Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1841/2506

พ.ศ. 2506 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าอาคารและที่ดินของโจทก์มีข้อความว่า เช่ามีกำหนด 1 ปี เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าแล้ว ถ้าไม่มีการทำสัญญาเช่ากันใหม่ ผู้เช่าจะต้องขนย้ายออกจากที่เช่าภายใน 30 วัน ถ้าไม่ขนย้ายออกไปจะต้องเสียค่าเสียหายเป็นรายวัน ๆ ละ 100 บาท ให้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันเงินค่าเช่าและค่าเสียหายซึ่งโจทก์จะเรียกร้องจากจำเลยที่ 1 ในการที่ไม่ปฏิบัติตามสัญญาเช่าดังนี้ จำเลยที่ 2 จะบอกเลิกการค้ำประกันเมื่อครบกำหนด 1 ปี โดยไม่ยอมรับผิดในค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระเพราะไม่ออกไปจากที่เช่าไม่ได้ เพราะรูปคดีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 699 แม้จะระบุไว้ในสัญญาเช่าว่า เมื่อครบกำหนดสัญญาแล้ว ผู้เช่าไม่ออกไป จะต้องเสียค่าเสียหายผู้ให้เช่าวันละ 200 บาทก็ดี เมื่อศาลเห็นว่าค่าเสียหายสูงไป ก็มีอำนาจกำหนดค่าเสียหายให้แก่ผู้ให้เช่าตามควรแก่พฤติการณ์ได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนด ๓๖๕๗ และอาคารโรงงานเลขที่ ๓๔๔ เพื่อประกอบอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ทำด้วยยาง อัตราค่าเช่าเดือนละ ๑,๐๐๐ บาท กำหนด ๑ ปี นับแต่ ๑ มกราคม ๒๕๐๓ เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่า หากผู้เช่าไม่ตกลงเช่าต่อ และไม่ขนย้ายสิ่งของออกจากสถานที่เช่า ผู้เช่าจะต้องเสียค่าเสียหายให้โจทก์วันละ ๒๐๐ บาท จนกว่าจะออกไป ในการนี้จำเลยที่ ๒ ได้ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ ๑ เรื่องค่าเช่าและค่าเสียหายไว้ให้กับโจทก์ บัดนี้ สัญญาเช่าครบกำหนด ๑ ปีแล้ว จำเลยที่ ๑ หาได้ขอต่อสัญญาใหม่ไม่ และยังใช้สถานที่เช่าตลอดมา จึงขอให้ศาลบังคับขับไล่ จำเลยและบริวารออกจากสถานที่เช่า ให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าเสียหาย

ถ้าจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระ ก็ขอให้บังคับจำเลยที่ ๒ ใช้แทน จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ ๒ รับว่า ทำสัญญาค้ำประกันไว้กับโจทก์จริง แต่จำเลยที่ ๒ ไม่ต้องรับผิดร่วมหรือแทนจำเลยที่ ๑ เพราะจำเลยที่ ๒ ทำสัญญาค้ำประกันแต่เฉพาะค่าเช่าเท่านั้น ซึ่งจำเลยที่ ๑ หาได้ค้างชำระค่าเช่าไม่ และให้การว่า ความเสียหายที่โจทก์ฟ้องเป็นความเสียหายที่เกิดหลังจากวันครบกำหนดสัญญาเช่าแล้ว จำเลยที่ ๒ ไม่ต้องรับผิด ใช่แต่เท่านั้น ในเดือนตุลาคม ๒๕๐๓ ก่อนสัญญาเช่าครบกำหนด จำเลยที่ ๒ ได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่าจำเลยที่ ๒ ไม่ประสงค์จะค้ำประกันเมื่อสัญญาเช่าครบกำหนด ๑ ปี และได้ขอเลิกสัญญาค้ำประกันโดยสิ้นเชิงแล้ว จำเลยที่ ๒ จึงไม่ต้องรับผิดตามโจทก์ฟ้อง

