Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 181/2542

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตามหนังสือสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 3 ตกลงกับโจทก์ว่า หากมีการผ่อนเวลาชำระหนี้ตามสัญญาข้าราชการไปศึกษาต่อ ภายในประเทศ หรือขยายเวลาอนุญาตให้ไปศึกษาต่อแก่ จำเลยที่ 1 ไม่ว่ากรณีใด ๆ ให้ถือว่าจำเลยที่ 3 ได้ตกลง ให้ความยินยอมในการผ่อนชำระหนี้หรือขยายระยะเวลานั้น ด้วยทุกครั้งและยังรับเป็นผู้ค้ำประกันตามสัญญาดังกล่าว ตลอดไป เป็นข้อตกลงของจำเลยที่ 3 ที่ให้ความยินยอมล่วงหน้า ดังนั้น สัญญารับสภาพหนี้ซึ่งโจทก์ขยายเวลาชำระหนี้ ให้แก่จำเลยที่ 1 จึงถือว่าได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 3 แล้ว ซึ่งการทำสัญญารับสภาพหนี้ระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์เป็นการทำขึ้นเพื่อรับสภาพตามสิทธิเรียกร้องซึ่ง จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์อันเป็นเหตุให้อายุความ สะดุดหยุดลงเท่านั้น มิใช่เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 กับโจทก์ ได้ตกลงเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้อันจะทำ ให้หนี้เดิมระงับสิ้นไปด้วยการแปลงหนี้ใหม่แต่อย่างใด จำเลยที่ 3 จึงยังต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันต่อโจทก์

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นอาจารย์โรงเรียนวัดเขาทองสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอควนขนุน สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดพัทลุง จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตจากโจทก์ให้ไปศึกษาต่อภายในประเทศระดับปริญญาตรี สาขาวิชาครุ ศาสตร์ วิชาเอกเทคโนโลยีทางการศึกษาที่วิทยาลัยครูสงขลา มีกำหนด 2 ปี จำเลยที่ 1 ทำสัญญาให้ไว้ต่อโจทก์ว่า เมื่อการศึกษาของจำเลยที่ 1 ต้องยุติลงด้วยประการใด ๆ จำเลยที่ 1 จะกลับเข้าปฏิบัติราชการตามคำสั่งของทางราชการทันทีและจะปฏิบัติราชการต่อไปอีกเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 2 เท่าของเวลาที่จำเลยที่ 1 รับเงินเดือนระหว่างไปศึกษาต่อ ถ้าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญายินยอมชดใช้เงินให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 รับราชการแล้ว แต่ไม่ครบกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว

จำเลยที่ 1 ยินยอมชดใช้เงินทุนหรือเงินเดือนหรือเงินอื่นใดลดลงตามส่วนของเวลาที่จำเลยที่ 1 รับราชการไปบ้างแล้วและเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าของเงินที่ต้องชดใช้ดังกล่าวทันทีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากโจทก์หากไม่ชำระภายในกำหนดจำเลยที่ 1 ยอมให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี หากจำเลยที่ 1 ประพฤติผิดวินัยจน ถูกไล่ออกปลดออกหรือให้ออกจากราชการในระหว่างที่จำเลยที่ 1 กลับมาปฏิบัติราชการ จำเลยที่ 1 ยินยอมชดใช้เงินและเบี้ยปรับให้โจทก์เป็นจำนวนลดลงตามส่วนเช่นเดียวกัน ในการไปศึกษาต่อดังกล่าวจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันให้โจทก์ว่าถ้าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใด จำเลยที่ 2 ยินยอมชดใช้เงินตามที่ระบุไว้ให้โจทก์ทันทีโดยโจทก์มิต้องเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ก่อนจำเลยที่ 1 เรียนไม่จบหลักสูตรตามเวลาที่ขออนุญาตไว้จึงขอขยายเวลาศึกษาต่อออกไปอีก 1 ภาคเรียน

โจทก์อนุญาต จำเลยที่ 1 ทำสัญญามีข้อความทำนองเดียวกับสัญญาฉบับแรกให้โจทก์ไว้แต่เงินที่ต้องชดใช้คืนกับเบี้ยปรับดังกล่าวจำเลยที่ 1 จะชำระให้ครบถ้วนภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากโจทก์ หากผิดนัดยอมชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของจำนวนเงินที่ค้างชำระจนกว่าจะชำระครบถ้วน โดยจำเลยที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันให้โจทก์ว่า ถ้าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใด จำเลยที่ 3 ยินยอมชดใช้เงินดังกล่าวแทนทันที หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ขาดเรียนเป็นเหตุให้เวลาเรียนไม่พอจึงไม่มีสิทธิสอบวัดผลปลายภาคทำให้เรียนไม่จบหลักสูตร วิทยาลัยครูสงขลาได้ส่งตัวจำเลยที่ 1 มารายงานตัวกลับเข้าปฏิบัติราชการต้นสังกัดเดิม โจทก์แต่งตั้งคณะกรรมการทำการสอบสวนจำเลยที่ 1 ต่อมาโจทก์มีคำสั่งปลดจำเลยที่ 1 ออกจากราชการตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2532 เป็นต้นไป

