Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1769/2531

พ.ศ. 2531 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

วัดจำเลยที่ 1 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาแล้วจึงเป็นนิติบุคคลตาม ป.พ.พ. มาตรา 72 เจ้าอาวาสเป็นผู้แทนผู้มีอำนาจกระทำการแทนวัด ขณะที่วัดจำเลยที่ 1 ยังไม่มีเจ้าอาวาส จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพระลูกวัดเป็นผู้ติดต่อให้โจทก์มาช่วยสร้างโบสถ์ บอกบุญให้ประชาชนมาร่วมบริจาคเงินสร้างโบสถ์และคิดบัญชีกับโจทก์ เมื่อคิดบัญชีปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้ค่าวัสดุก่อสร้างที่โจทก์ออกเงินทดรองจ่ายไปก่อน จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้โดยจำเลยที่ 1 ระบุฐานะว่าเป็นตัวแทนคณะกรรมการจัดงานฝังลูกนิมิตวัดจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 ระบุว่าเป็นกรรมการของวัดจำเลยที่ 1 พฤติการณ์เหล่านี้ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เชิดตัวเองเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 เจ้าคณะตำบลอาศัยอำนาจตามกฎหมายมหาเถระสมาคม ฉบับที่ 6 (พ.ศ.2506) ข้อ 4 วรรคหนึ่ง แต่งตั้งให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ย่อมมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับเจ้าอาวาสตามมาตรา 39 แห่ง พ.ร.บ. คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 หลังจากจำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสอันเป็นผู้แทนของจำเลยที่ 1 ได้รู้ถึงพฤติการณ์ตามวรรคแรกของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ก็มิได้ทักท้วงหรือเพิกถอนการกระทำดังกล่าว ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้ให้สัตยาบันแก่การกระทำของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ผู้สุจริตเสมือนว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 หาต้องร่วมรับผิดเป็นส่วนตัวไม่ โจทก์เข้าช่วยเหลือในการสร้างโบสถ์โดยมิได้หวังผลตอบแทนในทางการค้าจากจำเลยที่ 1 การกระทำของโจทก์จึงไม่เข้าลักษณะเป็นผู้ค้าในการดูแลกิจการของผู้อื่นหรือรับทำการงานต่าง ๆ การที่โจทก์เรียกเอาค่าที่ได้ดอกเงินทดรองไปในการก่อสร้างโบสถ์จึงไม่อยู่ในบังคับแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 165 (7) ซึ่งมีอายุความ 2 ปี สิทธิเรียกร้องของโจทก์มีอายุความ 210 ปี ตาม ป.พ.พ.มาตรา 164

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.พ.พ. มาตรา 72 ป.พ.พ. มาตรา 75 ป.พ.พ. มาตรา 164 ป.พ.พ. มาตรา 165 ป.พ.พ. มาตรา 821 ป.พ.พ. มาตรา 823 พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 39 พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 34

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่ได้มอบหมายให้โจทก์สร้างโบสถ์วัดจำเลยที่ ๑ โดยให้โจทก์ทดรองจ่ายค่าวัสดุต่างๆ ไปก่อนและจำเลยได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้แต่ไม่ใช่หนี้โจทก์ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน ๕๖,๒๘๔.๔๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การว่าจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เพราะมิได้กระทำในฐานะส่วนตัวและมิได้กระทำแทนจำเลยที่ ๑ เพราะขณะนั้นจำเลยที่ ๑ ยังมิได้เป็นนิติบุคคล จำเลยที่ ๑ จึงไม่ต้องรับผิดด้วย ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ๒ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๕ (๗)

