Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1831/2526

พ.ศ. 2526 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยเป็นบุตรโจทก์กับ อ. ซึ่งมิได้จดทะเบียนสมรสกันโจทก์มีสายตาไม่เป็นปกติ มองเห็นเพียงราง ๆ มิได้ประกอบอาชีพ ไม่มีรายได้จึงอยู่ในฐานะเป็นฝ่ายที่ควรได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากจำเลย แต่รายได้จากมรดกที่รับจาก อ. เป็นค่าเช่าซึ่งเพียงพอสำหรับการศึกษา และค่าใช้จ่ายส่วนตัวของจำเลยเท่านั้น เงินส่วนแบ่งที่ได้จากการขาย ที่ดินมรดก จำเลยก็ให้โจทก์ ไปส่วนหนึ่งก่อนฟ้องแล้ว โจทก์ยังมี บิดามารดาและบุตรที่เกิดจากสามีโจทก์ซึ่งคนโตก็บรรลุนิติภาวะแล้ว ทั้งก่อนมาอยู่ กรุงเทพฯ โจทก์ก็พักอาศัยอยู่กับบิดามารดา เมื่อคำนึงถึงความสามารถของจำเลยซึ่งมีส่วนในการที่จะต้องให้การอุปการะเลี้ยงดูฐานะของโจทก์ และพฤติการณ์แห่งกรณีแล้วจำเลยได้ให้การอุปการะ เลี้ยงดูแก่โจทก์ในส่วนของจำเลยเป็น การเพียงพอแก่อัตภาพในปัจจุบันแล้ว

คำฟ้องและคำให้การ

ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1598/38 บัญญัติว่าค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างบิดามารดากับบุตรนั้นย่อมเรียกจากกันได้เมื่อฝ่ายที่ควรได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดูหรือได้รับการอุปการะเลี้ยงดูไม่เพียงพอแก่อัตภาพ ปัญหาวินิจฉัยจึงมีว่า โจทก์เป็นฝ่ายที่ควรได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดู ไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดูหรือได้รับการอุปการะเลี้ยงดูไม่เพียงพอแก่อัตภาพหรือไม่ที่โจทก์นำสืบว่า โจทก์เป็นคนพิการเนื่องจากการผ่าตัดสมองเมื่อประมาณ 3 ปีก่อนฟ้อง เป็นผลทำให้โจทก์ตาบอดมองไม่เห็น ไปไหนต้องมีคนจูงนั้น

ศาลฎีกาเห็นว่า นัยน์ตาของโจทก์อาจได้รับผลกระทบกระเทือนจากการผ่าตัดนั่นเอง แต่คงไม่ถึงกับจะทำให้ตาบอดมองไม่เห็น เพราะโจทก์ตอบคำถามค้านของทนายจำเลย โดยยอมรับว่าในวันที่ 2กุมภาพันธ์ 2523 เมื่อทนายจำเลยนัดให้ไปรับเงิน 70,000 บาท ที่สำนักงานทนายจำเลยซึ่งอยู่ที่เชิงสะพานเฉลิมวันชาติ ถนนประชาธิปไตยนั้น โจทก์ไปคนเดียวโดยอาศัยรถของคนข้างบ้านไป ซึ่งถ้าหากโจทก์ตาบอดมองไม่เห็นดังที่โจทก์นำสืบแล้ว โจทก์จะไปรับเงิน 70,000 บาท ที่สำนักงานทนายจำเลยเพียงลำพังคนเดียวได้อย่างไร ทั้งในรายงานแพทย์ตามเอกสารหมาย จ.2 แพทย์ก็ลงความเห็นไว้ว่า ภายหลังการผ่าตัดเนื้องอกในสมองอาการทุเลา แต่สายตาที่เห็นราง ๆ ไม่ดีขึ้น แสดงว่าโจทก์มิใช่คนตาบอด

