Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1821/2533

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจบังคับบัญชาโจทก์ นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1ตาม สัญญาเอกสารหมาย ล.2 มิใช่ลักษณะของสัญญาจ้างแรงงาน โจทก์จึงมิใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ดังนี้การที่โจทก์อุทธรณ์ว่าสัญญาเอกสารหมาย ล.2 ไม่ใช่สัญญาตัวแทนนั้น จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่อาจทำให้ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมานั้นแปรเปลี่ยนเป็นสัญญาจ้างได้ อุทธรณ์โจทก์ดังกล่าวจึงไม่เป็นสาระแก่คดีศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.พ. มาตรา 225 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจประกันภัย จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการรองผู้จัดการของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2530 จำเลยทั้งสองได้จ้างโจทก์เป็นลูกจ้างประจำ ทำหน้าที่เป็นผู้แทนขายประกันทุกประเภทและให้โจทก์เป็นผู้จัดการหัวหน้าเขตประจำสาขางามวงศ์วานของจำเลยที่ 1 จำเลยทั้งสองจ่ายค่าผลประโยชน์ตอบแทนหรือสินจ้างเป็นค่าขายประกันให้แก่โจทก์เดือนละประมาณ 20,000 บาท และค่าผลประโยชน์อื่น ๆ อีกเดือนละ 20,000 บาท โดยกำหนดจ่ายค่าผลประโยชน์หรือสินจ้างภายในวันที่ 7 ของทุก ๆ เดือน ต่อมาวันที่ 4 มิถุนายน 2532 จำเลยทั้งสองได้เลิกจ้างโจทก์ โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด จึงเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

ขอให้จำเลยทั้งสองจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์เป็นเงิน 120,000 บาท จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 40,000 บาท ค่าเสียหายเนื่องจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมนับแต่วันที่จำเลยให้โจทก์ออกจากงานจนถึงวันฟ้องเดือนละ 10,000 บาท เป็นเวลา 5 เดือน รวมเป็นเงิน50,000 บาท และค่าเสียหายที่จำเลยละเมิดต่อโจทก์นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปอีกเดือนละ 5,000 บาท จนกว่าโจทก์จะได้งานใหม่ทำและให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ดอกเบี้ยให้แก่โจทก์อัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินค่าจ้างตามกฎหมายดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จจำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยทั้งสองโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้

จำเลยที่ 1 ได้แต่งตั้งโจทก์เป็นหัวหน้าเขตการขายสาขางามวงศ์วาน นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นเรื่องการจ้างทำของ แต่อย่างไรก็ตามหากศาลจะฟังว่าสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาจ้างแรงงาน โจทก์ก็ได้ปฏิบัติหน้าที่โดยฝ่าฝืนกฎหมายประกันชีวิต เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาการแต่งตั้งหัวหน้าเขตการขายได้โดยชอบด้วยกฎหมาย และจำเลยที่ 1ไม่ต้องรับผิดจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายให้แก่โจทก์ คำฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับการเรียกค่าเสียหายเคลือบคลุม จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคล จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัวหรือต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ขอให้พิพากษายกฟ้องศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า

โจทก์ไม่ได้เป็นลูกจ้างของจำเลยทั้งสอง ฉะนั้นศาลแรงงานกลางจึงไม่มีอำนาจที่จะพิจารณาคดีของโจทก์และจำเลย กรณีไม่ต้องวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทข้ออื่น ๆ อีก พิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์ว่า ตามสัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยไม่ใช่สัญญาตัวแทน การที่โจทก์ทำงานให้จำเลยและได้รับผลประโยชน์จากเบี้ยประกัน ผลประโยชน์ที่จำเลยจ่ายให้โจทก์ถือว่าเป็นสินจ้างตามสัญญาจ้างแรงงาน จำเลยยังได้จ่ายค่ารักษาพยาบาล โบนัสสิ้นปีและรางวัลด้วย ขอให้พิพากษากลับว่าโจทก์เป็นลูกจ้าง และให้โจทก์ชนะคดีบังคับตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ทุกประการพิเคราะห์แล้ว คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าเมื่อเดือนตุลาคม 2530 จำเลยที่ 1 ได้แต่งตั้งให้โจทก์ดำรงตำแหน่งหัวหน้าศูนย์การขาย วันที่ 1 มกราคม 2531 จำเลยที่ 1 ได้แต่งตั้งให้โจทก์เป็นหัวหน้าเขตการขาย โดยให้โจทก์ทำหน้าที่เกี่ยวกับการขยายงานประกันชีวิตของจำเลยที่ 1 โจทก์จะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนโดยการคำนวณจากผลงานตามระเบียบข้อบังคับหรือคำสั่งที่จำเลยที่ 1 กำหนดไว้

จำเลยที่ 1 ได้จ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่โจทก์เป็นรายเดือนภายในวันที่ 7 ของเดือน ต่อมาเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน2532 จำเลยที่ 1 ได้มีคำสั่งให้โจทก์พ้นจากสภาพการเป็นหัวหน้าเขตการขายของจำเลยที่ 1 โดยอ้างว่าโจทก์ได้ร่วมกับนางพรรณเรืองเสวิกุล ซึ่งเป็นตัวแทนขายประกันของจำเลยที่ 1 แนะนำและชักชวนให้นายกมล ศรีวัฒนา ทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยที่ 1 โดยเสนอลดเบี้ยประกันให้ การกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายและเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหาย เกี่ยวกับสภาพการทำงานของโจทก์นั้น

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์ไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ 1 เช่น โจทก์จะไปทำงานเวลาใดเลิกงานเวลาใด จะหยุดงาน ลาป่วย หรือลากิจอย่างใด เป็นเรื่องที่โจทก์สามารถทำได้เองโดยไม่ต้องได้รับอนุมัติจากจำเลยที่ 1ก่อน จำเลยที่ 1 ไม่ต้องจ่ายค่าจ้างเป็นเงินเดือนให้แก่โจทก์แต่จะให้ผลประโยชน์ตอบแทนแก่โจทก์ตามผลงานของการขายประกันและการบริหารงานภายในเขตการขยายงานประกันที่โจทก์เป็นตัวแทนหากโจทก์ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับ จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจสั่งลงโทษโจทก์ คงมีอำนาจที่จะเลิกสัญญากับโจทก์ตามสัญญาเอกสารหมาย ล.2 เท่านั้น คำวินิจฉัยดังกล่าวของศาลแรงงานกลางเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 เพราะจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจบังคับบัญชาโจทก์

นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ตามสัญญาเอกสารหมาย ล.2 ไม่ใช่ลักษณะของสัญญาจ้างแรงงาน การที่โจทก์อุทธรณ์เป็นข้อกฎหมายว่า สัญญาตามเอกสารหมาย ล.2 ไม่ใช่สัญญาตัวแทนนั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ยุติตามคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางว่า จำเลยที่ 1ไม่มีอำนาจบังคับบัญชาโจทก์ จึงไม่ใช่นายจ้างของโจทก์ อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวไม่อาจทำให้ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมานั้นแปรเปลี่ยนเป็นสัญญาจ้างแรงงานไปได้ จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่เป็นสาระแก่คดี ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ที่เกี่ยวกับเงินและประโยชน์ต่าง ๆ ที่โจทก์ได้รับในระหว่างทำงานซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นสินจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานนั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า เงินผลประโยชน์ตอบแทนคือเงินที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามสัญญาเอกสารหมาย ล.2 ข้อ 2 ซึ่งศาลแรงงานกลางฟังว่า สัญญาตามเอกสารหมาย ล.2 ไม่ใช่สัญญาจ้างแรงงาน ดังนั้นจึงต้องฟังว่าเงินผลประโยชน์ตอบแทนไม่ใช่สินจ้างตามสัญญาจ้างแรงงาน การที่โจทก์อุทธรณ์ว่าเป็นสินจ้างตามสัญญาจ้างแรงงาน เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ อุทธรณ์ของโจทก์เกี่ยวกับเงินค่ารักษาพยาบาล เงินโบนัสสิ้นปีและเงินรางวัลแก่ผู้ที่ขายได้ตามเป้า ซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นค่าจ้างตามสัญญาจ้างแรงงาน ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเป็นลักษณะจ้างแรงงานนั้น

ศาลฎีกาเห็นว่า การที่จะพิจารณาว่าเงินต่าง ๆ เป็นค่าจ้างหรือไม่นั้น จะต้องปรากฏว่าคู่กรณีมีความสัมพันธ์กันตามสัญญาจ้างแรงงาน ถ้าการจ่ายเงินนั้นไม่ใช่เนื่องจากการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานแล้ว เงินนั้นก็ไม่ใช่ค่าจ้างตามสัญญาจ้างแรงงาน การที่จำเลยที่ 1 จ่ายเงินดังกล่าวให้โจทก์แต่จำเลยที่ 1 ไม่ใช่นายจ้างของโจทก์ตามที่ศาลแรงงานกลางรับฟังยุติมาแล้ว จึงไม่อาจทำให้ความสัมพันธ์ของโจทก์และจำเลยที่ 1กลายเป็นสัญญาจ้างแรงงานไปได้ อุทธรณ์ของโจทก์ส่วนนี้ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงรูปคดี จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่เป็นสาระแก่คดี ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้เช่นกัน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประคนธ์ พันธุ์วิชาติกุล · เคียง บุญเพิ่ม · ตัน เวทไว
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6067/2567

แม้คดีนี้จำเลยจะให้การต่อสู้เรื่องอำนาจฟ้องไว้ในคำให้การเพียงประการเดียวว่า โจทก์ยื่นคำฟ้องเกินระยะเวลาที่ พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 กำหนดไว้ โดยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ด้วยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4048/2561

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ยื่นหนังสือลาออกต่อจำเลย ซึ่งจำเลยก็ให้การยอมรับว่าจำเลยได้รับหนังสือลาออกจากโจทก์ การที่ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ยื่นหนังสือลาออกต่อ ร. กรรมการผู้จัดการใหญ่ของจำเลย ซึ่งหมา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4004/2561

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นกรรมการลูกจ้าง การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ขออนุญาตศาลแรงงานก่อนตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 52 เป็นการขัดต่อกฎหมาย ให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงาน และให้จ่ายค่าเสียหาย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13924/2558

โจทก์ฟ้องอ้างว่าในการประเมินผลการปฏิบัติงานของพนักงาน ผู้จัดการส่วนจะต้องกำหนดเป้าหมายของการทำงาน (KPI) และจะต้องให้พนักงานลงลายมือชื่อรับทราบตลอดจนมีโอกาสโต้แย้งดุลพินิจในการประเมิน อ. ผู้จัดการส่วนซ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14560/2558

คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า ในวันที่ 15 กันยายน 2548 ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารกิจการของจำเลย ได้ลงนามในคำสั่งที่ 6/2548 เพื่อระงับการทำหน้าที่ของ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้