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมกันชำระเงินจำนวน ๔๐,๙๓๔.๒๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ ๔ ร่วมรับผิดในเงินจำนวน ๒๐,๓๗๙.๒๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า วัดจำเลยที่ ๑ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาตั้งแต่พุทธศักราช ๒๕๑๖ จึงเป็นนิติบุคคลจำพวกวัดวาอารามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๒ และเจ้าอาวาสเป็นผู้แทนผู้มีอำนาจกระทำการแทนวัดขณะเกิดเหตุกรณีที่โจทก์นำมาฟ้องคดีนี้ วัดจำเลยที่ ๑ ยังไม่มีเจ้าอาวาส จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นลูกวัดเป็นผู้ติดต่อให้โจทก์มาช่วยสร้างโบสถ์ให้ ในการคิดบัญชีหนี้สินในการก่อสร้างโบสถ์ที่โจทก์ออกเงินทดรองจ่ายไปก่อน จำเลยที่ ๒ เป็นผู้คิดบัญชีกับโจทก์และเป็นผู้บอกบุญให้ประชาชนมาร่วมบริจาคเงินสร้างโบสถ์ เมื่อคิดบัญชีแล้วปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ เป็นหนี้ค่าวัสดุก่อสร้างที่โจทก์ออกเงินทดรองจ่ายไปก่อน เป็นเงิน ๒๐,๓๗๙.๒๐ บาท

จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ก็ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ว่าจำเลยที่ ๑ เป็นหนี้โจทก์เป็นเงินจำนวนดังกล่าวจริง โดยระบุฐานะในหนังสือรับสภาพหนี้ว่าเป็นตัวแทนคณะกรรมการจัดงานฝังลูกนิมิตวัดโคกสำโรง (จำเลยที่ ๑) ส่วนหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.๒ และจ. ๓ ที่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ทำขึ้นก็ได้ระบุฐานะของจำเลยที่ ๓ ว่าเป็นกรรมการของวัดจำเลยที่ ๑ ต่อมาอีกประมาณ ๒ ปี เจ้าคณะตำบลอาศัยอำนาจตามกฎมหาเถระสมาคม ฉบับที่ ๖ (พ.ศ.๒๕๐๖) ข้อ ๔ วรรคหนึ่งแต่งตั้งให้จำเลยที่ ๒ เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดจำเลยที่ ๑ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับเจ้าอาวาส ตามมาตรา ๓๙ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕ และจำเลยที่ ๒ ดำรงตำแหน่งดังกล่าวนี้มาตลอดมาจนกระทั่งโจทก์ฟ้องคดีนี้ ซึ่งเป็นระยะเวลาหลังจากจำเลยที่ ๒ ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสกว่า ๕ ปี

จำเลยที่ ๒ ในฐานะเป็นผู้แทนของจำเลยที่ ๑ รู้ถึงพฤติการณ์อันถือได้ว่าจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ เชิดตัวเองเป็นตัวแทนของจำเลยที่ ๑ ก็มิได้ทักท้วงหรือเพิกถอนการกระทำดังกล่าว ถือได้ว่าจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ผู้แทนให้สัตยาบันแก่การกระทำของจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ จำเลยที่ ๑ จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ผู้สุจริตเสมือนว่าจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ เป็นตัวแทนของจำเลยที่ ๑ สำหรับฎีกาของจำเลยที่ ๑ ที่ว่าเงินที่โจทก์ทดรองจ่ายส่วนหนึ่งเป็นของผู้อื่นซึ่งมิได้มอบอำนาจให้โจทก์ฟ้องคดีนั้น จำเลยที่ ๑ มิได้ยกข้อเท็จจริงที่อ้างอิงในฎีกาขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ จึงมิใช่ข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้ ที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า

คดีของโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๕ (๗) นั้น ปรากฏว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่มีต่อจำเลยที่ ๑ เกิดขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๑๘ และในปีเดียวกันนั้นจำเลยที่ ๑ ก็ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ยอมรับตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์ แม้จะทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตั้งแต่วันทำหนังสือรับสภาพนี้ แต่โจทก์เข้าช่วยเหลือในการสร้างโบสถ์ก็โดยมีเจตนาทะนุบำรุงพระพุทธศาสนา มิได้หวังผลตอบแทนจากจำเลยที่ ๑ ในทางการค้าการกระทำของโจทก์จึงมิเข้าลักษณะเป็นผู้ค้าในการดูแลกิจการของผู้อื่นหรือรับทำการงานต่าง ๆ การที่โจทก์เรียกเอาค่าที่ได้ออกเงินทดรองไปในการก่อสร้างโบสถ์ให้จำเลยที่ ๑ จึงไม่อยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๕ (๗) ซึ่งมีอายุความสองปี

สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีอายุความสิบปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๔ โจทก์ฟ้องคดีนี้หลังจากจำเลยที่ ๑ ทำหนังสือรับสภาพหนี้ไม่ถึงแปดปี คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ และฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ ๑ ชำระหนี้แก่โจทก์แล้ว ๑๐,๖๐๕ บาท ที่โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ใช้เงินให้โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นั้น ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้แล้วว่า ในการทำหนังสือรับสภาพหนี้จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ กระทำไปโดยเชิดตัวเองเป็นตัวแทนของจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ รู้แล้วได้ให้สัตยาบัน จำเลยที่ ๑ จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ผู้สุจริตเสมือนว่าจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ เป็นตัวแทนของตนแม้หนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย

จ.๓ ซึ่งจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ กับพวกทำขึ้นนั้น จะมีข้อความว่า "ข้าพเจ้า (จำเลยที่ ๒) และคณะกรรมการวัดโคกสำโรงยินยอมให้พระครูพิพัฒน์สิทธิการ (โจทก์) ฟ้องร้องได้ตามกฎหมาย" ก็มิได้หมายความว่า จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ ยอมรับผิดเป็นส่วนตัว เพราะจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ กระทำไปโดยเชิดตัวเองเป็นตัวแทนของจำเลยที่ ๑ และตอนต้นของหนังสือรับสภาพหนี้ฉบับนี้ก็ได้ระบุไว้ชัดเจนว่าหนี้ที่ยอมรับสภาพตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์เป็นค่าธูป เทียนทอง เข็มและด้ายที่โจทก์ออกเงินทดรองไปก่อน จำเลยที่ ๓ ก็ได้ระบุฐานะของตนในหนังสือรับสภาพหนี้ฉบับนี้เป็นกรรมการวัดจำเลยที่๑ สิ่งของดังกล่าวก็ได้ใช้ในการผูกพัทธสีมาโบสถ์วัดจำเลยที่ ๑ มิใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตัวของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ข้อเท็จจริงเหล่านี้ถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ยอมตนเข้าผูกพันรับผิดหนี้ตามฟ้องเป็นส่วนตัว ดังนั้นจำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ด้วย

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินจำนวน ๓๐,๓๖๙.๒๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
บุญส่ง คล้ายแก้ว · ธีรศักดิ์ กรรณสูต · ถวิล ทองสว่างรัตน์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี - นายเกษม วีรวงศ์
ศาลอุทธรณ์ - นายบุญส่ง วรรณกลาง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2321/2528

จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ทำสัญญาขายลดตั๋วเงินกับ โจทก์ต่อมาจำเลยที่ 2 มอบเช็คให้ ส.นำไปแลกเงินจาก โจทก์ โดยมีจดหมายไปถึงพนักงานสินเชื่อของโจทก์ให้จัดการ เรื่องแลกเช็คกระดาษที่เขียนก็เป็นกระดาษแบบพิมพ์…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15911/2555

โจทก์ซื้อรถยนต์พิพาทของจำเลยที่ 1 โดยติดต่อกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้จัดการฝ่ายขายของจำเลยที่ 1 โดยสุจริต ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในการขายรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ แม้จำเลยที่ 1 จะ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 397/2554

ในขณะที่จำเลยที่ 1 เป็นประธานกรรมการดำเนินการของโจทก์ และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 14 เป็นคณะกรรมการ ที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2540 ของโจทก์มีมติอนุมัติให้ซื้อรถยนต์เพื่อใช้ในกิจการของโจทก์สองคัน ในวงเงิน 1,5…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5336/2550

ส. เดินทางไปกับ ก. ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจช่วงของโจทก์และร่วมกันเจรจาขอรับรถยนต์คืนตลอดจนทำบันทึกการตรวจสภาพรถมอบให้แก่ตัวแทนของจำเลยที่ 1 เป็นพฤติการณ์ที่ ส. แสดงออกเป็นตัวแทนของโจทก์ และโจทก์ก็รับเอา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1962/2548

การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยโจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจที่มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินธุรกิจและขายอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ โจทก์จึงไม่เป็นพ่อค้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 165 (1) เดิม แต่ต่อมามาตรา 193/34 (1)…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้