เพียงแต่มองเห็นราง ๆ ไม่เหมือนกับคนปกติเท่านั้น ส่วนในข้อที่โจทก์นำสืบว่าโจทก์ไม่มีรายได้ต้องอาศัยบุคคลอื่นอยู่นั้น ได้ความว่าเมื่อทราบว่าพระอินทร์เบญญาถึงแก่กรรม โจทก์ก็ลงมากรุงเทพ มาอาศัยอยู่ที่บ้านซึ่งเคยอยู่ขณะที่พระอินทร์เบญญามีชีวิตจนกระทั่งทายาทได้ขายบ้านดังกล่าวไปโจทก์จึงไปอาศัยอยู่กับบุตรคนหนึ่งของพระอินทร์เบญญา โดยไม่ได้ประกอบอาชีพอะไร ปัจจุบันนัยน์ตาก็มองเห็นราง ๆจึงรับฟังได้ว่าโจทก์ไม่มีรายได้ การที่โจทก์ซึ่งเป็นมารดาจำเลยมีสายตาไม่ปกติมองเห็นเพียงราง ๆ มิได้ประกอบอาชีพ ไม่มีรายได้อะไร โจทก์จึงอยู่ในฐานะเป็นฝ่ายที่ควรได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากจำเลยซึ่งเป็นบุตรอย่างไรก็ดีปัญหาต่อไปมีว่า

โจทก์มิได้รับการอุปการะเลี้ยงดูจากจำเลยหรือได้รับอุปการะเลี้ยงดูไม่เพียงพอแก่อัตภาพหรือไม่ ได้ความว่าปัจจุบันจำเลยซึ่งเป็นบุตรก็ยังมิได้ประกอบอาชีพอะไร ยังคงอยู่ระหว่างการศึกษา ที่อยู่อาศัยของตนเองก็ยังไม่มี ปัจจุบันจำเลยก็อาศัยอยู่กับนายขจีญาติของพระอินทร์เบญญาทรัพย์มรดกที่จำเลยได้รับจากพระอินทร์เบญญา คือที่ดิน 3 แปลง ที่ดินดังกล่าว 2 แปลง มีเนื้อที่แต่ละแปลงเพียง 11 ตารางวา มีห้องแถวปลูกอยู่แปลงละห้องแปลงที่ 3 เนื้อที่ 66 ตารางวามีบ้านปลูกอยู่ 1 หลัง แต่จำเลยก็ได้ให้บุคคลอื่นเช่า ได้ค่าเช่ารายละ 500 บาทต่อเดือน รวมเป็นรายได้ที่จำเลยได้รับเดือนละ 1,500 บาท ซึ่งก็เป็นจำนวนเพียงพอสำหรับการศึกษาและค่าใช้จ่ายส่วนตัวของจำเลยเท่านั้น

หากจะให้จำเลยถึงกับต้องขายบ้านและที่ดินดังกล่าวนำเงินมาจัดหาที่อยู่อาศัยให้แก่โจทก์แล้ว จำเลยก็จะไม่มีรายได้มาใช้จ่ายเป็นค่าการศึกษาเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายส่วนตัว ส่วนในเรื่องที่จำเลยได้รับเงินส่วนแบ่งจากการขายที่ดินมรดกอีกรายการหนึ่งเป็นเงิน 500,000 บาทนั้นก็ปรากฏว่า จำเลยได้ให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2523 อันเป็นเวลาก่อนฟ้องเพียง 8 เดือน เป็นจำนวนถึง 70,000 บาท ซึ่งนับว่าเป็นจำนวนมิใช่น้อย ประกอบกับโจทก์เองก็ยังมีบิดามารดาและบุตรที่เกิดจากสามีใหม่อีก 4 คน โดยเฉพาะคนโตถ้าคิดถึงปัจจุบันก็บรรลุนิติภาวะแล้ว บุคคลดังกล่าวต่างก็มีหน้าที่จะต้องอุปการะเลี้ยงดูโจทก์เช่นเดียวกับจำเลย ก่อนจะลงมาอยู่กรุงเทพฯ โจทก์ก็มีที่พักอาศัยอยู่กับบิดามารดาฉะนั้นเมื่อคำนึงถึงความสามารถของจำเลยซึ่งมีส่วนในการที่จะต้องให้การอุปการะเลี้ยงดูฐานะของโจทก์และพฤติการณ์แห่งกรณีทั้งหมดแล้ว

ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยได้ให้การอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์ในส่วนของจำเลยเป็นการเพียงพอแก่อัตภาพในปัจจุบันแล้ว"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชูเชิด รักตะบุตร์ · สมบูรณ์ บุญภินนท์ · ประสาท บุณยรังษี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้