Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1765/2542

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยเปิดบัญชีกระแสรายวันกับโจทก์ซึ่งเป็นธนาคารแล้วจำเลยออกเช็คสั่งจ่ายเงินเกินกว่าจำนวนเงินที่จำเลยมีอยู่ในบัญชีและโจทก์ยอมผ่อนผันยอมจ่ายไปให้ โจทก์ได้หักทอนบัญชีทุกเดือนและคิดดอกเบี้ยทบต้นจากจำนวนเงินที่จำเลยเป็นหนี้โจทก์ในเดือนนั้นส่วนอัตราดอกเบี้ยโจทก์คิดตามอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บจากลูกค้าได้ซึ่งเกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีโจทก์และจำเลยถือปฏิบัติต่อกันเช่นนี้เป็นเวลาหลายปีมีการนำเงินเข้าและถอนเงินจากบัญชีหลายสิบครั้ง แสดงว่าโจทก์จำเลยตกลงให้หักทอนบัญชีหนี้อันเกิดแต่กิจการในระหว่างกันและคงชำระหนี้ส่วนที่เป็นจำนวนคงเหลือถือได้ว่าโจทก์จำเลยได้ทำสัญญาบัญชีเดินสะพัดต่อกันโดยปริยาย จำเลยไม่ได้นำเงินเข้าหรือถอนเงินจากบัญชีนั้นเป็นเวลาถึง 5 ปีเศษ โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ยินยอมให้จำเลยถอนเงินจากบัญชี แสดงว่าโจทก์และจำเลยไม่ประสงค์จะเดินสะพัดทางบัญชีระหว่างกันอีกต่อไป โจทก์หักทอนบัญชีครั้งสุดท้ายภายหลังจากที่ไม่มีการเดินสะพัดทางบัญชีสัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์จำเลยจึงเลิกกันโดยปริยายนับแต่วันนั้น การที่ต่อมาจำเลยนำเงินเข้าบัญชีและโจทก์นำไปหักใช้หนี้ จึงเป็นการนำเงินเข้าเพื่อชำระหนี้หาทำให้สัญญาบัญชีเดินสะพัดซึ่งเลิกกันไปแล้ว เกิดขึ้นมาใหม่หรือกลับมามีผลไม่ แม้การที่จำเลยนำเงินเข้าบัญชีในภายหลังดังกล่าวจะไม่มีผลต่อสัญญาบัญชีเดินสะพัดที่เลิกไปแล้ว แต่การกระทำดังกล่าวเป็นการชำระหนี้บางส่วน ย่อมมีผลทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14(1)ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนหน้านั้นไม่นับเข้าในอายุความ และให้เริ่มนับใหม่ตั้งแต่เวลานั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/15 สิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้ต้นเงินตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดไม่มีกฎหมายกำหนดไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30ส่วนอายุความเรียกดอกเบี้ยค้างชำระมีอายุความ 5 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33(1)

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 51,536.30 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 42,016.80 บาทนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 17,061.94 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2532 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นได้รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2519 จำเลยได้ขอเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับโจทก์ตามใบขอเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันเอกสารหมาย

จ.4 จำเลยได้นำเงินเข้าฝากและเบิกถอนเงินจากบัญชีดังกล่าวโดยสั่งจ่ายเช็คหลายฉบับเป็นเวลาหลายปี ถ้าเงินในบัญชีของจำเลยไม่พอจ่าย โจทก์จะจ่ายเงินแทนไปและคิดดอกเบี้ยทบต้นในหนี้ที่ค้างชำระทุกเดือนโดยคิดดอกเบี้ยอัตราสูงสุดที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตให้เรียกเก็บได้ จำเลยออกเช็คสั่งจ่ายเงินครั้งสุดท้ายวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2527 และนำเงินเข้าบัญชีครั้งสุดท้ายวันที่ 24 พฤษภาคม 2532 ปรากฏตามบัตรบัญชีเอกสารหมาย จ.5จำเลยฎีกาข้อแรกว่า โจทก์จำเลยไม่ได้ตกลงเรื่องอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมโจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า แม้นายสมชาย กาญจนานุรักษ์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์จะเบิกความว่าจำเลยทำสัญญาบัญชีเดินสะพัดกับโจทก์โดยเปิดบัญชีเลขที่ 021-6-00907-3 ยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยจากเงินที่เบิกเกิน รายละเอียดปรากฏตามใบขอเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันเอกสารหมาย จ.4 และจำเลยจะไม่ได้สืบพยานแต่ตามเอกสารดังกล่าวไม่มีข้อความแสดงให้เห็นว่าโจทก์จำเลยตกลงทำสัญญาบัญชีเดินสะพัดและจำเลยยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยได้เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี อย่างไรก็ตามการที่จำเลยเปิดบัญชีกระแสรายวันกับโจทก์ซึ่งเป็นธนาคาร แล้วจำเลยออกเช็คสั่งจ่ายเงินเกินกว่าจำนวนเงินที่จำเลยมีอยู่ในบัญชีและโจทก์ผ่อนผันยอมจ่ายให้ไปโจทก์ได้หักทอนบัญชีทุกเดือนและคิดดอกเบี้ยทบต้นจากจำนวนเงินที่จำเลยเป็นหนี้โจทก์ในเดือนนั้น

