คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ รับราชการเป็นสมุห์บัญชีอำเภอห้างฉัตร จำเลยที่ ๒ เป็นเสมียนแผนกสรรพากรอำเภอห้างฉัตร ได้สมคบกันยักยอกเงินช่วยบำรุงท้องที่ ซึ่งราษฎรนำส่งต่อรัฐบาล ฯลฯ ขอให้โทษ จำเลยปฏิเสธ
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ ผิดตามก.ม.ลักษณะอาญามาตรา ๑๓๑, ให้จำคุก ๖ ปี ลดตามมาตรา ๕๙ หนึ่งในสาม คงจำคุก ๔ ปี กับให้ให้ราคาทรัพย์ ส่วนจำเลยที่ ๒ ไม่ผิด ให้ยกฟ้องปล่อยตัวไป จำเลยที่ ๑ ผู้เดียวอุทธรณ์ ศาลอุทธรณืพิพากษายืน จำเลยที่ ๑ ฎีกาต่อมา
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาเห็นว่า เงินที่จำเลยรับไว้จากราษฎรนี้ เป็นเงินช่วยบำรุงท้องที่ ซึ่งค้างเก็บในระหว่าง พ.ศ. ๒๔๘๖ ถึง ๒๔๙๒ ทางจังหวัดเขียนใบเสร็จส่งมาให้อำเภอดำเนินการเก็บจากราษฎรแล้ว จำเลยที่ ๑ ได้สั่งให้กำนันไปแจ้งแก่ราษฎรให้นำ เงินมาชำระ ราษฎรจึงได้นำเงินมาชำระให้จำเลยที่ ๑ ๆ รับเงินจากราษฎรแล้วก็มอบใบเสร็จซึ่งทางจังหวัดส่งมาให้นั้น แก่ราษฎรไป ดังนี้ เงินที่จำเลยรับไว้นี้ จึงเป็นเงินที่ราษฎรนำมาชำระเป็นเงินช่วยบำรุงท้องที่ แม้จะยังไม่ประกาศแบบ บ.ท.๖ และ บ.ท.๗ อีกครั้งหนึ่งก็ไม่สำคัญ เพราะเป็นเงินค้างเก็บ ซึ่งราษฎรมีหน้าที่จะต้องชำระอยู่ทุกเมื่อแล้ว จำเลยที่ ๑ รับไว้ในฐานที่เป็นสมุหบัญชีอำเภอ จำเลยที่ ๑ จึงมีหน้าที่รับผิดชอบปกครองดูแลรักษาเงินนี้ตามฟ้องโจทก์. และเงินลบำรุงท้องที่นี้
แม้ในขณะเกิดเหตุก็เป็นเงินที่ทางรัฐให้เรียกเก็บเพื่อใช้จ่ายบำรุงความผาสุขของราษฎรในท้องที่ ผู้ใดไม่เสีย เจ้าพนักงานอาจยึดทรัพย์สินมาขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ได้ ดังนี้ เมื่อเจ้าพนักงานเรียกเก็บเงินนี้มา จากราษฎรได้แล้ว เงินนี้ก็เป็นของแผ่นดิน หาใช่เป็นเงินของราษฎรที่เสียภาษาีแต่ละคนไม่ เมื่อจำเลยยักยอกเงินนี้ไป ก็ไม่จำต้องให้ราษฎรเจ้าของเงินมาร้องทุกข์ขอให้ดำเนินคดี ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
ผลคำพิพากษา
จึงพิพากษายืน