Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1782/2516

พ.ศ. 2516 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยโดยบรรยายข้อเท็จจริงมาในฟ้องเกี่ยวกับเจตนาในการทำนิติกรรมรายนี้ว่า โจทก์ที่ 1 ถูกจำเลยหลอกลวงว่าให้ทำนิติกรรมเสียทีหนึ่งก่อน แล้วค่อยโอนให้โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4ในภายหลัง โจทก์ที่ 1 จึงโอนที่ดินพิพาทให้จำเลยโดยไม่รู้เท่าทันถึงเหตุการณ์ โจทก์ที่ 1 ไม่มีเจตนายกที่ดินพิพาทให้จำเลยแต่เพียงผู้เดียวเป็นฟ้องที่กล่าวโดยชัดแจ้งพอให้จำเลยเข้าใจสภาพแห่งข้อหาของโจทก์แล้ว แม้โจทก์จะระบุด้วยว่า การกระทำดังกล่าวเป็นกลฉ้อฉลและเป็นการแสดงเจตนาลวงอันเป็นการขัดกันก็เป็นการยกเอากฎหมายมาปรับกับข้อเท็จจริงตามความเข้าใจของโจทก์ หาเป็นเหตุที่จะถือว่าฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมไม่ โจทก์ฟ้องเรียกที่ดินพิพาทจากจำเลยทั้งหมด แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ที่ 1 ได้ยกส่วนของตนให้จำเลยไปแล้ว และโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทในฐานะทายาทผู้รับมรดกของ ส. บิดาซึ่งยังมีทายาทอื่นอีก เช่น จำเลย อีกด้วย. เฉพาะส่วนของ โจทก์ที่ 1ในฐานะภริยาของ ส. ซึ่งยกให้จำเลยนั้น ข้อเท็จจริงก็ยังฟังเป็นยุติไม่ได้ว่ามีอยู่ครึ่งหนึ่งหรือ 1 ใน 3 ดังนี้ ยังไม่สมควรที่ศาลจะพิพากษาให้แบ่งส่วนในที่ดินพิพาทไปเลย ควรให้โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับจำเลยในโฉนดที่ดินรายพิพาทตามคำขอของโจทก์เท่านั้นฝ่ายใดจะมีกรรมสิทธิ์อยู่เป็นส่วนเท่าใด เป็นเรื่องที่จะต้องไปว่ากล่าวเอาแก่กันเป็นอีกคดีหนึ่งต่างหาก

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ ๑ เป็นมารดาของโจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๔ และจำเลยนายสำลีสามีโจทก์ที่ ๑ กับนายขำนางบางบิดามารดา มีกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินโฉนดที่ ๓๘๒๗ คนทั้งสามตายโจทก์ทุกคนและบุตรอื่นเป็นผู้รับมรดกแต่ลงชื่อโจทก์ที่ ๑ ในโฉนดเพียงผู้เดียวถือกรรมสิทธิ์โดยส่วนตัวและแทนโจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๔ ต่อมาโจทก์ที่ ๑ ประสงค์จะโอนที่แปลงนี้ให้บุตรทุกคนมีชื่อร่วมกับโจทก์ แต่บุตรอื่นกับโจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๔ ไม่ไปสำนักงานที่ดินโจทก์ที่ ๑ หลงเชื่อคำหลอกลวงของจำเลยว่าให้ทำนิติกรรมเสียทีหนึ่งก่อนแล้วค่อยโอนให้โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๔ และบุตรอื่นภายหลัง จึงได้ทำนิติกรรมยกที่ดินดังกล่าวให้จำเลยแต่ผู้เดียว ก่อนทำนิติกรรมที่ดินถูกเวนคืนบางส่วนและจะได้รับค่าทดแทน ๖๐,๐๐๐ บาท

จำเลยไม่ยอมโอนใส่ชื่อโจทก์ทุกคนในโฉนด ขอให้พิพากษาว่านิติกรรมให้ที่ดินรายพิพาทระหว่างโจทก์ที่ ๑กับจำเลยเป็นโมฆะ ให้เพิกถอนเสีย ให้จำเลยโอนคืนแก่โจทก์ ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับที่ดินและเงินค่าทดแทน ให้เจ้าพนักงานที่ดินใส่ชื่อโจทก์ทุกคนเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ และให้โจทก์มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนจากการเวนคืน จำเลยต่อสู้ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องเคลือบคลุม โจทก์ที่ ๑ยกที่พิพาทให้จำเลยโดยสมัครใจ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ เป็นว่า ให้แบ่งที่พิพาทที่เหลือจากการเวนคืนรวมทั้งเงินค่าทดแทน ๖๐,๐๐๐ บาท ออกเป็น ๑๖ ส่วน ให้โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๔ได้คนละ ๑ ส่วน ให้จำเลยใส่ชื่อโจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๔ เป็นเจ้าของร่วมด้วยตามส่วน โจทก์จำเลยฎีกา ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ที่ ๑ เป็นภรรยาของนายสำลี โจทก์ที่ ๒ถึงที่ ๔ เป็นบุตรของนายสำลีเกิดด้วยโจทก์ที่ ๑ ที่ดินรายพิพาทเดิมมีชื่อนายสำลีถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันกับบิดามารดาในโฉนด เมื่อบิดามารดาตายส่วนของบิดามารดาก็เป็นมรดกตกได้แก่นายสำลี นายสำลีถึงแก่กรรมแล้วโจทก์ที่ ๑ เป็นผู้ขอรับมรดกที่พิพาท โอนใส่ชื่อโจทก์ที่ ๑ ในโฉนดแต่ผู้เดียวต่อมาโจทก์ที่ ๑ ได้โอนไปยังผู้อื่น แล้วก็ได้โอนกลับคืนมาเป็นของโจทก์ที่ ๑ อีกในที่สุดโจทก์ที่ ๑ ได้โอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลย ปัญหาที่จำเลยฎีกาว่าฟ้องเคลือบคลุม