ส่วนอัตราดอกเบี้ยโจทก์คิดตามอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บจากลูกค้าได้ซึ่งเกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี โจทก์และจำเลยถือปฏิบัติต่อกันเช่นนี้เป็นเวลาหลายปี มีการนำเงินเข้าและถอนเงินจากบัญชีหลายสิบครั้งแสดงว่าโจทก์จำเลยตกลงให้หักทอนบัญชีหนี้อันเกิดแต่กิจการในระหว่างกันและคงชำระหนี้ส่วนที่เป็นจำนวนคงเหลือถือได้ว่าโจทก์จำเลยได้ทำสัญญาบัญชีเดินสะพัดต่อกันโดยปริยายและอัตราดอกเบี้ยให้เป็นไปตามที่ประกาศของธนาคารโจทก์และธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยเกินกว่าอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นจำเลยฎีกาข้อต่อไปว่า สัญญาบัญชีเดินสะพัดเลิกในวันที่ 28กุมภาพันธ์ 2527 ซึ่งเป็นวันหักทอนบัญชีครั้งสุดท้าย

หลังจากวันนี้โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นอีกต่อไป เห็นว่า สัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์จำเลยอาจจะเลิกโดยคู่สัญญาแสดงเจตนาต่อกันโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายก็ได้ปรากฏตามบัตรบัญชีเอกสารหมาย จ.5 ว่าตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2518 ถึงเดือนมกราคม 2527 ในแต่ละเดือนจำเลยมักจะนำเงินเข้าบัญชีและถอนเงินจากบัญชีหลายครั้งเมื่อถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2527 จำเลยสั่งจ่ายเช็คถอนเงินเพียง1 ครั้ง เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2527 และนำเงินเข้าบัญชีเพียง1 ครั้ง เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2527 ต่อจากนี้จำเลยไม่ได้นำเงินเข้าหรือถอนเงินจากบัญชีนั้นเป็นเวลาถึง 5 ปีเศษ โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ยินยอมให้จำเลยถอนเงินจากบัญชีในแต่ละเดือนคงมีแต่รายการที่โจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นเข้าไปในบัญชีทุกวันสิ้นเดือนหรือใกล้วันสิ้นเดือนซึ่งเป็นการกระทำของโจทก์แต่เพียงฝ่ายเดียวไม่มีลักษณะเป็นการเดินสะพัดทางบัญชี

แสดงว่าโจทก์และจำเลยไม่ประสงค์จะเดินสะพัดทางบัญชีระหว่างกันอีกต่อไป โจทก์หักทอนบัญชีครั้งสุดท้ายภายหลังจากที่ไม่มีการเดินสะพัดทางบัญชีเมื่อวันที่ 28กุมภาพันธ์ 2527 สัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเลิกกันโดยปริยายเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2527 ซึ่งปรากฏตามบัตรบัญชีเอกสารหมาย จ.5 ว่าในวันนั้นจำเลยเป็นหนี้โจทก์จำนวน9,129.11 บาท โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นอีกต่อไป แต่ยังคงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยไม่ทบต้นในหนี้เงินดังกล่าวต่อไปได้จนกว่าจำเลยจะชำระหนี้เสร็จ การที่จำเลยนำเงินเข้าบัญชีเมื่อวันที่ 24พฤษภาคม 2532 จำนวน 40,000 บาท และโจทก์นำไปหักใช้หนี้ จึงเป็นการนำเงินเข้าเพื่อชำระหนี้ หาทำให้สัญญาบัญชีเดินสะพัดซึ่งเลิกกันไปแล้ว 5 ปีเศษ

เกิดขึ้นมาใหม่หรือมีผลมาถึงวันดังกล่าวไม่ ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นจำเลยฎีกาข้อสุดท้ายว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เห็นว่าแม้การที่จำเลยนำเงินเข้าบัญชีเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2532จะไม่มีผลต่อสัญญาบัญชีเดินสะพัดที่เลิกไปแล้ว แต่การกระทำดังกล่าวเป็นการชำระหนี้บางส่วน ย่อมมีผลทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14(1) ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนหน้านั้นไม่นับเข้าในอายุความ และให้เริ่มนับใหม่ตั้งแต่เวลานั้นตามมาตรา 193/15 สิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้ต้นเงินตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดไม่มีกฎหมายบัญญัติกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30 โจทก์ฟ้องคดีวันที่ 22 สิงหาคม 2538 ยังไม่เกิน 10 ปี สิทธิเรียกร้องในต้นเงินค้างชำระจึงไม่ขาดอายุความ ส่วนอายุความเรียกดอกเบี้ยค้างชำระมีอายุความ 5 ปีตามมาตรา 193/33(1) สิทธิเรียกร้องในดอกเบี้ยค้างชำระเฉพาะส่วนที่เกิน 5 ปี จึงขาดอายุความ ฎีกาจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 9,129.11 บาทแก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับแต่วันที่ 1มีนาคม 2527 เฉพาะดอกเบี้ยก่อนฟ้องให้จำเลยชำระไม่เกิน 5 ปีโดยให้นำเงินจำนวน 4,000 บาท มาหักชำระหนี้ที่มีอยู่ ณ วันที่ 24พฤษภาคม 2532 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ปัญญา ถนอมรอด · ระพินทร บรรจงศิลป · สมลักษณ์ จัดกระบวนพล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้