Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1770/2516

พ.ศ. 2516 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 และพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2477 มาตรา 29(4), 66 ที่แก้ไขเพิ่มเติมแล้ว จำเลยที่1 ฝ่ายเดียวอุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 2 กระทำประมาทฝ่ายเดียว ขอให้ยกฟ้อง แม้จำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์โต้แย้งในเรื่องบาดแผลมาด้วย ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้เป็นคุณแก่จำเลยได้แม้การขับรถของจำเลยเป็นที่น่าหวาดเสียว เป็นเหตุให้เกิดชนกันอย่างแรง ต่างเสียหายมากอย่างไรก็ตาม เมื่อลักษณะบาดแผลของผู้เสียหายที่ได้รับมีเพียงเจ็บบริเวณข้อศอกและปลายแขนซ้ายมีรอยช้ำเล็กน้อย รักษาประมาณ 2 วัน เท่านี้ ยังไม่รุนแรงจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย อันจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 390

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองต่างขับรถยนต์ด้วยความประมาทจากความระมัดระวังไม่ชะลอความเร็วของรถให้ช้าลงผ่านทางสี่แยกเพื่อให้เห็นความปลอดภัยในทางข้างหน้าเสียก่อน ต่างขับรถด้วยความเร็วเกินกว่า 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เกินกว่าอัตราความเร็วที่กฎหมายกำหนดไว้ เป็นการขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียว อันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน ผิดปกติวิสัยของการขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น ทำให้รถทั้งสองคันชนกันอย่างแรง เป็นเหตุให้นายสุรพล เตวิทย์ ซึ่งโดยสารมาบนรถของจำเลยที่ 1 ได้รับอันตรายแก่กายถึงบาดเจ็บ รักษา 2 วันหายขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2477 มาตรา 29(1), 66 พระราชบัญญัติจราจรทางบกแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4)

พ.ศ. 2508 มาตรา 7, 13 กฎกระทรวงมหาดไทยออกตามความในพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2477 (ฉบับที่ 2) ข้อ 11จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามบทกฎหมายที่โจทก์ฟ้องแต่ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 390 ซึ่งเป็นบทหนัก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 15 วัน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนคนละ 15 วัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ฝ่ายเดียว ขอให้ยกฟ้องศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงตามศาลชั้นต้น แต่เห็นว่า ลักษณะบาดแผลที่ผู้เสียหายได้รับยังถือไม่ได้ว่าได้รับอันตรายแก่กาย คงเป็นความผิดเฉพาะฐานขับรถโดยประมาทตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกเท่านั้น และเป็นเหตุลักษณะคดี

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2477 มาตรา 29(4), 66แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2508 มาตรา 7, 13 ปรับคนละ 500 บาท คำขออื่นให้ยกโจทก์ฎีกาว่า คดีนี้จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ฝ่ายเดียวว่า เหตุคดีนี้ จำเลยที่ 2 ประมาทฝ่ายเดียว มิได้อุทธรณ์ในเรื่องบาดแผลของผู้เสียหาย

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลอุทธรณ์กลับหยิบยกลักษณะบาดแผลของผู้เสียหายขึ้นวินิจฉัย แล้วพิพากษาแก้ว่าจำเลยทั้งสองไม่ผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 เป็นการนอกอุทธรณ์ มิชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192, 215 และการขับรถของจำเลยทั้งสองน่าหวาดเสียวเป็นเหตุให้เกิดชนกันอย่างแรง และต่างเสียหายมาก บาดแผลของผู้เสียหายจึงถือว่าเป็นอันตรายแก่กายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 แล้ว

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า เหตุคดีนี้ จำเลยที่ 2 กระทำประมาทฝ่ายเดียว ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 1 ปล่อยจำเลยที่ 1 พ้นข้อหาไปนั้น ย่อมหมายถึงว่า จำเลยมิได้กระทำความผิดตามบทกฎหมายที่โจทก์ฟ้องและที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดมา เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่าบาดแผลของนายสุรพล เตวิทย์ ที่ปรากฏในทางพิจารณามีลักษณะไม่ถึงกับเป็นอันตรายแก่กายอันจะทำให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยแล้ว แม้จำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์โต้แย้งในเรื่องบาดแผล ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจหยิบยกส่วนที่เป็นคุณขึ้นวินิจฉัยให้เป็นผลดีแก่จำเลยได้

จะถือว่าเป็นการนอกฟ้องอุทธรณ์ดังโจทก์ฎีกามาหาได้ไม่ และศาลฎีกาเห็นว่า แม้การขับรถของจำเลยเป็นที่น่าหวาดเสียว เป็นเหตุให้เกิดชนกันอย่างแรง และต่างเสียหายมากอย่างไรก็ตามแต่ลักษณะบาดแผลของนายสุรพล เตวิทย์ ตามรายงานชันสูตรบาดแผลท้ายฟ้องซึ่งนายสุรพล เตวิทย์ ก็ยอมรับว่าได้รับบาดเจ็บตามนั้น มีว่า เจ็บบริเวณข้อศอกและปลายแขนซ้ายมีรอยช้ำเล็กน้อย รักษาประมาณ 2 วัน เพียงเท่านั้นยังไม่รุนแรงจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย อันจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 ศาลอุทธรณ์พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน ยกฎีกาโจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
แผ้ว ศิวะบวร · สัญชัย สัจจวานิช · ศวิต สมหวัง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้