Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1815/2548

พ.ศ. 2548 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตามระเบียบการประปาส่วนภูมิภาคว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการสอบสวนทางวินัยฯ หมวด 4 การประชุมปรึกษาและการรายงาน ข้อ 21 ถึง 24 มีข้อความเพียงแต่ให้คณะกรรมการสอบสวนเสนอความเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำผิดวินัยหรือไม่ และผู้กระทำผิดควรได้รับโทษสถานใด เมื่อผู้ว่าการเห็นควรให้มีการสอบสวนเพิ่มเติมก็ยังสามารถทำได้ มิได้มีข้อความในข้อใดระบุไว้โดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายอันแสดงให้เห็นว่าเมื่อคณะกรรมการสอบสวนเสนอความเห็นแล้วข้อเท็จจริงต้องยุติตามสำนวนการสอบสวน และเมื่อคณะกรรมการสอบสวนเสนอความเห็นควรรับโทษสถานใดแล้วจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงโทษให้น้อยลงหรือเพิ่มขึ้นได้ อีกทั้งข้อความที่ว่า ให้คณะกรรมการสอบสวนรายงานการสอบสวนนั้นต่อผู้ว่าการเพื่อสั่งการโดยมิชักช้า คำว่าเพื่อสั่งการย่อมมีความหมายว่าให้ผู้ว่าการพิจารณาก่อนว่ามีความเห็นตามที่คณะกรรมการสอบสวนเสนอความเห็นหรือไม่ การพิจารณาดังกล่าวก็มิได้กำหนดไว้ว่าผู้ว่าการจะต้องเป็นผู้พิจารณาด้วยตนเอง การที่ผู้ว่าการจำเลยเกษียนสั่งอนุมัติการขยายเวลาการสอบสวนตามที่คณะกรรมการสอบสวนขอมาพร้อมกับส่งเรื่องไปให้รองผู้ว่าการ (บริหาร) พิจารณาดำเนินการต่อไป จำเลยโดยผู้ว่าการยังไม่ได้ให้ความเห็นชอบตามที่คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยเสนอการลงโทษโจทก์ เมื่อรองผู้ว่าการ (บริหาร) พิจารณาแล้วก็มอบเรื่องให้กองการเจ้าหน้าที่ไปพิจารณา ดังนั้น การที่ผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่สรุปข้อเท็จจริงตามสำนวนการสอบสวนแล้วเห็นควรเสนอผู้ว่าการเพื่อมีคำสั่งลงโทษไล่โจทก์ออกจากงานเนื่องจากโจทก์ทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงฐานทุจริตต่อหน้าที่ ก็เป็นการกระทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย มิได้เป็นการกระทำที่ผิดระเบียบของจำเลย คำสั่งของจำเลยที่ไล่โจทก์ออกจากงานเป็นคำสั่งที่ชอบและเป็นธรรมต่อโจทก์

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 516/2543 ลงวันที่ 11 ตุลาคม 2543 เรื่อง ลงโทษไล่พนักงานออกจากงาน ให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งและรับเงินเดือนในอัตราที่ไม่ต่ำกว่าขณะไล่โจทก์ออกจากงาน ให้จำเลยจ่ายเงินค่าเสียหายเดือนละ 9,875 บาท นับตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2543 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 138,250 บาท แก่โจทก์ และค่าเสียหายในอัตราดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยจะมีคำสั่งรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามเดิม

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นพนักงานจำเลย วันที่ 2 กันยายน 2542 จำเลยตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยโจทก์ฐานทุจริตต่อหน้าที่ เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2543 คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยเห็นควรลงโทษลดขั้นเงินเดือนโจทก์ 2 ขั้น ตามสำเนาภาพถ่ายรายงานผลการสอบสวนทางวินัยโจทก์เอกสารหมาย จ. 5 หรือ ล. 4 วันที่ 11 ตุลาคม 2543 จำเลยมีคำสั่งไล่โจทก์ออกจากงานและศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ตามหลักฐานการสอบสวนทางวินัยโจทก์ปรากฏว่าโจทก์ได้ใช้อำนาจในตำแหน่งแสวงหาผลประโยชน์แก่ตนด้วยการเรียกรับเงินค่าติดตั้งประปาจำนวน 6,500 บาท และเรียกรับเงินค่าดันท่อลอดถนนรายละ 1,500 บาท จากผู้ขอใช้น้ำ 2 ราย โดยมิชอบจริง

อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ ซึ่งเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง มีโทษถึงไล่ออก ตามสำเนาภาพถ่ายข้อบังคับของจำเลยเอกสารหมาย ล. 1 หมวด 6 วินัย การรักษาวินัย การลงโทษและการอุทธรณ์การลงโทษข้อ 36 (5) ประกอบข้อ 37 (3) ดังนั้น การที่จำเลยพิจารณาผลการสอบสวนแล้วมีคำสั่งทางวินัยไล่โจทก์ออกจากงานฐานทุจริตต่อหน้าที่จึงชอบด้วยระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลย ที่โจทก์กล่าวอ้างว่า การที่นายวันชัย กู้ประเสริฐ ผู้ว่าการจำเลยได้เกษียนสั่งในรายงานผลการสอบสวนทางวินัยเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2543 ว่าอนุมัติการขยายเวลาพร้อมส่งเรื่องให้รองผู้ว่าการ (บริหาร) เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไปเท่ากับว่าจำเลยได้ให้ความเห็นชอบตามที่คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยเสนอให้ลงโทษลดขั้นเงินเดือนโจทก์ 2 ขั้น

ทำให้การสอบสวนทางวินัยโจทก์เป็นอันยุติตามนั้นแล้ว จำเลยจะกลับมาพิจารณาลงโทษโจทก์เป็นอย่างอื่นไม่ได้นั้น ศาลแรงงานกลางก็วินิจฉัยว่า การที่นายวันชัยผู้ว่าการจำเลยเกษียนสั่งเช่นนั้นแสดงว่าผู้ว่าการอนุมัติการขยายเวลาสอบสวนตามที่คณะกรรมการสอบสวนขอมาพร้อมกับส่งเรื่องไปให้รองผู้ว่าการ (บริหาร) พิจารณาดำเนินการต่อไป คือให้รองผู้ว่าการ (บริหาร) พิจารณาผลการสอบสวนตามระเบียบปฏิบัติแล้วเสนอผู้ว่าการจำเลยเพื่อดำเนินการต่อไป ต่อมาเมื่อพิจารณาแล้วจำเลยจึงมีคำสั่งไล่โจทก์ออกจากงานโดยชอบด้วยระเบียบของจำเลยว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการสอบสวนทางวินัย พ.ศ.2522 หมวด 4 การประชุมปรึกษาและการรายงานข้อ 21 ถึงข้อ 24 ดังนั้น ที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยการไล่ออกจากงานเพราะโจทก์กระทำผิดวินัยร้ายแรงฐานทุจริตต่อหน้าที่ดังกล่าว จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายใด ๆ จากจำเลย

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การที่นายประมุข ชินประหัษฐ์ ผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่ของจำเลยนำข้อเท็จจริงที่ยุติแล้วตามสำนวนการสอบสวนซึ่งคณะกรรมการสอบสวนมีความเห็นให้ลงโทษโจทก์โดยลดขั้นเงินเดือน 2 ขั้น และผ่านความเห็นชอบแล้วมาทำความเห็นใหม่ เป็นการกระทำที่ผิดระเบียบจำเลยว่าด้วยหลักเกณฑ์ และวิธีการสอบสวนทางวินัย พ.ศ.2522 หมวด 4 การประชุมปรึกษาและการรายงานข้อ 21 ถึงข้อ 24 คำสั่งของจำเลยที่เลิกจ้างโจทก์จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรมต่อโจทก์นั้น เห็นว่า ตามระเบียบการประปาส่วนภูมิภาคว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการสอบสวนทางวินัย พ.ศ.2522 หมวด 4 การประชุมปรึกษาและการรายงานข้อ 21 ถึงข้อ 24 มีข้อความสรุปได้ว่า

เมื่อการสอบสวนเสร็จสิ้นลงแล้วให้คณะกรรมการสอบสวนประชุมปรึกษาเพื่อทำรายงานผลการสอบสวนเสนอผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนโดยสรุปข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานต่าง ๆ แสดงเหตุและผลในการกระทำผิดหรือไม่ได้กระทำผิดของผู้ถูกกล่าวหา พร้อมทั้งเสนอความเห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำผิดวินัยอย่างไรหรือไม่ โดยอาศัยพยานหลักฐานและเหตุผลอย่างไร หากได้กระทำผิดให้แสดงว่าผู้กระทำผิดได้กระทำผิดข้อบังคับระเบียบการประปาส่วนภูมิภาคข้อใด ฉบับใดและควรได้รับโทษสถานใด ในกรณีที่ผู้ว่าการเป็นผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน เมื่อคณะกรรมการสอบสวนทำรายงานการสอบสวนเสร็จแล้วให้คณะกรรมการสอบสวนเสนอรายงานการสอบสวนนั้นต่อผู้ว่าการเพื่อสั่งการโดยมิชักช้า

ถ้าผู้ว่าการเห็นควรให้มีการสอบสวนเพิ่มเติมให้นำความในข้อ 22 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ตามข้อความดังกล่าวเพียงแต่ให้คณะกรรมการสอบสวนเสนอความเห็นด้วยว่าผู้กระทำผิดควรได้รับโทษสถานใด เมื่อผู้ว่าการเห็นควรให้มีการสอบสวนเพิ่มเติมก็ยังสามารถทำได้ มิได้มีข้อความในข้อใดระบุไว้โดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายอันแสดงให้เห็นว่าเมื่อคณะกรรมการสอบสวนเสนอความเห็นแล้ว ข้อเท็จจริงต้องยุติตามสำนวนการสอบสวน และเมื่อคณะกรรมการสอบสวนเสนอความเห็นควรรับโทษสถานใดแล้วจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงโทษให้น้อยลงหรือเพิ่มขึ้นได้ อีกทั้งข้อความที่ว่า ให้คณะกรรมการสอบสวนเสนอรายงานการสอบสวนนั้นต่อผู้ว่าการเพื่อสั่งการโดยมิชักช้า คำว่าเพื่อสั่งการย่อมมีความหมายว่า ให้ผู้ว่าการพิจารณาก่อนว่ามีความเห็นตามที่คณะกรรมการสอบสวนเสนอความเห็นหรือไม่

การพิจารณาดังกล่าวก็มิได้กำหนดไว้ว่า ผู้ว่าการจะต้องเป็นผู้พิจารณาด้วยตนเอง ดังนั้น การที่นายวันชัย ผู้ว่าการจำเลยเกษียนสั่งดังกล่าวก็เป็นการอนุมัติการขยายเวลาการสอบสวนตามที่คณะกรรมการสอบสวนขอมาพร้อมกับส่งเรื่องไปให้รองผู้ว่าการ (บริหาร) พิจารณาดำเนินการต่อไป จำเลยโดยผู้ว่าการยังไม่ได้ให้ความเห็นชอบตามที่คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยเสนอการลงโทษโจทก์ เมื่อรองผู้ว่าการ (บริหาร) พิจารณาแล้วก็มอบเรื่องให้กองการเจ้าหน้าที่ไปพิจารณา ดังนั้น การที่นายประมุข ชินประหัษฐ์ ผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่สรุปข้อเท็จจริงตามสำนวนการสอบสวนแล้วเห็นควรเสนอผู้ว่าการเพื่อมีคำสั่งลงโทษไล่โจทก์ออกจากงาน เนื่องจากโจทก์ทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงฐานทุจริตต่อหน้าที่ ก็เป็นการกระทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย มิได้เป็นการกระทำที่ผิดระเบียบของจำเลย คำสั่งของจำเลยที่ไล่โจทก์ออกจากงานเป็นคำสั่งที่ชอบและเป็นธรรมต่อโจทก์ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์ · ชวลิต ยอดเณร · วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2568 (เลขอ้างอิง 714141)

หลักเกณฑ์การพิจารณาว่าการเลิกจ้างโดยอ้างเหตุผลความจำเป็นด้านการจัดการจะเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 หรือไม่ ศาลจำต้องพิจารณาว่านายจ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2568 (เลขอ้างอิง 721948)

การพิจารณาว่าการเลิกจ้างจะเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 หรือไม่ ศาลจำต้องพิจารณาว่านายจ้างมีเหตุแห่งการเลิกจ้างหรือไม่ หากมีสาเหตุแห…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2567 (เลขอ้างอิง 705285)

การพิจารณาว่าการเลิกจ้างจะเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 หรือไม่ ศาลจำต้องพิจารณาว่านายจ้างมีเหตุแห่งการเลิกจ้างหรือไม่ หากมีสาเหตุแห…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2567 (เลขอ้างอิง 717471)

การเลิกจ้างด้วยเหตุผลความจำเป็นด้านการจัดการของนายจ้างจะเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 หรือไม่ ต้องพิจารณาว่านายจ้างมีเหตุแห่งการเลิก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3116/2567

กฎกระทรวงว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานและผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2549 เป็นบทบัญญัติที่ให้การคุ้มครองการทำงานแก่ผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน โดยกำหนดให้สิทธิแก่ผ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้