Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1829/2519

พ.ศ. 2519 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 จำนองที่พิพาทต่อจำเลยที่ 2 ภายในวงเงิน 400,000 บาท ต่อมาจำเลยที่ 2 ฟ้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ แล้วคู่ความตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้หนึ่งล้านบาทเศษ และต้องเอาที่พิพาทขายทอดตลาด ชำระหนี้ด้วย หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะขายที่พิพาทให้โจทก์ โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองให้จำเลยที่ 1 ไปไถ่ถอนจำนองที่พิพาทแล้วโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 รับไถ่ถอนจำนองจากจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 400,000 บาท ตามสัญญาจำนอง ดังนี้ การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 รับไถ่ถอนการจำนองก็โดยโจทก์ใช้สิทธิของจำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกหนี้แต่ปรากฏว่าตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว จำเลยที่ 1 เองก็ไม่มีสิทธิจะไถ่ถอนจำนองจากจำเลยที่ 2 ในวงเงิน 400,000 บาทแล้ว ฉะนั้นการที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะขายที่พิพาทให้โจทก์ จึงไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะต้องฟ้องบังคับจำเลยที่ 2 ให้รับไถ่ถอนจำนองที่พิพาทในวงเงิน 400,000 บาทได้ ศาลมีอำนาจหยิบยกปัญหาข้อกฎหมายขึ้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 ได้เองโดยไม่จำเป็นต้องให้คู่ความร้องขอ

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาจะขายที่ดินให้โจทก์ แต่จำเลยที่ ๑ จำนองที่ดินดังกล่าวไว้กับจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๑ มีหน้าที่ต้องไถ่ถอนจำนองในวงเงิน ๔๐๐,๐๐๐ บาท ตามที่ปรากฏในสัญญาจำนอง ทำให้โจทก์เสียหาย จึงขอให้บังคับจำเลยที่ ๒ ให้รับไถ่ถอนจำนองในวงเงินดังกล่าว จำเลยที่ ๑ ให้การว่า ไม่ขัดข้องในการที่จะโอนขายที่ดินให้โจทก์ จำเลยที่ ๒ ให้การว่า โจทก์กับจำเลยที่ ๒ ไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน เฉพาะที่ดินพิพาทจำเลยที่ ๑ ทำสัญญาประนีประนอมยอมต่อศาล โดยจำเลยที่ ๑ กับพวกผูกพันที่จะต้องชำระหนี้ให้จำเลยที่ ๒ เป็นเงิน ๑,๒๖๘,๐๙๙ บาท ๑๕ สตางค์ เมื่อไม่ชำระหนี้ จะต้องเอาที่ดินดังกล่าวขายทอดตลาดตามคำพิพากษาของศาล ซึ่งโจทก์และจำเลยที่ ๑ รู้อยู่ก่อนแล้วยังทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าว สัญญาจะซื้อขายจึงตกเป็นโมฆะ ศาลชั้นต้นให้งดสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔ นั้น บทกฎหมายดังกล่าวให้อำนาจศาลที่จะหยิบยกปัญหาข้อกฎหมายขึ้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นได้เองโดยไม่ต้องรอคำขอจากคู่ความก่อน ส่วนปัญหาว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องบังคับจำเลยที่ ๑ ให้ไถ่ถอนจำนองและจำเลยที่ ๒ ให้รับไถ่ถอนจำนองหรือไม่นั้น ข้อเท็จจริงรับกันฟังได้ว่า เมื่อเดือน เมษายน ๒๕๐๕ จำเลยที่ ๑ จำนองที่พิพาทต่อจำเลยที่ ๒ (ขณะใช้ชื่อว่าธนาคารเกษตร จำกัด) เพื่อประกันหนี้ที่บริษัทสหธัญญะเจริญจำกัด เป็นลูกหนี้จำเลยที่ ๒ ภายในวงเงิน ๔๐๐,๐๐๐ บาท ต่อมาพ.ศ. ๒๕๐๘ จำเลยที่ ๒ ฟ้องให้บริษัทสหธัญญะเจริญ จำกัด จำเลยที่ ๑ และนายเล็ก

จุลโสภณณี หรือจุลโสภณ ร่วมกันชำระหนี้ให้จำเลยที่ ๒ เป็นเงินหนึ่งล้านบาทเศษ ตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๔๕๓๓/๒๕๐๘ ของศาลชั้นต้น ผลแห่งคดีนั้นคู่ความตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันเมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๑๘ ว่าให้นำที่ดินของนายเล็ก จุลโสภณศรี ขายทอดตลาด ชำระหนี้ด้วย ครั้นวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๑๖ จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินให้โจทก์ตามฟ้อง ได้ความดังกล่าว

ศาลฎีกาเห็นว่าการที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ ๒ รับไถ่ถอนจำนองก็โดยโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ ๑ ผู้เป็นลูกหนี้ แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยที่ ๒ ซึ่งหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว จำเลยที่ ๑ เองก็ไม่มีสิทธิจะไถ่ถอนจำนองจากจำเลยที่ ๒ ในวงเงิน ๔๐๐,๐๐๐ บาทแล้ว ฉะนั้นการที่จำเลยที่ ๑ มีหน้าที่ต้องชำระให้จำเลยที่ ๒ เป็นเงินถึง ๑ ล้านบาทเศษ และต้องเอาที่ดินพิพาทมาขายทอดตลาดตามสัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ ๒ ด้วย ดังนี้ แม้แต่จำเลยที่ ๑ ผู้จำนองเองก็ไม่มีสิทธิที่จะไถ่ถอนจำนองจากจำเลยที่ ๒ ในวงเงิน ๔๐๐,๐๐๐ บาทได้ ฉะนั้น การที่จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาจะซื้อจะขายกับโจทก์ จึงไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะต้องฟ้องบังคับจำเลยที่ ๒ ให้รับไถ่ถอนจำนองที่พิพาทในวงเงิน ๔๐๐,๐๐๐ บาทได้สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เป็นสัญญาที่มีผลผูกพันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เท่านั้น

เมื่อจำเลยที่ ๑ ไม่ปฏิบัติตามสัญญา คือไม่จัดการไถ่ถอนจำนองภายในกำหนดเวลา ๖ เดือน ซึ่งถือว่าเป็นการผิดสัญญาโจทก์ก็คงมีสิทธิฟ้องจำเลยที่ ๑ เพื่อเรียกร้องดอกเบี้ยหรือค่าปรับตามข้อสัญญาเท่านั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องบังคับจำเลยที่ ๑ ให้ไถ่ถอนและจำเลยที่ ๒ ให้รับไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทภายในจำนวนเงิน ๔๐๐,๐๐๐ บาทได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ขจร หะวานนท์ · สนับ คัมภีรยส · สุธี ชอบธรรม
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายวีระ ทรัพย์ไพ
ศาลศาลอุทธรณ์ - นายภักดิ์ บุณย์ภักดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1736/2551

จำเลยที่ 3 ทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ไปแจ้งความดำเนินคดีแก่ผู้บุกรุกที่ดินวัดตามที่มีผู้แจ้งให้ทราบในฐานะผู้แทนของสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสุราษฎร์ธานี มิได้ทำในฐานะส่วนตัวส่วนจำเลยที่ 2 ไปแจ้ง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1681/2549

มูลหนี้ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้ง 7 ข้อหา เป็นมูลหนี้ที่โจทก์ได้ซื้อและรับโอนสิทธิเรียกร้องรวมทั้งหนี้สินที่จำเลยทั้งสี่มีอยู่กับเจ้าหนี้เดิมจำนวน 7 ราย แต่เจ้าหนี้เดิมของจำเลยทั้งสี่เป็นนิติบุคคลแยกต่างหา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3900/2549

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยไปจดทะเบียนแบ่งแยกและโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น และศ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2564/2546

ขณะที่มีการชำระบัญชี บริษัท ท. ยังเป็นหนี้ค่าภาษีอากรค้างแก่โจทก์อยู่จำนวนหนึ่ง ดังนั้นการที่ผู้ชำระบัญชีของบริษัท ท. แบ่งเงินอันเป็นสินทรัพย์ที่เหลืออยู่ของบริษัทให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นไป…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2545 (เลขอ้างอิง 45700)

แม้ผู้รับมอบอำนาจโจทก์จะเป็นตัวแทนได้รับมอบอำนาจทั่วไปเกี่ยวกับกิจการในสำนักงานสาขาชลบุรีของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 801 วรรคหนึ่ง แต่ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ก็ไม่ถูกจำกัดอำนาจในการยื่นฟ้อง…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้