จำเลยที่ 1 ต้องชดใช้แก่โจทก์จำนวน 122,577.50 บาทจำเลยที่ 2 ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ตามสัญญาฉบับแรก ต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นเงิน 84,664.29 บาท ส่วนจำเลยที่ 3 ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ตามสัญญาฉบับที่สอง ต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นเงิน37,913.21 บาท โจทก์ทวงถามแล้วจำเลยทั้งสามเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์โดยจำเลยที่ 1ชำระเงินจำนวน 122,577.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 84,664.29 บาท และอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 37,913.21 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 84,664.29 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และจำเลยที่ 3 ชำระเงินจำนวน 37,913.21 บาท

พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาจำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ตามฟ้อง แต่จำเลยที่ 1 ทำสัญญารับสภาพหนี้ฉบับลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2533 ให้โจทก์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 3 และโจทก์มิได้แจ้งให้จำเลยที่ 3 ทราบถึงการทำสัญญารับสภาพหนี้ดังกล่าว โจทก์ยินยอมขยายระยะเวลาให้จำเลยที่ 1 ทำให้จำเลยที่ 3 หลุดพ้นจากความรับผิดขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 122,577 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ในต้นเงิน 84,664 บาท และอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 37,913 บาท

นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 4 มิถุนายน 2540) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ หรือชำระไม่ครบถ้วนให้จำเลยที่ 2 ชำระแทนเป็นเงิน 84,664 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี และให้จำเลยที่ 3 ชำระแทน เป็นเงิน 37,913 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยที่ 3 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์และจำเลยที่ 3มิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2528จำเลยที่ 1 ทำสัญญาข้าราชการไปศึกษาต่อภายในประเทศกับโจทก์มีกำหนด 2 ปี

นับแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2528 ถึงวันที่3 มิถุนายน 2530 โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน แต่จำเลยที่ 1เรียนไม่จบหลักสูตรตามเวลาที่ขออนุญาตไว้จึงขอขยายเวลาศึกษาต่อออกไปอีก 1 ภาคเรียนนับแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2530 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2530 โดยจำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกัน ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ขาดเรียนเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ถูกส่งตัวกลับต้นสังกัดเดิมในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2530 โจทก์แต่งตั้งคณะกรรมการทำการสอบสวนจำเลยที่ 1 ต่อมาโจทก์มีคำสั่งปลดจำเลยที่ 1 ออกจากราชการตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2532เป็นต้นไป ครั้นวันที่ 7 พฤษภาคม 2533 จำเลยที่ 1 ทำสัญญารับสภาพหนี้ให้โจทก์โดยจำเลยที่ 3 มิได้รู้เห็นยินยอมด้วยคดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ว่าการที่จำเลยที่ 1 กับโจทก์ทำสัญญารับสภาพหนี้ฉบับลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2533 ซึ่งสัญญารับสภาพหนี้ดังกล่าวโจทก์ขยายเวลาการชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 3 มิได้รู้เห็นยินยอมด้วยเป็นผลให้จำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันหรือไม่นั้น

เห็นว่า ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.5ข้อ 2 จำเลยที่ 3 ตกลงกับโจทก์ว่า หากมีการผ่อนเวลาชำระหนี้ตามสัญญาข้าราชการไปศึกษาต่อภายในประเทศหรือขยายเวลาอนุญาตให้ไปศึกษาต่อแก่จำเลยที่ 1 ไม่ว่ากรณีใด ๆ ให้ถือว่าจำเลยที่ 3 ได้ตกลงให้ความยินยอมในการผ่อนชำระหนี้หรือขยายระยะเวลานั้นด้วยทุกครั้งและยังรับเป็นผู้ค้ำประกันตามสัญญาดังกล่าวตลอดไป เห็นได้ว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นความยินยอมของจำเลยที่ 3 ที่ให้ไว้ล่วงหน้าในกรณีหากจะมีการผ่อนเวลาการชำระหนี้ หรือผ่อนผันการปฏิบัติตามสัญญาให้แก่จำเลยที่ 1 ดังนั้น สัญญารับสภาพหนี้ฉบับลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2533 ซึ่งโจทก์ขยายเวลาชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 ถือว่าได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 3 แล้ว

ส่วนที่จำเลยที่ 3 อ้างว่าสัญญารับสภาพหนี้ดังกล่าวเป็นการแปลงหนี้ใหม่นั้น เห็นว่าการทำสัญญารับสภาพหนี้ระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์เป็นการทำขึ้นเพื่อรับสภาพตามสิทธิเรียกร้องซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์อันเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงเท่านั้นมิใช่เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 กับโจทก์ได้ตกลงกันเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้อันจะทำให้หนี้เดิมระงับสิ้นไปด้วยการแปลงหนี้ใหม่แต่อย่างใด จำเลยที่ 3 จึงยังต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันต่อโจทก์ ที่ศาลชั้นต้น พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิรัตน์ ลัทธิวงศกร · ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน · วินัส เรืองอำพัน
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้