คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๐๒ เวลากลางวัน โจทก์ได้มอบเงินให้จำเลยไปซื้อกระบือมาให้โจทก์ ๗,๐๐๐ บาท จำเลยรับรองว่าจะซื้อกระบือมาให้โจทก์ ๗ ตัวและจะนำมาให้โจทก์ภายในวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๐๓ ครั้นถึงกำหนด จำเลยก็มิได้นำกระบือมาให้โจทก์ ต่อมาวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๐๓ โจทก์จึงทราบว่าจำเลยได้มีเจตนาทุจริตยักยอกเอาเงิน ๗,๐๐๐ บาทที่โจทก์มอบให้ไปซื้อกระบือนั้นไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวเสีย โจทก์ทวงถามขอเงินคืนจำเลยก็ไม่ให้ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๓ ก่อนไต่สวนมูลฟ้อง
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว สั่งงดการไต่สวนและว่าฟ้องไม่สมบูรณ์ พิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์ว่าฟ้องสมบูรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕๘ (๕) คำฟ้องต้องบรรยายรายละเอียดที่เกี่ยวกับวันเวลาที่กระทำผิดด้วย เพื่อให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี แต่ฟ้องคดีนี้หาได้กล่าวถึงวันเวลาที่โจทก์หาว่าจำเลยมีเจตนาทุจริตยักยอกเงินที่โจทก์มอบให้ไปซื้อกระบือไม่ จึงเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์
ที่โจทก์ฎีกาว่า ต้องถือเอาวันที่จำเลยได้รับมอบเงินไปจากโจทก์เป็นวันกระทำผิด เพราะโจทก์ไม่มีทางจะทราบได้ว่าจำเลยเอาเงินไปใช้เสียเมื่อใดนั้น รับฟังไม่ได้ เพราะโจทก์ชอบที่จะระบุวันเวลาที่จำเลยกระทำผิดมาอย่างกว้าง ๆ ว่า ระหว่างวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๐๒ ถึงวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๐๓ หรือว่าถึงวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๐๓ วันเวลาใดไม่ปรากฏชัดจำเลยได้มีเจตนาทุจริตยักยอก??ดังนี้ก็ได้
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน