Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1843/2542

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

พยานบุคคลของโจทก์นอกจากเจ้าหน้าที่ที่ดินแล้วล้วน เป็นญาติกับโจทก์ทั้งสิ้นส่วนพยานจำเลยปากฉ.ไม่ปรากฏว่าเกี่ยวข้องเป็นญาติกับจำเลย ทั้งทนายโจทก์มิได้ถามค้าน ว่าเป็นญาติกับจำเลย คำเบิกความของฉ.จึงมีเหตุผลน่าเชื่อถือว่าคำเบิกความของพยานโจทก์ปากต่าง ๆ ที่เป็นญาติโจทก์ โจทก์เป็นชายอายุ 34 ปี จำเลยเป็นหญิงอายุ 29 ปีการที่จำเลยปลูกต้นไม้รุกล้ำที่โจทก์โดยโจทก์มิได้ห้ามปรามเพราะไม่รู้กฎหมายนั้นเป็นเรื่องผิดปกติวิสัย และเมื่อทำการรังวัดที่ดินของโจทก์แล้ว ปรากฏว่าเนื้อที่ดินเพิ่มขึ้นจากที่ ระบุในโฉนดอีก 77 ตารางวาจึงเป็นข้อเท็จจริงที่แจ้งชัดว่าจำเลยมิได้รุกล้ำที่ดินโจทก์

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยก่อสร้างต่อเติมบ้านรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศตะวันออกเป็นเนื้อที่ประมาณ 20 ตารางวาขอให้จำเลยรื้อถอนบ้านเลขที่ 45/1 หมู่ที่ 5 ตำบลบ้านเชิดอำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ในส่วนที่รุกล้ำเข้ามาในเขตที่ดินของโจทก์ออกไปจากที่ดินของโจทก์ ให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาทนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโจทก์จำเลยให้การว่า จำเลยก่อสร้างต่อเติมบ้านในที่ดินของจำเลยไม่ได้รุกล้ำที่ดินของโจทก์ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจาณาแล้ว พิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนโจทก์ฎีกาโดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกมีว่า การวินิจฉัยคดีการชั่งน้ำหนักพยานในคดีมิได้อยู่ที่จำนวนเนื้อที่ของที่ดินของโจทก์หรือจำเลยว่าเกินมาหรือขาดหายไปกว่าเดิม ถ้าที่ดินของใครขาดไปแล้วก็วินิจฉัยว่าฝ่ายนั้นไม่ได้รุกล้ำที่ดินอีกฝ่ายหนึ่ง แล้ววินิจฉัยตัดสินให้ฝ่ายนั้นชนะคดีไปเลยไม่ชอบ โจทก์เห็นว่าน่าจะวินิจฉัยจากธรรมชาติของพยาน ลักษณะที่มาของพยานว่าพยานนั้นเป็นธรรมชาติหรือไม่และลักษณะที่มาของพยานนั้นมาอย่างธรรมชาติขาวสะอาดหรือสกปรกหรือไม่อย่างไรด้วยนั้น เห็นว่า ในคดีที่ฟ้องร้องว่ามีการบุกรุกที่ดินกันการปูโฉนดแล้วให้เจ้าหน้าที่ดินรังวัดตามการนำชี้ย่อมทำให้ทราบข้อเท็จจริงที่สำคัญโดยฝ่ายใดนำชี้แล้วผลการรังวัดปรากฏว่าที่ดินที่ตนนำชี้มีเนื้อที่มากกว่าเนื้อที่ตามที่ระบุไว้ในโฉนดของตน ตามปกติย่อมเป็นเครื่องแสดงว่าฝ่ายนั้นเป็นฝ่ายบุกรุก

สำหรับพยานบุคคลนั้นพยานบุคคลของโจทก์นอกจากเจ้าหน้าที่ที่ดินแล้วล้วนเป็นญาติกับโจทก์ทั้งสิ้นส่วนพยานจำเลยปากนางไฉน บุตตะ ไม่ปรากฏว่าเกี่ยวข้องเป็นญาติกับจำเลยทั้งทนายโจทก์ก็มิได้ถามค้านนางไฉนว่าเป็นญาติกับจำเลยหรือไม่ คำเบิกความของนางไฉนจึงมีเหตุผลน่าเชื่อถือกว่าคำเบิกความของพยานโจทก์ปากต่าง ๆ ที่เป็นญาติกับโจทก์ฎีกาของโจทก์ประการนี้ฟังไม่ขึ้นฎีกาของโจทก์ประการต่อมามีว่า ในการที่จำเลยปลูกต้นกระถินและต้นข่อยรุกล้ำที่ดินโจทก์ โจทก์ไม่รู้กฎหมายจึงไม่รู้จะห้ามปรามอย่างไร และหากจะดูรูปที่ดินแล้วก็ไม่ควรดูรูปที่ดินของโจทก์ฝ่ายเดียว แล้วด่วนสรุปว่าที่ดินพิพาทไม่ได้เป็นของโจทก์ควรดูรูปที่ดินของจำเลยด้วยนั้น

เห็นว่า ขณะฟ้องคดีนี้โจทก์เป็นชายอายุ 34 ปี ส่วนจำเลยเป็นหญิงอายุ 29 ปี หากจำเลยปลูกต้นไม้รุกล้ำที่ดินของโจทก์จริงแล้ว ก็เป็นเรื่องผิดปกติวิสัยที่โจทก์จะไม่ทำการห้ามปราม โจทก์การดูรูปที่ดินเพื่อวินิจฉัยว่ามีการบุกรุกกันหรือไม่ ศาลย่อมพิจารณาดูรูปที่ดินของทั้งโจทก์และจำเลยมิใช่ดูแต่ของโจทก์ฝ่ายเดียวคดีนี้ปรากฏตามคำเบิกความของนายพรเทพ เรืองรัชนีกร พยานโจทก์ผู้เป็นเจ้าหน้าที่ที่ดินผู้รังวัดทำแผนที่พิพาทและจัดว่าเป็นพยานคนกลางว่า ที่ดินพิพาทเป็นโฉนดที่ดินเก่าซึ่งออกในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งจะไม่มีหลักหมุดแสดงแนวเขตของเจ้าพนักงานที่ดิน คงอาศัยแต่แนวต้นไม้คันนา เสาไม้แก่นเป็นแนวเขตแทนนอกจากนี้จะเห็นได้ว่ารูปที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศใต้ตามแผนที่พิพาทเบนเฉียงต่ำลงกว่ารูปที่ดินตามโฉนดแล้ววกขึ้นรวมเอาแนวต้นข่อยซึ่งโจทก์จำเลยนำสืบว่าเป็นแนวเขตที่ดินเข้าไว้ด้วย

นายพรเทพจึงเบิกความว่ารูปที่ดินที่โจทก์นำชี้จะแตกต่างไปจากรูปที่ดินที่ปรากฏในโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 และเมื่อทำการรังวัดที่ดินของโจทก์แล้วจะได้เนื้อที่เพิ่มขึ้นจากที่ระบุในโฉนดอีก 77 ตารางวา เมื่อเป็นเช่นนี้ข้อเท็จจริงจึงเป็นที่ชัดแจ้งว่าจำเลยมิได้ต่อเติมปลูกสร้างบ้านรุกล้ำที่ดินโจทก์ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชวเลิศ โสภณวัต · เธียรไท สุนทรนันท · ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้