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์บรรยายข้อเท็จจริงมาในฟ้องเกี่ยวกับเจตนาในการทำนิติกรรมรายนี้เป็นใจความว่า โจทก์ที่ ๑ ถูกจำเลยหลอกลวงว่าให้ทำนิติกรรมเสียทีหนึ่งก่อนแล้วจึงค่อยโอนให้โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๔ ในภายหลัง โจทก์ที่ ๑ จึงโอนที่พิพาทให้จำเลยโดยไม่รู้เท่าทันถึงเหตุการณ์ โจทก์ที่ ๑ ไม่มีเจตนายกที่พิพาทให้จำเลยแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่าเป็นการกล่าวโดยชัดแจ้งพอให้จำเลยเข้าใจสภาพแห่งข้อหาของโจทก์แล้ว การที่โจทก์ระบุมาด้วยว่าการกระทำดังกล่าวเป็นกลฉ้อฉลและเป็นการแสดงเจตนาลวงนั้น เป็นการยกเอากฎหมายมาปรับกับข้อเท็จจริงตามความเข้าใจของโจทก์ แม้จะขัดกันดังที่จำเลยฎีกาขึ้นมา ก็จะยกมาเป็นเหตุถือว่าฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหาได้ไม่

ปัญหาที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ที่ ๒ ถึง ๔ ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่พิพาทจำเลยมิได้ต่อสู้ว่า โจทก์ที่ ๒ ถึง ๔ ไม่มีสิทธิรับมรดกของนายสำลี ต้องฟังว่าโจทก์ที่ ๒ ถึง ๔ มีกรรมสิทธิ์ในที่พิพาทด้วย ปัญหาที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ที่ ๑ โอนที่พิพาทให้จำเลย มิใช่เป็นการโอนกันจริงจัง ไม่ใช่ข้อที่ว่ากล่าวมาในศาลชั้นต้น ตามฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องที่มีการโอนให้กันจริง ๆ มิใช่เพียงหลอก ๆ ปัญหาที่ว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแบ่งส่วนให้แก่โจทก์จำเลยเป็นการชอบหรือไม่และส่วนของโจทก์ควรมีเท่าใด

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๔มีกรรมสิทธิ์ในที่พิพาทในฐานะทายาทรับมรดกของนายสำลีบิดา และทายาทของนายสำลีก็มิได้มีแต่โจทก์เท่านั้นแต่มีคนอื่นเช่นจำเลยอีกด้วย โจทก์ที่ ๒ถึงที่ ๔ จึงควรได้แต่สวนแบ่งในที่พิพาท ไม่ใช่ควรได้ทั้งหมดตามที่เรียกร้องมาแต่ส่วนแบ่งของโจทก์มีเท่าใดนั้น คดีไม่มีข้อพิพาทกันมาโดยตรง โดยเฉพาะส่วนที่มิได้เป็นมรดก แต่เป็นของโจทก์ที่ ๑ ในฐานะที่เป็นภรรยาของนายสำลีก็ยังเป็นปัญหาอยู่ดังจะเห็นได้จากข้อโต้แย้งของโจทก์ในฎีกาว่า ส่วนของโจทก์ที่ ๑ ในฐานะภรรยาควรมีเพียง ๑ ใน ๓ เท่านั้น หาใช่ครึ่งหนึ่งดังคำวินิจฉัยศาลอุทธรณ์ไม่ ข้อเท็จจริงยังฟังเป็นยุติไม่ได้

ศาลฎีกาจึงเห็นว่ายังไม่สมควรที่จะพิพากษาให้แบ่งส่วนในที่พิพาทไปตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ควรให้โจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๔ มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับจำเลยในโฉนดที่ดินรายพิพาทตามคำขอของโจทก์เท่านั้น ฝ่ายใดจะมีกรรมสิทธิ์อยู่เป็นส่วนเท่าไร ก็เป็นเรื่องที่จะต้องไปว่ากล่าวเอาแก่กันเป็นอีกคดีหนึ่งต่างหาก สำหรับเงินทดแทนจากการเวนคืนที่ดินรายพิพาท เมื่อโจทก์เป็นเจ้าของร่วมในที่ดินรายพิพาท โจทก์ก็ย่อมมีสิทธิในเงินนั้นตามส่วนแต่จะขอให้บังคับเจ้าหน้าที่กรมโยธาเทศบาลและเทศบาลกรุงเทพ ซึ่งเป็นบุคคลนอกคดีเป็นผู้จ่ายให้ ศาลย่อมจะบังคับให้ไม่ได้

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เป็นว่า ให้จำเลยขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ใส่ชื่อโจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๔ ถือกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินรายพิพาทถ้าจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยและโจทก์ที่ ๒ ถึงที่ ๔ มีสิทธิในเงินทดแทนการเวนคืนที่ดินรายพิพาทตามส่วนแห่งกรรมสิทธิ์ คำขอของโจทก์นอกจากนี้ให้ยกเสีย

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เพรียบ หุตางกูร · สรรเสริญ ไกรจิตติ · รื่น วิไลชนม์
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายวิถี ปานะบุตร
ศาลอุทธรณ์ - นายศิริ จีระมะกร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้