Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2534 (เลขอ้างอิง 17740)

พ.ศ. 2534 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ในบรรดาหนี้ที่ถึงกำหนดชำระพร้อมกันและมีประกันเท่ากันหนี้ที่มี ดอกเบี้ย สูงกว่า เป็นหนี้รายที่ตกหนักแก่ลูกหนี้มากกว่าจึงควรได้รับการปลดเปลื้องไปก่อน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 328 แม้จะมีข้อสัญญากำหนดเบี้ยปรับที่จำเลยจะต้องชำระให้โจทก์เมื่อผิดสัญญาแต่การที่จำเลยไม่ได้ชำระหนี้ใช้ทุนฝึกอบรมครบถ้วนเป็นเพราะโจทก์มีส่วนอนุญาตให้จำเลยไปศึกษาต่อต่างประเทศเป็นเหตุให้จำเลยไม่กลับมาใช้ทุนและลาออกจากราชการไป การคิดเอาเบี้ยปรับสองเท่าจึงเป็นจำนวนที่สูงเกินส่วน ศาลลดลงได้ ตามป.พ.พ. มาตรา 383.

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสองสำนวนนี้

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวนว่าจำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยที่ 2 ในสำนวนแรก กับจำเลยที่ 2 ในสำนวนหลังว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องเป็นใจความว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย โดยเป็นกรมในรัฐบาล จำเลยที่ 1 เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญสังกัดกรมวิสามัญศึกษา ได้รับคัดเลือกให้ไปศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยในประเทศแคนนาดา มีกำหนด 1 ปี 1 เดือน 3 วัน โดยทุนส่วนตัว(ทุนประเภท 2) เพื่อประโยชน์ของกรมวิสามัญศึกษาและได้รับเงินเดือนจากรัฐบาลไทย ในระหว่างลาไปศึกษาต่อจำเลยที่ 1 ทำสัญญาไว้ว่าระหว่างไปศึกษาต่อ จำเลยที่ 1 จะปฏิบัติตามระเบียบวินัยและข้อบังคับของทางราชการ

ยอมให้กรมวิสามัญศึกษาเรียกตัวกลับได้ก่อนกำหนด เมื่อจำเลยที่ 1 เสร็จการศึกษาแล้วจะต้องรับราชการต่อไปเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสองเท่าของเวลาที่ได้รับทุนหรือที่ได้รับเงินเดือนรวมทั้งเงินเพิ่ม ทั้งนี้สุดแต่เวลาใดจะมากกว่ากัน หากผิดสัญญาหรือไม่กลับมารับราชการ จำเลยที่ 1 ยอมใช้คืนเงินทุนและหรือเงินเดือนรวมทั้งเงินเพิ่มและหรือเงินอื่นใดทั้งสิ้นซึ่งได้รับจากทางราชการในระหว่างเวลาที่ได้รับอนุมัติให้ไปศึกษาต่อ นอกจากนี้ยังยอมจ่ายเงินเป็นเบี้ยปรับจำนวนหนึ่งเท่าของเงินที่ต้องชดใช้คืน หากจำเลยที่ 1 รับราชการไม่ครบเวลาเงินที่จะชดใช้คืนและเบี้ยปรับดังกล่าวจะลดลงตามส่วนของเวลาที่จำเลยที่ 1รับราชการ ทั้งนี้ โดยเงินที่ชดใช้คืนและเบี้ยปรับดังกล่าวจำเลยที่ 1 รับจะชำระหนี้ให้ทั้งหมดภายใน 30 วัน

