Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18281/2555

พ.ศ. 2555 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้ข้อเท็จจริงปรากฏในทางพิจารณาว่า จำเลยขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อโดยประมาทเฉี่ยวชนถูกไหล่โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมที่ 1 ตกจากรถ แล้วรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมที่ 2 เสียหลักล้มลง แตกต่างจากข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้องเนื่องจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อโดยประมาทเฉี่ยวชนถูกโจทก์ร่วมที่ 1 แต่เมื่อผลคือโจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัส และโจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับอันตรายแก่กายจากการกระทำของจำเลยตามที่โจทก์ฟ้อง จึงเป็นการแตกต่างกันในข้อที่มิใช่สาระสำคัญ ทั้งจำเลยมิได้หลงต่อสู้ จึงลงโทษจำเลยได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390, 90, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 78, 157, 160

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางณัฐฐาหรือสิรพัชร์ และนางเกศดาพร ผู้เสียหายทั้งสองยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสและได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาตและให้เรียกผู้เสียหายทั้งสองว่า โจทก์ร่วมที่ 1 และโจทก์ร่วมที่ 2 ตามลำดับ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 78 วรรคหนึ่ง, 157, 160 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานขับรถโดยประมาทเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานไม่หยุดรถและให้ความช่วยเหลือและแสดงตัวพร้อมแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จำคุก 2 เดือน รวมจำคุก 8 เดือน

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง โจทก์ร่วมที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์โดยมีโจทก์ร่วมที่ 1 นั่งซ้อนท้ายไปตามถนนมิตรภาพมุ่งหน้าไปทางจังหวัดสระบุรี ซึ่งมี 4 ช่องเดินรถไปและกลับฝั่งละ 2 ช่องเดินรถ ไม่มีเกาะกลางถนน แต่มีถนนคู่ขนาน 2 ฝั่ง และระหว่างถนนคู่ขนานกับถนนหลักมีเกาะกลางถนน โดยขับอยู่ในช่องเดินรถที่ 1 ชิดเกาะกลางถนนคู่ขนาน ระหว่างนั้นมีผู้ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อไปตามถนนมิตรภาพมุ่งหน้าไปทางจังหวัดสระบุรี ตามหลังโจทก์ร่วมทั้งสองในช่องเดินรถเดียวกันและขับแซงเบียดขึ้นมาบริเวณที่เกิดเหตุด้วยความเร็ว โจทก์ร่วมที่ 2 ถูกรถยนต์บรรทุกสิบล้อคันดังกล่าวเฉี่ยวที่แขน ส่วนโจทก์ร่วมที่ 1 ตกจากรถและหมดสติในที่เกิดเหตุ รถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมที่ 2 เสียหลักล้มลง โจทก์ร่วมที่ 1 มีเลือดออกที่สมองและสมองช้ำได้รับอันตรายสาหัส โจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัส โจทก์ร่วมที่ 2 มีบาดแผลถลอกบริเวณใบหน้า แขนและเข่าทั้งสองข้างได้รับอันตรายแก่กาย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยเป็นผู้ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อเฉี่ยวชนโจทก์ร่วมทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นว่า จำเลยเป็นผู้ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อเฉี่ยวชนรถโจทก์ร่วมที่ 2 และโจทก์ร่วมที่ 2 เห็นเหตุการณ์หลังจากถูกเฉี่ยวชนเพียงว่ารถที่เฉี่ยวชนเป็นรถยนต์บรรทุก โดยไม่ได้สังเกตหมายเลขทะเบียนรถ ส่วนโจทก์ร่วมที่ 1 หลังตกจากรถแล้วก็หมดสติไปไม่เห็นเหตุการณ์ แต่โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองยังมีนางสมจิตร เบิกความว่า ขณะเกิดเหตุ นางสมจิตรขับรถจักรยานยนต์อยู่ในช่องเดินรถที่ 1 ตามหลังโจทก์ร่วมทั้งสองห่างกัน 50 เมตร เห็นรถยนต์บรรทุกสิบล้อคันหนึ่งแซงรถของนางสมจิตรออกไปทางขวา แล้วขับเบี่ยงมาช่องเดินรถด้านหน้านางสมจิตร แต่ด้วยความแรงของรถยนต์บรรทุกสิบล้อทำให้ตอนกลางของรถยนต์บรรทุกสิบล้อเฉี่ยวชนถูกไหล่ของโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมที่ 1 ตกจากรถ แล้วรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมที่ 2 เสียหลักล้มลง

