Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 176/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ที่โจทก์มอบอำนาจให้

คำฟ้องและคำให้การ

ที่โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันเงินกู้ แต่จำเลยที่ 1 กลับกรอกข้อความว่าโจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 อันเป็นการกระทำโดยไม่ได้รับความยินยอมหรือโดยฝ่าฝืนคำสั่งของโจทก์ และจำเลยที่ 1 ได้นำหนังสือมอบอำนาจไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ จึงเป็นการปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม จำเลยที่ 2 ได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือมอบอำนาจที่จำเลยที่ 1 ได้กรอกข้อความโดยไม่ได้รับความยินยอมหรือโดยฝ่าฝืนคำสั่งของโจทก์ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1ในการปลอมหนังสือมอบอำนาจด้วย แม้จำเลยที่ 2 จะไม่ได้ไปด้วยในวันที่นำหนังสือมอบอำนาจปลอมไปจดทะเบียนโอนที่ดิน แต่เมื่อจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 1 มาตั้งแต่ต้นทั้งเป็นสามีภรรยากันมีส่วนได้เสียในที่ดินที่รับโอน จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมในการใช้เอกสารปลอมด้วยโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264,268 และ 83ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้องจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ โดยอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนโจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ปัญหาตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันปลอมหนังสือมอบอำนาจและใช้หนังสือมอบอำนาจปลอมดังกล่าวตามฟ้องหรือไม่ โจทก์เบิกความว่า เมื่อวันที่5 เมษายน 2533 โจทก์ได้กู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 1 จำนวน 500,000บาท ปรากฏตามหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.2 และโจทก์ได้ทำหนังสือมอบอำนาจโดยมิได้กรอกข้อความและถ่ายสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนพร้อมสำเนาทะเบียนบ้านมอบให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อให้จำเลยที่ 1 นำไปจดทะเบียนจำนองที่ดิน 2 แปลง แก่จำเลยที่ 1 เป็นประกันเงินกู้ ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้กรอกข้อความลงในหนังสือมอบอำนาจว่าโจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ขายที่ดินแก่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2ลงลายมือชื่อในช่องพยาน และนำหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว

ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.1 ไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่โอนที่ดินเป็นของจำเลยที่ 1 สำเนาภาพถ่ายทะเบียนบ้านเอกสารหมาย จ.3 มิใช่ฉบับที่โจทก์มอบให้แก่จำเลยที่ 1 เพราะฉบับที่โจทก์มอบให้แก่จำเลยที่ 1นั้นมีข้อความว่า "เอาไว้เพื่อให้จำนองเท่านั้น" สำหรับลายมือชื่อที่มีเครื่องหมายดอกจันกำกับไว้เป็นลายมือชื่อของโจทก์แต่เป็นลายมือชื่อที่ถ่ายสำเนามา ส่วนจำเลยทั้งสองเบิกความว่า เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2533 โจทก์ได้ตกลงขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก) เลขที่ 757 และ 1232 เอกสารหมาย ล.2และ ล.3 ให้แก่จำเลยที่ 1 ในราคา 500,000 บาท โดยทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ไปดำเนินการจดทะเบียนการซื้อขายต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เอง

จำเลยที่ 1 ได้กรอกข้อความลงในหนังสือมอบอำนาจแล้วให้โจทก์อ่าน โจทก์เห็นว่าถูกต้องจึงได้ลงลายมือชื่อไว้ และจำเลยที่ 2 ได้ลงลายมือชื่อเป็นพยาน ปรากฏตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.1 นอกจากนี้โจทก์ได้ถ่ายสำเนาทะเบียนบ้านและบัตรประจำตัวประชาชนมอบให้แก่จำเลยที่ 1 หลายชุด ซึ่งมีทั้งที่โจทก์รับรองสำเนาถูกต้องและที่ไม่ได้รับรองสำเนาถูกต้อง จำเลยที่ 1ได้ชำระค่าที่ดินให้แก่โจทก์เป็นเช็ค เมื่อโจทก์ออกจากบ้านจำเลยที่ 1 ไปแล้ว จำเลยที่ 1 เกรงว่าจะมีปัญหาเหมือนเมื่อครั้งที่จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินจากโจทก์จำนวน 21 แปลง ซึ่งโจทก์ได้ใช้อุบายขอรับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ไปจากพนักงานเจ้าหน้าที่จำนวน 17 แปลง

จำเลยที่ 1 จึงไปตามโจทก์ที่ธนาคารแล้วพากันมาทำหนังสือสัญญากู้เงินเป็นการค้ำประกัน โดยโจทก์เป็นผู้เขียนหนังสือสัญญากู้เงิน และจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นพยาน ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.2 ครั้นวันที่ 18 เมษายน 2533 จำเลยที่ 1 ได้นำหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ไปจดทะเบียนโอนที่ดินเป็นของจำเลยที่ 1 เห็นว่า จำเลยที่ 1 เบิกความรับว่า จำเลยที่ 1 เคยซื้อที่ดินจากโจทก์ จำนวน 21 แปลง ปรากฏตามหนังสือสัญญาจะซื้อขายหรือสัญญาวางมัดจำเอกสารหมาย ล.1 ซึ่งเมื่อพิเคราะห์เอกสารดังกล่าวประกอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 757เอกสารหมาย ล.3 ปรากฏว่าที่ดินจำนวน 21 แปลงดังกล่าวเป็นที่ดินส่วนหนึ่งซึ่งแบ่งแยกจากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.)

เลขที่ 757 มีเนื้อที่ 10 ไร่ 89 ตารางวา และหนังสือสัญญาจะซื้อขายนั้นทำขึ้นเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2533 โดยตกลงกันในราคา 1,100,000 บาท ชำระเงินมัดจำในวันทำสัญญา 50,000 บาทส่วนที่เหลือตกลงชำระในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2533 จำนวน 450,000 บาทและชำระภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2533 อีกจำนวน 600,000 บาทดังนี้ จึงเชื่อว่าช่วงเกิดเหตุคดีนี้คือวันที่ 4 และ 5 เมษายน2533 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังที่ครบกำหนดชำระราคาที่ดิน จำนวน 21 แปลงดังกล่าวแล้ว ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)เลขที่ 757 ส่วนที่เหลือจากการแบ่งแยกและขายให้แก่จำเลยที่ 1ดังกล่าวซึ่งมีเนื้อที่ 5 ไร่ 3 งาน 39 ตารางวา ปรากฏตามเอกสารหมาย ล.3 และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)เลขที่ 1232 ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.)

เลขที่ 757 มีเนื้อที่ 7 ไร่ 12 ตารางวา ปรากฏตามเอกสารหมาย ล.2 เมื่อรวมกัน 2 แปลง มีเนื้อที่ทั้งสิ้น 12 ไร่ 3 งาน51 ตารางวา น่าจะมีราคาใกล้เคียงกับราคาที่ดินจำนวน 21 แปลงดังกล่าว แม้ที่ดิน 2 แปลงหลังนี้จะอยู่ด้านหลังที่ดิน 21 แปลงแต่ก็อยู่ติดกันและอยู่ติดทางสาธารณประโยชน์ ทั้งมีเนื้อที่มากกว่าถึง 2 ไร่ 2 งาน 62 ตารางวา จึงไม่น่าจะทำให้ราคาที่ดินต่างกันมากนัก นอกจากนี้ปรากฏตามสำเนาภาพถ่ายทะเบียนบ้านเอกสารหมาย จ.3ว่า ลายมือชื่อของโจทก์ที่มีเครื่องหมายดอกจันกำกับไว้นั้นเป็นลายมือชื่อที่ถ่ายสำเนามา และเหนือลายมือชื่อดังกล่าวมีรอยถูกปิดทับแล้วถ่ายสำเนามา จึงเชื่อว่าเป็นการปิดทับข้อความที่โจทก์เขียนไว้ว่า

"เอาไว้เพื่อให้จำนองเท่านั้น" ตามคำเบิกความของโจทก์ พฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุผลให้รับฟังได้ว่าโจทก์ได้กู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 1 จำนวน 500,000 บาท และทำหนังสือมอบอำนาจโดยมิได้กรอกข้อความมอบให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกัน ในทางตรงกันข้าม นอกจากเรื่องราคาที่ดินซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะซื้อขายกันในราคาเพียง 500,000 บาทแล้วหากเป็นการซื้อขายที่ดินกันและจำเลยที่ 1 เกรงจะเป็นปัญหาในภายหลังก็น่าที่จะให้โจทก์ทำเป็นหนังสือสัญญาจะซื้อขายไว้เป็นหลักฐานตามความเป็นจริงที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างและระบุให้ชัดเจนว่าโจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนโอนที่ดินเอง ไม่มีเหตุที่จะให้ทำเป็นหนังสือสัญญากู้เงินและระบุว่าได้นำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ให้ยึดเป็นประกันตามเอกสารหมายจ.2 คำเบิกความของจำเลยทั้งสองจึงไม่มีเหตุผลและน้ำหนักให้รับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้

เมื่อเป็นดังนี้การที่โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันเงินกู้ แต่จำเลยที่ 1 กลับไปกรอกข้อความว่า โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 อันเป็นการกระทำโดยไม่ได้รับความยินยอมหรือโดยฝ่าฝืนคำสั่งของโจทก์ และจำเลยที่ 1 ได้นำหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ จึงเป็นการปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมต้องมีความผิดตามฟ้องโจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นสามีของจำเลยที่ 1 และลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.2 แสดงว่าจำเลยที่ 2 รู้เรื่องที่โจทก์กู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 1 และทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันเงินกู้ดี

ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 ได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือมอบอำนาจที่จำเลยที่ 1 ได้กรอกข้อความโดยไม่ได้รับความยินยอมหรือโดยฝ่าฝืนคำสั่งของโจทก์ดังกล่าวพฤติการณ์ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการปลอมหนังสือมอบอำนาจด้วย และการปลอมหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวก็โดยมีเจตนาจะนำไปใช้ในการจดทะเบียนโอนที่ดินมาเป็นของจำเลยที่ 1แม้จำเลยที่ 2 จะไม่ได้ไปด้วยในวันที่นำหนังสือมอบอำนาจปลอมไปจดทะเบียนโอนที่ดิน แต่เมื่อจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 1มาตั้งแต่ต้น ทั้งเป็นสามีภริยากันมีส่วนได้เสียในที่ดินที่รับโอนจึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมในการใช้เอกสารปลอมด้วยต้องมีความผิดตามฟ้องโจทก์เช่นกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานปลอมเอกสาร และใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 268 วรรคแรกประกอบด้วยมาตรา 264, 83 ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมแต่กระทงเดียว ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุกคนละ 2 ปี ปรับคนละ 6,000 บาท คดีไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยทั้งสองกลับตัวสักครั้งหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด3 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมิทธิ์ วราอุบล · สมาน เวทวินิจ · จิระ บุญพจนสุนทร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้