ถัดจากวันรับแจ้งให้ชำระ หากไม่ชำระเงินภายในกำหนด หรือชำระไม่ครบยอมให้คิดดอกเบี้ยจากเงินที่ยังมิได้ชำระในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จำเลยที่ 2ทำสัญญาค้ำประกัน หลังจากจำเลยที่ 1 เดินทางไปศึกษาต่อครบกำหนดดังกล่าวข้างต้น โดยได้รับเงินเดือนระหว่างไปศึกษาต่อเป็นเงิน34,157.09 บาท จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องรับราชการชดใช้ทุนเป็นระยะเวลาสองเท่าของเวลาที่ไปศึกษาต่อเป็นเวลา 2 ปี 2 เดือน 6 วันหรือต้องชดใช้เงินสองเท่าของเงินที่ได้รับไปเป็นเงิน 68,314.18 บาทจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่รับราชการชดใช้ทุนจึงต้องชดใช้เงินให้แก่กรมวิสามัญศึกษาเป็นจำนวน 68,314.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ15 ต่อปี นับแต่วันลาออกจากราชการอันเป็นวันผิดนัดจนถึงวันชำระเสร็จ

จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันมีหน้าที่ร่วมรับผิดใช้เงินจำนวนดังกล่าวด้วย จำเลยที่ 2 ทำหนังสือรับสภาพหนี้ยอมรับผิดใช้หนี้ดังกล่าวให้โจทก์กับได้ชดใช้หนี้บางส่วนเป็นเงิน 11,500 บาทจำเลยที่ 1 ที่ 2 ต้องร่วมกันรับผิดใช้ต้นเงิน 68,314.18 บาทกับดอกเบี้ยให้โจทก์และเมื่อหักเงินที่ชดใช้บางส่วนแล้ว คงเหลือเงินที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ต้องร่วมกันใช้ให้โจทก์เป็นเงิน159,145.07 บาท และจำเลยที่ 1 ได้รับคัดเลือกให้ไปอบรมและดูงานการบริหารโรงเรียน ณ มหาวิทยาลัยอัลเบอร์ต้า ประเทศแคนนาดา โดยจำเลยที่ 1 ได้รับเงินเดือนจากรัฐบาลไทยในระหว่างลาไปฝึกอบรมการไปฝึกอบรมและดูงาน ดังกล่าว จำเลยที่ 1 ทำสัญญาไว้ทำนองเดียวกับสัญญาดังกล่าวข้างต้น และจำเลยที่ 3 ได้ทำสัญญาค้ำประกันหลังจากจำเลยที่ 1 เดินทางไปฝึกอบรมและดูงานตามกำหนดดังกล่าวโดยได้รับเงินเดือนระหว่างไปฝึกอบรม และได้รับเงินทุนการศึกษารวมเป็นเงิน 146,356.15 บาท

จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ตามสัญญาต้องรับราชการชดใช้ทุนเป็นระยะเวลาสามเท่าของเวลาที่ไปทำการฝึกอบรมและดูงาน หรือชดใช้เงินสามเท่าของเงินที่ได้รับไประหว่างฝึกอบรมและดูงานเป็นจำนวน 439,068.45 บาท จำเลยที่ 1 ผิดสัญญารับราชการชดใช้ทุนไม่ครบถ้วนโดยรับราชการชดใช้ทุนเพียง 325 วันก็ลาออกจากราชการ คงเหลือเวลาที่ต้องรับราชการใช้ทุนอีก 590 วันคิดเป็นเงินที่ต้องชดใช้ทุนเป็นจำนวน 283,115.16 บาท หักเงินสะสมที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับจำนวน 16,445.86 บาท คงเหลือเงินที่จำเลยที่ 1 จะต้องใช้เป็นจำนวน 266,669.30 บาท จำเลยที่ 3ผู้ค้ำประกันมีหน้าที่ต้องร่วมรับผิดเงินจำนวนดังกล่าว นอกจากนี้แล้วจำเลยที่ 1 ที่ 3 ต้องร่วมรับผิดชำระดอกเบี้ย ซึ่งคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 199,727.99 บาท

