Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1804/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยอุทธรณ์ว่าที่ศาลแรงงานวินิจฉัยว่าโจทก์ได้รับค่าจ้างเป็นรายชั่วโมงอัตราวันละ1,883.08บาทขัดกับเอกสารและคำรับของโจทก์ไม่อาจรับฟังได้กรณีต้องฟังว่าโจทก์เป็นลูกจ้างรายเดือนได้รับค่าจ้างเดือนละ40,800บาทอันเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานจึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ.2522มาตรา54 สัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่องการคุ้มครองแรงงานข้อ46วรรคสามหมายถึงสัญญาจ้างที่กำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนตั้งแต่แรกเมื่อเข้าทำสัญญากันว่าตกลงจ้างมีกำหนดระยะเวลานานเท่าใดเมื่อครบกำหนดระยะเวลานั้นแล้วก็จะไม่มีการจ้างกันต่อไปอีก นอกจากจำเลยทั้งสองตกลงจ้างโจทก์มีกำหนดระยะเวลา15เดือนแล้วยังมีข้อความต่อไปอีกว่า"และสามารถต่ออายุสัญญาได้โดยการตกลงร่วมกันทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการของโครงการ"ดังนี้เมื่อครบกำหนดระยะเวลา15เดือนแล้วหากงานตามโครงการของจำเลยทั้งสองยังมีความต้องการจ้างโจทก์ต่อไปอีกจำเลยทั้งสองและโจทก์สามารถตกลงต่ออายุสัญญาคือขยายระยะเวลาการจ้างต่อไปอีกได้งานตามโครงการของจำเลยทั้งสองจะหมดความจำเป็นที่จะจ้างโจทก์เมื่อใดไม่อาจกำหนดระยะเวลาให้แน่นอนลงไปได้การจ้างจะมีกำหนดระยะเวลานานเท่าใดจึงขึ้นอยู่กับความต้องการของโครงการซึ่งอาจมีต่อไปได้เรื่อยๆจนกว่าจะหมดความจำเป็นการที่สัญญาดังกล่าวจะได้กำหนดระยะเวลาการจ้างช่วงแรกไว้เป็นเวลา15เดือนก็ถือไม่ได้ว่าเป็นสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่องการคุ้มครองแรงงานข้อ46วรรคสามอันจะทำให้จำเลยทั้งสองได้รับการยกเว้นไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์เมื่อเลิกจ้าง

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน มาตรา 46

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2537 จำเลยทั้งสองว่าจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ประสานงานได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายชั่วโมงละ 235,385 บาท โดยทำงานวันละ8 ชั่วโมง โจทก์ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายวันละ 1,883.08 บาท ต่อมาวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2539 จำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิด โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย90 วัน เป็นเงิน 169,477.20 บาท โจทก์ทวงถามแล้วจำเลยทั้งสองไม่ยอมจ่ายให้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจ่ายค่าชดเชยจำนวน169,477.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายนับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเนื่องจากจำเลยทั้งสองจ้างโจทก์ทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยด้านเอกสารการนำเข้าประจำโครงการก่อสร้างโรงกลั่นน้ำมันที่จำเลยทั้งสองประมูลได้โดยโจทก์มีหน้าที่ในการตรวจสอบ

บันทึกและยื่นเอกสารการนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์ต่าง ๆ งานที่โจทก์ทำมีลักษณะเป็นงานครั้งคราวที่มีกำหนดการสิ้นสุดหรือความสำเร็จของงานไม่เกิน 2 ปีกล่าวคือ เมื่อจำเลยทั้งสองนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่จำเป็นในการก่อสร้างจากต่างประเทศเรียบร้อยแล้ว งานที่จำเลยทั้งสองจ้างโจทก์ทำก็จะเสร็จสิ้น และจำเลยทั้งสองได้ทำสัญญาจ้างโจทก์เป็นหนังสือตั้งแต่เมื่อเริ่มจ้างโดยมีกำหนดระยะเวลาการจ้างแน่นอนนอกจากนี้งานที่จำเลยทั้งสองจ้างโจทก์ทำก็เป็นงานในโครงการสร้างโรงกลั่นน้ำมันของบริษัทหนึ่งซึ่งเป็นงานในโครงการเฉพาะไม่ใช่งานปกติของธุรกิจจำเลย ทั้งเป็นงานที่มีระยะเวลาเริ่มต้นกับเวลาสิ้นสุดของงานที่แน่นอน และสัญญาจ้างโจทก์ได้กำหนดค่าจ้างอัตราสุดท้ายเป็นรายเดือนเดือนละ 40,800 บาท

หากโจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยก็ไม่เกิน 122,400 บาท ขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองจ่ายค่าชดเชยจำนวน 169,477.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลย ทั้ง สอง อุทธรณ์ ต่อ ศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2537 จำเลยทั้งสองว่าจ้างโจทก์ทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ประสานงานโดยทำสัญญาจ้างเป็นหนังสือตามเอกสารหมาย ล.1 มีกำหนดระยะเวลาจ้าง 15 เดือนจำเลยทั้งสองและโจทก์ตกลงทำสัญญาเป็นหนังสือขยายระยะเวลาจ้างต่อไปอีก 6 เดือน ตามเอกสารหมาย ล.2 ซึ่งจะครบกำหนดระยะเวลาจ้างในวันที่ 21 พฤษภาคม 2539 แต่จำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2539 ก่อนครบกำหนดตามสัญญา โดยจำเลยทั้งสองจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ไปจนถึงวันครบกำหนดตามสัญญาจ้างเป็นเวลา 51 วันมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ข้อแรกว่าที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ได้รับค่าจ้างเป็นรายชั่วโมงอัตราวันละ 1,883.08 บาท

นั้น ขัดกับเอกสารและคำรับของโจทก์ไม่อาจรับฟังได้ กรณีต้องฟังว่าโจทก์เป็นลูกจ้างรายเดือนได้รับค่าจ้างเดือนละ 40,800 บาท เห็นว่าอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 54 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยปัญหาที่ว่าสัญญาจ้างระหว่างจำเลยทั้งสองกับโจทก์เป็นสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนหรือไม่นั้น เห็นว่า สัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนตามประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46 วรรคสาม หมายถึง สัญญาจ้างที่กำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน

ตั้งแต่แรกเมื่อเข้าทำสัญญากันว่าตกลงจ้างมีกำหนดระยะเวลานานเท่าใด เมื่อครบกำหนดระยะเวลานั้นแล้วก็จะไม่มีการจ้างกันต่อไปอีก แต่สัญญาจ้างตามเอกสารหมาย ล.1นอกจากจำเลยทั้งสองตกลงจ้างโจทก์มีกำหนดระยะเวลา15 เดือนแล้ว ยังมีข้อความต่อไปอีกว่า "และสามารถต่ออายุสัญญาได้โดยการตกลงร่วมกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการของโครงการ"จากข้อความดังกล่าวเห็นได้ว่าเมื่อครบกำหนดระยะเวลา 15 เดือนแล้วหากงานตามโครงการของจำเลยทั้งสองยังมีความต้องการจ้างโจทก์ต่อไปอีก จำเลยทั้งสองและโจทก์สามารถตกลงต่ออายุสัญญาคือขยายระยะเวลาการจ้างต่อไปอีกได้ งานตามโครงการของจำเลยทั้งสองจะหมดความจำเป็นที่จะจ้างโจทก์เมื่อใดไม่อาจกำหนดระยะเวลาให้แน่นอนลงไปได้

การจ้างจะมีกำหนดระยะเวลานานเท่าใดจึงขึ้นอยู่กับความต้องการของโครงการซึ่งอาจมีต่อไปได้เรื่อย ๆจนกว่าจะหมดความจำเป็น เมื่อสัญญาจ้างเอกสารหมาย ล.1มีข้อความให้เห็นได้ดังกล่าวแล้วแม้สัญญาดังกล่าวจะกำหนดระยะเวลาการจ้างช่วงแรกไว้เป็นเวลา 15 เดือน ก็ถือไม่ได้ว่าสัญญาจ้างเอกสารหมาย ล.1 เป็นสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลา การจ้างไว้แน่นอน ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานข้อ 46 วรรคสาม อันจะทำให้จำเลยทั้งสองได้รับการยกเว้นไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์เมื่อเลิกจ้าง ด้วยเหตุนี้เมื่อจำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์ จำเลยทั้งสองจึงต้องจ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยตามฟ้องให้แก่โจทก์พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พิมล สมานิตย์ · อัมพร ทองประยูร · อำนวย หมวดเมือง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1056/2543

โจทก์อุทธรณ์ว่า การกู้ยืมเงินเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์การที่จำเลยออกระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานว่า ห้ามพนักงานปล่อยเงินกู้โดยถือเป็นความผิดในกรณีร้ายแรง เป็นการออกระเบียบที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2572/2541

โจทก์ฟ้องอ้างว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลย จำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้างและเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานและ ป.พ.พ. จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ได้เป็นลูกจ้างแต่เป็นหุ้นส่วนทำกิจการร่วมกัน และโจทก์ม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2607/2541

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 104 ประกอบ พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 31 ศาลแรงงานย่อมมีอำนาจเต็มที่ในอันที่จะวินิจฉัย ว่า พยานหลักฐานที่คู่ความนำมาสื…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2599/2541

ตามประกาศของจำเลยที่ปลดโจทก์ออกจากงาน จำเลยอ้างเหตุ เพียงว่าโจทก์ละทิ้งการปฏิบัติงานเท่านั้น เท่ากับจำเลยประสงค์จะถือเอาเฉพาะเหตุที่ระบุในประกาศเพียงประการเดียวเป็นเหตุเลิกจ้าง ไม่ได้ถือเอาเหตุอื่นเป็…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6067/2567

แม้คดีนี้จำเลยจะให้การต่อสู้เรื่องอำนาจฟ้องไว้ในคำให้การเพียงประการเดียวว่า โจทก์ยื่นคำฟ้องเกินระยะเวลาที่ พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 กำหนดไว้ โดยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ด้วยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจา…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้