Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1846/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับดอกเบี้ยได้บรรยายถึงหลักเกณฑ์ข้อตกลงตามสัญญาเกี่ยวกับอัตราและระยะเวลาการชำระดอกเบี้ยในกรณีปกติและในกรณีผิดนัดผิดสัญญาไว้โดยละเอียดครบถ้วน จึงเป็นการบรรยายโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้วส่วนกรณีที่ว่าจำเลยชำระดอกเบี้ยไปแล้วจำนวนเท่าใด ในอัตราเท่าใดเป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณาฟ้องโจทก์ในเรื่องนี้จึงไม่เคลือบคลุม ตามข้อสัญญากู้เงินระบุว่าถ้าจำเลยไม่ชำระหนี้ก็ดีหรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องก็ดี โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยได้ในอัตราร้อยละ 21 ต่อปี จากต้นเงินกู้ที่ค้างชำระซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกรณีมีการชำระหนี้ถูกต้องตามสัญญา ดอกเบี้ยที่กำหนดให้มีอัตราสูงขึ้นดังกล่าวเป็นค่าเสียหายที่โจทก์และจำเลยตกลงกันไว้ล่วงหน้าว่าจำเลยจะต้องชดใช้เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้ในกำหนดเวลาตามสัญญาจึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกเอาจากจำเลยตามสัญญาในกรณีปกตินั้นมีอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี เป็นอย่างสูง การที่โจทก์กำหนดเบี้ยปรับไว้ในลักษณะเป็นอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 21 ต่อปีซึ่งสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยปกติเกือบเท่าตัวนับว่าเป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วน ศาลย่อมลดลงเป็นจำนวนพอสมควรคืออัตราร้อยละ 18 ต่อปีได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2532 จำเลยที่ 1ทำสัญญากู้เงินโจทก์จำนวน 50,000,000 บาท ดอกเบี้ยในอัตราขั้นต่ำที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด ประกาศใช้สำหรับเงินกู้ที่มีกำหนดชำระคืนเกิน 1 ปี ซึ่งในขณะทำสัญญาเท่ากับอัตราร้อยละ 12 ต่อปีแต่ต่อไปอาจเปลี่ยนแปลงได้ บวกด้วยอัตราร้อยละ 1 ต่อปีสำหรับ 1 ปีแรกนับแต่วันเบิกเงินกู้ ในปีต่อไปบวกด้วยอัตราร้อยละ 1.5 ต่อปี ชำระดอกเบี้ยในวันทำการสิ้นเดือนแต่ละเดือนส่วนเงินต้นชำระงวดละ 1,000,000 บาท โดยเริ่มชำระงวดแรกวันที่ 1 มีนาคม 2533 งวดต่อไปทุกวันที่ 1 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ หากจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ไม่ว่าจะเป็นดอกเบี้ยหรือเงินต้นงวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดในจำนวนหนี้ทั้งหมดและหนี้ทั้งหมดถึงกำหนดชำระทันทีและยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยของเงินต้นที่ค้างชำระได้ในอัตราสูงสุดเท่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตให้บริษัทเงินทุนสามารถเรียกเก็บจากลูกค้าเงินกู้ได้ซึ่งเท่ากับอัตราร้อยละ 21 ต่อปี

จำเลยที่ 1 ได้รับเงินไปจากโจทก์ครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ 1 ได้นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 รวม 8 แปลง มาจดทะเบียนจำนองไว้ต่อโจทก์เพื่อเป็นประกันหนี้ทุกชนิดของผู้จำนองและจำเลยที่ 1 ในวงเงิน50,000,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี และหากมีการฟ้องร้องบังคับจำนองได้เงินสุทธิน้อยกว่าหนี้ที่ค้างชำระจำเลยที่ 2ยอมให้ยึดทรัพย์สินอื่นออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนครบจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 ไว้ต่อโจทก์โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ไม่ได้ชำระเงินต้นแก่โจทก์ ส่วนดอกเบี้ยนั้นชำระครั้งสุดท้ายเพียงวันที่ 19 มิถุนายน2534 หลังจากนั้นก็ไม่ได้ชำระอีก จำเลยที่ 1 ค้างชำระเงินต้น50,000,000 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนนี้นับแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2534 จนถึงวันฟ้องรวม 491 วันคิดเป็นเงิน 14,124,657.53 บาท

รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 64,124,657.53บาท ก่อนฟ้องโจทก์ให้ทนายความมีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว แต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 64,124,657.53 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน 50,000,000 บาทนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ยอมชำระให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโฉนดเลขที่ 8734, 8735,22844, 22845, 22846 และ 24771 ตำบลศรีภูมิ (ช้างเผือก)อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ และตราจองเลขที่ 29, 191ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การว่า