รวมเป็นหนี้ที่จำเลยที่ 1 ที่ 3ต้องร่วมกันชดใช้ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 466,397.29 บาท ขอให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ร่วมกันใช้เงินจำนวน 159,145.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของจำนวนเงิน 68,314.18 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ร่วมกันใช้เงินจำนวน 466,397.29 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ครึ่งต่อปี ของจำนวนเงิน 266,669.30 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาทั้งสองสำนวนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ใช้เงิน 172,297.58 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่1 ธันวาคม 2523 จนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระแก่โจทก์เสร็จสิ้นหากจำเลยที่ 1 ไม่ใช้ให้จำเลยที่ 3 ชำระแทน และให้จำเลยที่ 1ใช้เงิน 16,445.86 บาท

พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีนับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2523 จนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระแก่โจทก์เสร็จ หากไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ใช้แทน คำขอนอกจากนี้ให้ยกโจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องของโจทก์สำนวนแรกนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหามาสู่ศาลฎีกาข้อแรกว่าเงินสะสมจำนวน 16,445.86 บาท ของจำเลยที่ 1 จะต้องนำไปชำระหนี้รายใดก่อน ข้อเท็จจริงที่ศาลล่างทั้งสองฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 มิได้ระบุว่าให้นำเงินจำนวน 16,445.86 บาท ไปชำระหนี้รายใดกรณีจึงต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 328วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า "...ท่านว่าหนี้สินรายไหนถึงกำหนด

ก็ให้รายนั้นเป็นอันได้เปลื้องไปก่อน ในระหว่างหนี้สินหลายรายที่ถึงกำหนดนั้น รายใดเจ้าหนี้มีประกันน้อยที่สุด ก็ให้รายนั้นเป็นอันได้เปลื้องไปก่อน ในระหว่างหนี้สินหลายรายที่มีประกันเท่า ๆ กันให้รายที่ตกหนักที่สุดแก่ลูกหนี้เป็นอันได้เปลื้องไปก่อน..." หนี้ของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาเอกสารหมาย จ.34 ซึ่งจำเลยที่ 2เป็นผู้ค้ำประกันตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.35 และหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาเอกสารหมาย จ.36 ซึ่งจำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.37 ต่างก็ถึงกำหนดพร้อมกันและมีประกันเท่ากัน แต่หนี้รายที่จำเลยที่ 2 ค้ำประกันจะต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีตามสัญญา ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าหนี้รายที่จำเลยที่ 3 ค้ำประกันซึ่งจะต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

หนี้รายที่จำเลยที่ 2 ค้ำประกันจึงต้องเสียดอกเบี้ยมากกว่าหนี้รายที่จำเลยที่ 3 ค้ำประกัน แม้หนี้รายที่จำเลยที่ 3 ค้ำประกันจะมีจำนวนสูงกว่า เมื่อคำนวณดอกเบี้ยในระยะเวลาเท่ากันจำนวนดอกเบี้ยของหนี้รายที่จำเลยที่ 3 ค้ำประกันจะเป็นจำนวนสูงกว่าก็ตาม ก็มิได้ทำให้หนี้รายนี้ต้องเสียดอกเบี้ยมากกว่าดังที่โจทก์ฎีกาไม่ เพราะเมื่อเปรียบเทียบกรณีที่นำเงินสะสมของจำเลยที่ 1 จำนวน 16,445.86 บาท ไปชำระหนี้รายที่จำเลยที่ 2 หรือรายที่จำเลยที่ 3 ค้ำประกัน แล้วคำนวณดอกเบี้ยจากยอดหนี้คงเหลือ จะเห็นได้ว่ากรณีนำเงินสะสมดังกล่าวไปชำระหนี้รายที่จำเลยที่ 2 ค้ำประกัน ซึ่งจะต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่าจำนวนดอกเบี้ยให้หนี้ทั้งสองรายรวมกันในระยะเวลาภายหลังจากนั้นจะมีจำนวนน้อยกว่ากรณีนำเงินสะสมดังกล่าวไปชำระหนี้รายที่จำเลยที่ 3 ค้ำประกัน

การที่ให้หนี้รายที่จำเลยที่ 2ค้ำประกันได้ปลดเปลื้องไปก่อนจึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ของลูกหนี้ได้มากกว่าเพราะเป็นการลดภาระที่หนักกว่าของลูกหนี้ ดังนั้นหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูงกว่าจึงเป็นหนี้รายที่ตกหนักแก่ลูกหนี้คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ในข้อนี้ชอบแล้ว

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ปัญหาข้อต่อไปว่า จำนวนเบี้ยปรับตามสัญญาที่จำเลยที่ 3ค้ำประกันมีเพียงใดตามสัญญาเอกสารหมาย จ.36 ซึ่งจำเลยที่ 1ทำไว้กับโจทก์ข้อ 4 มีความว่า "ในกรณีที่ข้าพเจ้าผิดสัญญา...ข้าพเจ้าจะชดใช้เงินทุนซึ่งได้รับจากรัฐบาลแคนาดาทั้งหมดและเงินเดือนรวมทั้งเงินเพิ่มตลอดจนค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ถ้ามี ซึ่งได้รับจากทางราชการในระหว่างเวลาที่ได้รับอนุมัติให้ไปศึกษาเพื่อฝึกอบรม นอกจากนี้ข้าพเจ้าจะจ่ายเงินเป็นเบี้ยปรับให้แก่ผู้รับสัญญาอีกจำนวนหนึ่งเท่ากับสองเท่าของเงินที่ข้าพเจ้าต้องชดใช้คืน" นั้น เห็นว่า เป็นข้อสัญญากำหนดเบี้ยปรับที่จำเลยที่ 1 จะชำระให้โจทก์เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดสัญญา การที่จำเลยที่ 1ไม่ได้ชำระหนี้ใช้ทุนฝึกอบรมครบถ้วน เป็นเพราะโจทก์มีส่วนอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ไปศึกษาต่อต่างประเทศเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1ไม่กลับมาใช้ทุนและลาออกจากราชการไป

การคิดเอาเบี้ยปรับสองเท่าของจำนวนเงิน 146,356.15 บาท ที่จำเลยที่ 1 ต้องชดใช้คืนให้โจทก์จึงเป็นจำนวนที่สูงเกินส่วน ที่ศาลล่างทั้งสองอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 ลดเบี้ยปรับลงโดยกำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระเบี้ยปรับให้โจทก์หนึ่งเท่าของจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องชดใช้คืนให้โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกันอนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำนวนแรก ส่วนสำนวนหลังคงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยมิได้นำยอดเงินสะสมของจำเลยที่ 1 ซึ่งศาลชั้นต้นนำไปหักออกจากหนี้รายที่จำเลยที่ 3ค้ำประกันเข้าไปรวมใหม่ ทำให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ไม่เต็มจำนวนจึงเป็นการไม่ถูกต้อง

ดังนั้นเมื่อนำเงินสะสมของจำเลยที่ 1จำนวน 16,445.86 บาท ไปชำระหนี้รายที่จำเลยที่ 2 ค้ำประกันจำนวน 68,314.18 บาท เมื่อรวมกับจำนวนเงินที่จำเลยที่ 2 ชำระ11,500 บาท และที่ชำระด้วยเงินบำเหน็จของจำเลยที่ 1 จำนวน40,415 บาท แล้วคงเป็นจำนวนเงินที่ชำระหนี้รายที่จำเลยที่ 2เป็นผู้ค้ำประกันเกินอยู่ 46.68 บาท ให้นำเงินจำนวนนี้ไปหักออกจากหนี้รายที่จำเลยที่ 3 ค้ำประกัน จำนวน 188,743.44 บาทคงเป็นหนี้ที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามฟ้องสำนวนหลังเป็นเงิน188,696.76 บาท"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ใช้เงินจำนวน 188,696.76 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 1ธันวาคม 2523 จนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระแก่โจทก์เสร็จสิ้นหากจำเลยที่ 1 ไม่ใช้ให้จำเลยที่ 3 ชำระแทน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชุม สุกแสงเปล่ง · เทพฤทธิ์ ศิลปานนท์ · พินิจ ฉิมพาลี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้