นางสมจิตรขับรถจักรยานยนต์ตามรถยนต์บรรทุกสิบล้อคันดังกล่าวไปและเห็นแผ่นป้ายทะเบียนรถมีหมายเลข 80-9912 นครราชสีมา จึงโทรศัพท์แจ้งไปที่สถานีตำรวจภูธรปากช่องว่า จำหมายเลขทะเบียนรถของคนร้ายได้และบอกให้เจ้าพนักงานตำรวจทราบ ที่นางสมจิตรเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า รถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมที่ 2 เกาะติดไปกับรถยนต์บรรทุกสิบล้อไม่นานแล้วหลุดออกนั้น เป็นปรากฏการณ์ที่แปลกแต่ถ้าไม่เห็นเช่นนั้นจริงคงจะเอามาเบิกความไม่ได้ และก็คงเป็นเพราะแรงดูดที่เกิดจากรถยนต์บรรทุกสิบล้อที่แล่นมาด้วยความเร็ว 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้เกิดแรงลมดูดรถจักรยานยนต์ให้เคลื่อนที่ไปตามทิศทางของรถยนต์บรรทุกสิบล้อเพียงชั่วขณะหนึ่งแล้วแยกจากกันโดยที่ไม่มีส่วนใดของรถทั้งสองคันกระแทกกันนับว่าเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ

มิฉะนั้นแล้วสภาพของรถจักรยานยนต์โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณแถบขวาของรถต้องได้รับความเสียหายมากกว่านี้ สอดคล้องกับคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 2 ที่ตอบทนายจำเลยถามค้านว่า รถจักรยานยนต์แล่นไปตามกระแสลมของรถยนต์บรรทุกสิบล้อ ทำให้รถจักรยานยนต์เสียหลักล้มลง ดังนั้น รถจักรยานยนต์จึงไม่ได้ล้มลงทันทีแต่ได้แล่นไปตามแรงลมของรถยนต์บรรทุกสิบล้อที่แล่นมาด้วยความเร็วสูงที่มีลมอยู่ชั่วขณะหนึ่ง เมื่อหมดแรงลมรถจักรยานยนต์จึงแยกหลุดจากรถยนต์บรรทุกสิบล้อและล้มลงดังที่โจทก์ร่วมที่ 2 เบิกความ ลักษณะเช่นนี้จึงทำให้นางสมจิตรดูเหมือนรถจักรยานยนต์เกาะติดไปกับรถยนต์บรรทุกสิบล้อ ประกอบกับนางสมจิตรอยู่ห่างจากโจทก์ร่วมที่ 2 ถึง 50 เมตร จึงอาจมองเห็นเช่นนั้นได้

คำเบิกความของนางสมจิตรจึงไม่เป็นพิรุธ ทั้งไม่ได้ขัดกับคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 2 และพันตำรวจตรีสถาพร ซึ่งเป็นผู้ตรวจพิสูจน์ร่องรอยการเฉี่ยวชนที่ว่ารถทั้งสองคันไม่มีร่องรอยการเฉี่ยวชนกัน แต่เหตุที่โจทก์ร่วมที่ 1 ตกจากรถจักรยานยนต์และรถจักรยานยนต์ล้มเกิดจากถูกรถยนต์บรรทุกของจำเลยเฉี่ยวไปด้วยความเร็ว ส่วนที่นางสมจิตรเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า นางสมจิตรโทรศัพท์แจ้งดาบตำรวจธนาดอน พนักงานวิทยุประจำสถานีตำรวจภูธรปากช่องว่า จำหมายเลขทะเบียนรถได้แต่ไม่ได้แจ้งชื่อจังหวัดเพราะจำไม่ได้นั้น นางสมจิตรก็ได้เบิกความตอบโจทก์ถามติงแล้วว่า จำไม่ได้ว่าจะได้แจ้งชื่อจังหวัดด้วยหรือไม่เพราะเหตุเกิดนานแล้ว ประกอบกับคำเบิกความของดาบตำรวจธนาดอนสนับสนุนคำเบิกความของนางสมจิตรให้มีน้ำหนักรับฟังยิ่งขึ้น

ทำให้เห็นว่านางสมจิตรได้เห็นเหตุการณ์และจำหมายเลขทะเบียนรถยนต์บรรทุกสิบล้อที่เฉี่ยวชนโจทก์ร่วมทั้งสองได้ถูกต้องจริง และเป็นหลักฐานสำคัญที่นำไปสู่การจับกุมจำเลยได้ในที่สุด โดยโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมีพันตำรวจโทสมชาย พนักงานสอบสวนเบิกความว่า หลังจากทราบหมายเลขทะเบียนรถยนต์บรรทุกสิบล้อที่เฉี่ยวชนจากดาบตำรวจธนาดอนแล้ว ได้ตรวจสอบปรากฏว่าเป็นรถของร้านค้าในเขตตำบลหนองสาหร่าย อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา จึงประสานไปยังสถานีตำรวจภูธรหนองสาหร่าย ตรวจสอบก็พบว่าเป็นรถของร้านค้าจริง และเจ้าของร้านแจ้งว่าขณะนั้นจำเลยกำลังใช้รถคันดังกล่าวไปส่งของที่กรุงเทพมหานคร พันตำรวจโทสมชายจึงโทรศัพท์สอบถามจำเลย จำเลยให้การรับว่าวันเกิดเหตุจำเลยได้ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อคันเกิดเหตุผ่านมาที่เกิดเหตุจริง

พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองที่นำสืบมาสอดคล้องต้องกัน โดยเฉพาะเจ้าพนักงานตำรวจและนางสมจิตรไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงมีความเป็นกลาง มีน้ำหนักรับฟังได้ ประกอบกับทางนำสืบของจำเลยก็รับอีกว่า วันเกิดเหตุจำเลยได้ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อคันเกิดเหตุผ่านมาที่เกิดเหตุจริง ทั้งยังยอมรับว่าหลังเกิดเหตุบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกสิบล้อคันเกิดเหตุไว้จากนายจ้างของจำเลยได้ให้ตัวแทนมาเจรจาค่าเสียหายกับโจทก์ร่วมทั้งสองที่สถานีตำรวจภูธรปากช่อง โดยเสนอชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสองเป็นเงิน 50,000 บาท แต่โจทก์ร่วมทั้งสองต้องการให้จำเลยชดใช้เป็นเงิน 200,000 บาท จึงไม่สามารถตกลงกันได้

แสดงว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริง บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด ในฐานะผู้รับประกันภัยจึงยอมเสนอชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสอง ทางนำสืบของจำเลยเจือสมกับพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสอง เมื่อรับฟังประกอบกันแล้วมีน้ำหนักมั่นคงฟังได้ว่า จำเลยขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อเฉี่ยวโจทก์ร่วมทั้งสอง เป็นความผิดข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสและได้รับอันตรายแก่กาย แม้ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในการพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่กล่าวในฟ้อง เนื่องจากโจทก์ฟ้องว่าจำเลยขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อเฉี่ยวชนโจทก์ร่วมที่ 1 แต่เมื่อผลคือโจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัสและโจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับอันตรายแก่กายจากการกระทำของจำเลย จึงเป็นการแตกต่างกันในข้อที่มิใช่สาระสำคัญ

ทั้งจำเลยให้การต่อสู้คดีทำนองอ้างฐานที่อยู่และมิได้หลงต่อสู้ จึงลงโทษจำเลยได้ตามฟ้องข้อหานี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องจำเลยข้อหานี้ จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อหานี้ฟังขึ้น แต่พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองดังกล่าวมาข้างต้นหาได้พิสูจน์ว่าจำเลยรู้ตัวว่าตนเองก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วมทั้งสองหรือทรัพย์สินของโจทก์ร่วมทั้งสองโดยขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อเฉี่ยวรถจักรยานยนต์ของโจทก์ร่วมที่ 2 ล้ม ณ ที่เกิดเหตุไม่ คดีจึงไม่อาจฟังว่า จำเลยมีความผิดข้อหาไม่หยุดรถและให้ความช่วยเหลือพร้อมแสดงตนแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ฎีกาของโจทก์ข้อหานี้ฟังไม่ขึ้น สรุปแล้วฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
จักร อุตตโม · สมชาย พันธุมะโอภาส · ธราธร ศิลปโอสถ
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดสีคิ้ว - นายทรงพล กาญจนสิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายสถิตย์ อรรถบลยุคล
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.6530/2551
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ538/2547
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ1025/2548
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3672/2568

โจทก์บรรยายฟ้องโดยสรุปว่า จำเลยลักเงินสดของผู้เสียหายไปรวม 5 ครั้ง เป็นเงินทั้งสิ้น 9,804,760 บาท โดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อความสะดวกแก่การกระทำความผิด การพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1546/2568

ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 339 ที่โจทก์ขอให้ลงโทษกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป แม้จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 17…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1044/2568

โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดเจนแล้วว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขดำที่ คม 1/2564 ของศาลจังหวัดเวียงสระ และจำเลยที่ 7 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขดำที่ คม 1/2564 ของ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 809/2568

จำเลยดึงสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ยังไม่ได้ตรวจไปจากมือของโจทก์ร่วมโดยไม่ได้รับอนุญาต ต่อมาโจทก์ร่วมปล่อยให้จำเลยนำสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปตรวจรางวัลได้ การกระทำของจำเลยเป็นเพียงการถือวิสาสะเท่านั้น…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1488/2567

ผู้ที่ได้รับอนุญาตเป็นผู้ประกอบธุรกิจตรวจสอบมาตรฐานสินค้าตามมาตรา 20 แห่ง พ.ร.บ.มาตรฐานสินค้าขาออก พ.ศ. 2503 ต้องมีฐานะเป็นนิติบุคคลและต้องเป็นผู้ได้รับอนุญาตจากสำนักงานมาตรฐานสินค้าเท่านั้น ซึ่งในการ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้