จำเลยที่ 1 มิได้ผิดนัดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย จำเลยที่ 1 ชำระเงินและดอกเบี้ยแก่โจทก์แล้วกว่า 15,000,000 บาท โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี แต่มีสิทธิคิดได้ไม่เกินร้อยละ 13.5 ต่อปีจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่เคยได้รับคำบอกกล่าวและประกาศเรื่องอัตราดอกเบี้ยจากโจทก์ ฟ้องเรื่องดอกเบี้ยของโจทก์เป็นฟ้องเคลือบคลุม ขณะที่จำเลยที่ 3 ลงชื่อในสัญญาค้ำประกันหนี้ระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ยังไม่เกินและไม่มีผลบังคับ จำเลยที่ 3ไม่ต้องรับผิดในฐานะส่วนตัวหรือในฐานะผู้ค้ำประกัน ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ผิดนัดหรือผิดสัญญาโจทก์จึงบังคับเอาแก่หลักทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ไม่ได้ หากจำเลยที่ 1ต้องรับผิดจำเลยที่ 1 มีหลักทรัพย์พอที่โจทก์จะบังคับได้โจทก์ต้องบังคับเอาแก่หลักทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ก่อน

โจทก์ไม่เคยบอกกล่าวให้จำเลยที่ 2 ทราบมาก่อนว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดโจทก์ผ่อนระยะเวลาชำระหนี้แก่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2หาได้รู้เห็นยินยอมไม่ จำเลยที่ 2 จึงพ้นความรับผิด หากศาลเห็นว่าจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดร่วมด้วย จำเลยที่ 2 จะรับผิดไม่เกินวงเงินที่ประกันเท่านั้น ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน50,000,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปีนับแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2534 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จหากจำเลยทั้งสี่ไม่ยอมชำระหนี้ให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 8734, 8735, 22844, 22845, 22846 และ 24771ตำบลศรีภูมิ (ช้างเผือก)

อำเภอเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่และตราจองเลขที่ 29 และ 191 ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่จังหวัดเชียงใหม่ ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบโจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันรับผิดใช้ดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 21 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2534 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จจากต้นเงิน50,000,000 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2532 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินโจทก์จำนวน 50,000,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 ได้รับเงินครบถ้วนแล้วมีจำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองที่ดินรวม 8 แปลง เป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ไว้แก่โจทก์ ในวงเงิน 50,000,000 บาท

ดอกเบี้ยร้อยละ 21 ต่อปี หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ ยินยอมให้โจทก์บังคับเอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 นอกจากนี้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1ไว้ต่อโจทก์ในวงเงินคนละ 50,000,000 บาท โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3ข้อแรกว่าฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับดอกเบี้ยเคลือบคลุมหรือไม่ความหมายตามปัญหาคือการบรรยายฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกเก็บจากจำเลยที่ 1 นั้น โจทก์บรรยายมาเพียงพอให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เข้าใจหรือไม่ว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 เท่าใด ฟ้องโจทก์ข้อ 2 บรรยายว่าจำเลยที่ 1ทำสัญญากู้เงินโจทก์ไป

ฯลฯ และยินยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยสำหรับเงินกู้ที่เบิกใช้และค้างชำระในอัตราขั้นต่ำสำหรับเงินกู้ที่มีกำหนดการชำระคืนเกิน 1 ปี ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัดสำนักงานใหญ่ ประกาศใช้ซึ่งขณะทำสัญญากู้เท่ากับอัตราร้อยละ 12 ต่อปี แต่ต่อไปอาจเปลี่ยนแปลงได้ บวกด้วยอัตราร้อยละ 1 ต่อปี สำหรับระยะเวลา 1 ปีแรกนับแต่วันเบิกเงินกู้ส่วนในปีต่อ ๆ ไปจำเลยที่ 1 ยินยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยสำหรับเงินกู้ที่ค้างชำระในอัตราขั้นต่ำสำหรับเงินกู้ที่มีกำหนดการชำระคืนเกิน 1 ปี ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด สำนักงานใหญ่ประกาศใช้ บวกด้วยอัตราร้อยละ 1.5 ต่อปี โดยจำเลยที่ 1 สัญญาว่าจะชำระดอกเบี้ยของเงินกู้ที่เบิกถอนไปและยังค้างชำระให้แก่โจทก์เป็นรายเดือน โดยจะชำระภายในวันทำการสิ้นเดือนแต่ละเดือนของโจทก์