ศาลแพ่งพิจารณาแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ ๑ เช่าอาคารและที่ดินของโจทก์ ครบกำหนดแล้วไม่ต่อสัญญา เป็นละเมิดจริง แต่ค่าเสียหายที่โจทก์ขอมาคิดวันละ ๒๐๐ บาทนั้น เป็นการเกินสมควร จึงกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เท่าจำนวนค่าเช่าในสัญญา คือเดือนละ ๑๐๐ บาท ส่วนจำเลยที่ ๒ นั้นต้องรับผิดต่อโจทก์ในการที่จำเลยที่ ๑ ไม่ขนย้ายและส่งมอบสถานที่เช่าคืนให้โจทก์ตามสัญญาเช่าจนกว่าจำเลยที่ ๑ จะปฏิบัติตามสัญญาเช่าเรียบร้อยบริบูรณ์ทุกข้อ การที่จำเลยที่ ๒ บอกเลิกสัญญาค้ำประกันเมื่อก่อนครบกำหนดการเช่า และโจทก์ไม่ยินยอมนั้น ไม่มีผลให้จำเลยที่ ๒ พ้นจากความรับผิดในฐานะเป็นผู้ค้ำประกัน พิพากษาขับไล่จำเลยที่ ๑ และบริวารออกจากที่เช่า ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายถึงวันฟ้อง ๒ เดือนเป็นเงิน ๒,๐๐๐ บาท และค่าเสียหายเดือนละ ๑,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไป หากจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระ ก็ให้จำเลยที่ ๒ ชำระแทน โจทก์และจำเลยที่ ๒ อุทธรณ์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ ให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ถึงวันฟ้อง ๒ เดือน ๒,๐๐๐ บาท และค่าเสียหายวันละ ๒๐๐ บาท แต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยที่ ๑ และบริวารจะออกไป หากจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระ ก็ให้จำเลยที่ ๒ ชำระแทน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ยกอุทธรณ์จำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๒ ฎีกาว่า ไม่ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ ๑ ในความเสียหายรายนี้เพราะเป็นความเสียหายที่เกิดจากจำเลยที่ ๑ กระทำขึ้นภายหลังสัญญาเช่า ครบกำหนดการเช่าแล้ว ทั้งจำเลยที่ ๒ ได้บอกเลิกสัญญาค้ำประกันล่วงหน้า ก่อนสัญญาเช่าจะครบกำหนดอีกด้วย ศาลฎีกาพิเคราะห์สัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ ๒ ทำไว้กับโจทก์แล้ว ข้อ ๑ มีว่า"ข้าพเจ้าขอค้ำประกันจำนวนเงินค่าโรงงานและที่ดินตลอดจนเงินค่าเสียหายต่าง

ๆ ซึ่งผู้ให้เช่าเรียกร้องจากผู้เช่าในการที่ผู้เช่าไม่ปฏิบัติตามสัญญา ฯ " ข้อ ๒ มีว่า" ถ้าผู้เช่าไม่ชำระเงินค่าเช่า ฯ ผู้ค้ำประกันต้องชำระแทน" ข้อ ๓ มีว่า "ถ้าผู้เช่าเกิดล้มตายหรือหลบหลีกหนีหาย +ค้ำประกันจะเป็นผู้ชดใช้ค่าเช่าโรงงานและที่ดิน และค่าเสียหายต่าง ๆ ที่ผู้เช่าจะต้องชำระให้ผู้ให้เช่าทั้งสิ้น" ส่วนสัญญาเช่าที่จำเลยที่ ๑ ทำไว้กับโจทก์นั้น มีความว่า เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่าแล้ว ถ้าไม่มีการทำสัญญาเช่าต่อกันใหม่ ผู้เช่าจะต้องขนย้ายเข้าของออกจากที่เช่าภายใน + วัน ถ้าไม่ขนย้ายออกไป ผู้เช่าจะต้องเสียค่าเสียหายเป็นรายวัน ๆ ละ ๑๐๐ บาท

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า ตามสัญญาเช่าและสัญญาค้ำประกันนี้ ผู้ค้ำประกันนอกจากจะต้องรับผิดในเงินค่าโรงงานและที่ดิน และเงินค่าเช่าโรงงานและที่ดินแล้ว ยังต้องรับผิดในเงินค่าเสียหายต่าง ๆ ที่ผู้เช่าจะ+ชำระให้แก่ผู้ให้เช่าตามสัญญาเช่านั้นอีกด้วย ไม่มีทางให้แปลสัญญาไปในทำนองที่ว่า ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นภายหลังวันครบกำหนดในสัญญาเช่านั้นได้เลย ทั้งสัญญาค้ำประกันก็ไม่มีข้อความระบุค้ำประกันแต่เฉพาะเงินค่าเช่าเท่านั้น จริงอยู่ค่าเสียหายที่โจทก์ฟ้องขึ้นภายหลังวันครบกำหนดสัญญาเช่า แต่ก็เป็นค่าเสียหายที่จำเลยที่ ๑ ผู้เช่าจะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาเช่า ซึ่งจำเลยที่ ๒ ได้ทำสัญญาค้ำประกันสัญญาเช่านั้นไว้

จำเลยที่ ๒ จึงต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ ๑ ต่อโจทก์ การที่จำเลยที่ ๒ เคยบอกล่วงหน้าขอเลิกสัญญาค้ำประกันก่อนสัญญาเช่าครบกำหนดนั้น รูปคดีก็ไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๙๙ จึงไม่อาจบอกเลิกสัญญาค้ำประกัน ซึ่งจำเลยที่ ๒ ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันนั้นอยู่แล้วได้ ฎีกาจำเลยที่ ๒ ฟังไม่ขึ้น สำหรับค่าเสียหายนั้น คดียังฟังไม่ได้ชัดว่าโจทก์ต้องเสียหายไปเพราะการผิดสัญญาเช่าของจำเลยที่ ๑ เป็นเงินเดือนละ ๖,๐๐๐ บาท ดังที่ฟ้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดความเสียหายให้แก่โจทก์ตามควรแก่พฤติการณ์แห่งคดี ซึ่งศาลชั้นต้นได้พิจารณายกเหตุผลไว้แล้วนั้น ฎีกาจำเลยที่ ๒ ข้อนี้ฟังขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้ ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ยุ้ย อาตมียะนันทน์ · การุณย์นราทร · ห้วน ประชาบาล
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายเสลา หัมพานนท์
ศาลอุทธรณ์ - นายบุณยเกียรติ อรชุนะกะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้