจทก์ทวงถามจำเลยทั้งสองให้ชำระเงินดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 403,849.76 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปแต่โจทก์จนกว่าจะเสร็จสิ้นจำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 1 มิได้ประพฤติผิดสัญญาที่ให้ไว้แก่โจทก์ เพราะเหตุที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้เงินให้แก่โจทก์มี 2 ประการเท่านั้น คือ กรณีที่จำเลยที่ 1 มิได้กลับเข้าปฏิบัติราชการให้โจทก์เลย หรือเข้ารับราชการบ้างแต่ไม่ครบกำหนดเวลา 2 เท่าที่ได้รับทุน และในกรณีที่จำเลยที่ 1ถูกไล่ออก

ปลดออกหรือให้อกจากราชการในระหว่างที่ได้รับอนุญาตให้ไปศึกษาต่อ หรือในระหว่างกลับเข้าปฏิบัติราชการเพื่อชดใช้ทุน ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดชดใช้เงินทุนและเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ เพราะเมื่อจำเลยที่ 1 จบการศึกษาแล้วได้กลับเข้าปฏิบัติราชการตามสัญญา และระหว่างที่ไปศึกษาต่อหรือระหว่างกลับเข้าปฏิบัติราชการหลังจากจบการศึกษานั้นจำเลยที่ 1 ไม่ได้ประพฤติผิดวินัยจนถูกไล่ออกปลดออกหรือให้ออกจากราชการเลย ส่วนที่โจทก์มีคำสั่งปลดจำเลยที่ 1 ออกจากราชการตามฟ้อง เป็นเหตุที่เกิดขึ้นก่อนที่จำเลยที่ 1 จะได้รับอนุญาตจากโจทก์ให้ไปศึกษาต่อการที่โจทก์ปลดจำเลยที่ 1 ออกจากราชการก็แสดงว่าโจทก์ไม่ต้องการให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติราชการชดใช้ทุนตามสัญญา

มิใช่จำเลยที่ 1 มีเจตนาจะไม่ปฏิบัติราชการชดใช้ทุนให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ถึงกระนั้นก็ตามต่อมาได้มีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระชนม์พรรษา60 พรรษา พ.ศ. 2530 จำเลยที่ 1 จึงได้ขอกลับเข้ารับราชการเพื่อชดใช้ทุนต่อ และได้รับราชการสังกัดโจทก์ตั้งแต่ปี 2531 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ย่อมถือว่าจำเลยที่ 1 มิได้ประพฤติผิดสัญญาส่วนเบี้ยปรับที่โจทก์เรียกร้องมาก็เป็นการขัดต่อกฎหมายและศีลธรรมอันดีของประชาชน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน403,849.76 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปแก่โจทก์จนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อปี2522 จำเลยที่ 1 รับราชการครูประถมศึกษาสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี กระทรวงมหาดไทย ได้รับอนุญาตให้ลาศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีในประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน2522 ถึงวันที่ 2 เมษายน 2524 เมื่อจำเลยที่ 1 สำเร็จการศึกษาแล้วจำเลยที่ 1 ต้องกลับเข้าปฏิบัติราชการชดใช้ให้ต้นสังกัดคือโจทก์ เป็นจำนวน 2 เท่าของระยะเวลาที่ได้รับอนุญาตให้ลาศึกษาเนื่องจากข้าราชการครูประถมศึกษาได้โอนเข้ามาสังกัดโจทก์ตั้งแต่ปี 2523 ในระหว่างที่จำเลยที่ 1 ปฏิบัติราชการชดใช้ทุนยังไม่ครบกำหนดนั้น

จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ลาศึกษาต่อในระดับปริญญาโทในประเทศอีกตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2527 ถึงวันที่ 28 เมษายน 2529 เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว จำเลยที่ 1ต้องกลับเข้าปฏิบัติราชการชดใช้ทุนให้แก่โจทก์เป็นจำนวน 2 เท่าของระยะเวลาที่ได้รับอนุญาตให้ลาศึกษาเช่นกัน ตามสัญญาข้าราชการไปศึกษาต่อภายในประเทศเอกสารหมาย จ.2 ในระหว่างที่จำเลยที่ 1ปฏิบัติราชการชดใช้ทุนดังกล่าว โจทก์ได้มีคำสั่งลงโทษปลดจำเลยที่ 1ออกจากราชการฐานกระทำผิดวินัยตามคำสั่งที่ 561/2529 ลงวันที่12 ธันวาคม 2529 ตามเอกสารหมาย ป.จ.1 (ศาลจังหวัดพังงา)ต่อมาเมื่อมีประกาศใช้พระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระชนม์พรรษา60 พรรษา

พ.ศ. 2530 แล้ว จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอกลับเข้ารับราชการเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2531 ตามเอกสารหมาย ป.ล.1(ศาลแพ่ง) โจทก์อนุมัติรับบรรจุจำเลยที่ 1 กลับเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดสุราษฎร์ธานีเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2531 ตามเอกสารหมาย ป.ล.3 และ ป.ล.4(ศาลแพ่ง)คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงประการเดียวว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้เงินทุนและเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ตามสัญญาเอกสารหมาย จ.2 หรือไม่ เห็นว่าตามสัญญาข้าราชการไปศึกษาต่อภายในประเทศ เอกสารหมาย จ.2 ตามเงื่อนไขในสัญญาข้อ 9ระบุว่า "ในระหว่างที่ข้าพเจ้าได้รับอนุญาตให้ศึกษาต่อ หรือในระหว่างเวลาที่ข้าพเจ้ากลับเข้าปฏิบัติราชการต่อไปตามที่กล่าวในข้อ 5 ถ้าข้าพเจ้าประพฤติผิดทางวินัยจนถึงถูกไล่ออก

ปลดออกหรือให้ออกจากราชการ ข้าพเจ้ายินยอมชดใช้เงินและเบี้ยปรับให้แก่สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติเป็นจำนวนเงินทั้งหมดหรือลดลงตามส่วนเช่นเดียวกับสัญญาข้อ 7" ดังนี้ เมื่อโจทก์มีคำสั่งปลดจำเลยที่ 1 ออกจากราชการฐานกระทำผิดวินัยระหว่างที่จำเลยที่ 1 ปฏิบัติราชการชดใช้ทุนเป็นการผิดสัญญาข้อ 9ดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชดใช้ทุนและเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ตามเงื่อนไขในสัญญาข้อ 9 แต่เมื่อจำเลยที่ 1ขอกลับเข้ารับราชการหลังจากพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระชนม์พรรษา60 พรรษา พ.ศ. 2530 ประกาศใช้บังคับ โดยจำเลยที่ 1 แสดงความจำนงต่อโจทก์ว่าประสงค์จะขอกลับเข้ารับราชการเพื่อชดใช้ทุนต่อเนื่องจากยังชดใช้ทุนไม่ครบตามสัญญา ตามเอกสารหมาย

ป.ล.1(ศาลแพ่ง) และโจทก์ก็มีคำสั่งรับบรรจุจำเลยที่ 1 กลับเข้ารับราชการตามเอกสารหมาย ป.ล.3 และ ป.ล.4 (ศาลแพ่ง) ดังนี้ ถือได้ว่าโจทก์ประสงค์จะให้จำเลยที่ 1 กลับเข้ารับราชการเพื่อชดใช้ทุนตามสัญญาต่อไปนั่นเอง จำเลยทั้งสองจึงยังไม่ต้องรับผิดชำระเงินทุนและเบี้ยปรับแก่โจทก์พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
กนก พรรณรักษา · สุรินทร์ นาควิเชียร · ถวิล อินทรรักษา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้