เริ่มชำระตั้งแต่เดือนแรกที่ทำการเบิกถอนเงินกู้เป็นต้นไปและฟ้องโจทก์ข้อ 4 บรรยายว่าหลังจากจำเลยที่ 1 ได้รับเงินกู้ไปจากโจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 ก็มิได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามที่ตกลงในสัญญากู้ ฯลฯ ส่วนดอกเบี้ยนั้นจำเลยที่ 1 ได้ชำระให้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายถึงเพียงวันที่ 19 มิถุนายน 2534 หลังจากนั้นก็ไม่ได้ชำระให้แก่โจทก์อีกเลย จำเลยที่ 1 จึงมีหนี้เฉพาะดอกเบี้ยในการที่ผิดนัดในอัตราเท่ากับอัตราสูงสุดที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตให้บริษัทเงินทุนเรียกเก็บจากผู้กู้ได้ ปัจจุบันเท่ากับอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของยอดเงินต้น 50,000,000 บาท นับแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2534 จนถึงวันฟ้องคือวันที่ 22 ตุลาคม 2535รวม 491 วัน เป็นเงิน 14,124,657.53 บาท

เห็นว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับดอกเบี้ยได้บรรยายถึงหลักเกณฑ์ข้อตกลงตามสัญญาเกี่ยวกับอัตราและระยะเวลาการชำระดอกเบี้ยในกรณีปกติและในกรณีผิดนัดผิดสัญญาไว้โดยละเอียดครบถ้วน จึงเป็นการบรรยายโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้ว ส่วนกรณีที่จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยไปแล้วจำนวนเท่าใด ในอัตราเท่าใดเป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณาฟ้องโจทก์ในเรื่องนี้จึงไม่เคลือบคลุมคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3ข้อต่อไปว่า อัตราดอกเบี้ยที่จำเลยทั้งสี่จะต้องรับผิดต่อโจทก์ในกรณีผิดนัดเป็นเบี้ยปรับหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.15 ข้อ 2.4 ระบุว่าในกรณีผู้กู้ผิดนัดชำระดอกเบี้ยหรือต้นเงินกู้

ผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยสำหรับต้นเงินกู้ที่ค้างชำระในอัตราสูงสุดเท่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตให้บริษัทเงินทุนเรียกเก็บได้จากลูกค้าเงินกู้ตลอดระยะเวลาที่ผิดนัดโดยผู้ให้กู้มิต้องบอกกล่าวก่อนและตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเอกสารหมาย จ.10ข้อ 6 ระบุว่าให้บริษัทเงินทุนเรียกดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมได้ในอัตราไม่เกินร้อยละ 21 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 26 พฤศจิกายน 2533เป็นต้นไป และตามข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยจนถึงวันที่ 19 มิถุนายน 2534 หลังจากนั้นมิได้ชำระดอกเบี้ยอีกเลยแสดงว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2534ตลอดมาจนถึงวันฟ้อง ดังนั้นตามข้อสัญญาดังกล่าวมาถ้าจำเลยที่ 1ไม่ชำระหนี้ก็ดี หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องก็ดี

โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ได้ในอัตราร้อยละ 21 ต่อปีจากต้นเงินกู้ที่ค้างชำระซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกรณีมีการชำระหนี้ถูกต้องตามสัญญา ดอกเบี้ยที่กำหนดให้มีอัตราสูงขึ้นดังกล่าวเป็นค่าเสียหายที่โจทก์และจำเลยที่ 1ตกลงกันไว้ล่วงหน้าว่าจำเลยที่ 1 จะต้องชดใช้เมื่อจำเลยที่ 1ไม่ชำระหนี้ในกำหนดเวลาตามสัญญาจึงมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3ข้อสุดท้ายว่า ดอกเบี้ยที่กำหนดให้จำเลยทั้งสี่ชำระแก่โจทก์ในระหว่างผิดนัดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์สูงเกินส่วนหรือไม่เห็นว่า ดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกเอาจากจำเลยที่ 1 ตามสัญญาในกรณีปกตินั้นมีอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี เป็นอย่างสูง การที่โจทก์กำหนดเบี้ยปรับไว้ในลักษณะเป็นอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 21 ต่อปีซึ่งสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยปกติเกือบเท่าตัวนับว่าเป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วน ศาลย่อมลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้และเห็นว่าเบี้ยปรับที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้อัตราร้อยละ 18 ต่อปี เป็นจำนวนพอสมควรแล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยแก่โจทก์ในระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ในต้นเงิน50,000,000 บาท นับแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2534 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ดำรุพงศ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา · ทวีชัย เจริญบัณฑิต · ดุสิต เพชรปลูก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้