คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ จำเลยเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน
โจทก์ฟ้องเรียกเอามรดกของบิดาจากจำเลยครึ่งหนึ่งโดยกล่าวในฟ้องว่า ได้ปกครองที่พิพาทร่วมกับจำเลยมาจำเลยต่อสู้ว่า บิดาทำพินัยกรรมยกทรัพย์ให้จำเลยกับน้องคนอื่นแล้ว และต่อสู้ว่าจำเลยครอบครองมาฝ่ายเดียว โจทก์นำคดีมาฟ้องเกิน 1 ปี คดีขาดอายุความแล้วคู่ความต่างไม่สืบพยาน และรับว่านายคล้อยบิดาตายเมื่อเดือน 11 พ.ศ. 2489 (เกิน 1 ปีแล้ว)
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีจำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ฎีกาศาลฎีกาเห็นว่า ที่โจทก์กล่าวในฟ้องว่า ได้ปกครองที่พิพาทร่วมมากับจำเลย เพื่อเป็นข้อสำคัญในการที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อเจ้ามรดกตายมากว่า 1 ปีได้นั้น เมื่อไม่มีการสืบพยานกัน ก็รับฟังเป็นความจริงไม่ได้ และที่ฝ่ายจำเลยอ้างว่า นายคล้อยทำพินัยกรรมยกที่พิพาทให้จำเลยและนายสำราญ ก็ฟังไม่ได้เช่นเดียวกันคงเหลือข้อสำคัญต่อไปว่า นายคล้อยเจ้ามรดกตายไปกว่า 1 ปีแล้วโจทก์จึงมาฟ้องคดีนี้ขอแบ่งมรดกจากจำเลยผู้เป็นทายาทของเจ้ามรดกเช่นเดียวกับโจทก์และจำเลยก็ตัดฟ้องว่า คดีขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 และโจทก์ก็ไม่นำสืบแก้ไขประการใด คดีโจทก์ไม่มีทางชนะจึง
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน