Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1758/2523

พ.ศ. 2523 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้จำเลยที่ 1 จะได้กล่าวเท็จในหนังสือถึงอธิบดีกรมศุลกากรว่าตนเป็นผู้สั่งการให้จับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับภาษีศุลกากรที่มีการขอรับสินบนนำจับนั้นแต่เมื่อจำเลยไม่มีหน้าที่ต้องแจ้งข้อความดังกล่าวต่ออธิบดีกรมศุลกากรการกระทำของจำเลยจึงมิใช่เป็นการกระทำในการปฏิบัติการตามหน้าที่จำเลยไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 162 เมื่อศาลอุทธรณ์ได้สั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 แล้วเพราะเหตุถึงแก่กรรมสิทธิของโจทก์ในการฟ้องจำเลยที่ 2 ย่อมเป็นอันระงับไปตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(1) คำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งพิพากษาว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดย่อมระงับไปในตัวและไม่มีผลบังคับต่อไปศาลฎีกาจึงไม่พิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ด้วย พยานที่เกิดจากขู่เข็ญจูงใจว่าจะให้พยานออกจากงานโดยรับบำนาญและไม่จับกุมมาดำเนินคดีรับฟังไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 226

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 162 ศาลอุทธรณ์สั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ซึ่งถึงแก่กรรมระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ และพิพากษายืนสำหรับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า"พยานหลักฐานจำเลยมีน้ำหนักน่าเชื่อถือส่วนโจทก์ไม่มีพยานคนใดยืนยันได้ว่าไม่มีผู้แจ้งความนำจับบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 2 กับนางอะไพ อินทาปัจ หมาย จ.24 และ จ.26 ซึ่งให้การต่อคณะกรรมการสอบสวนของกรมตำรวจรับว่าไม่มีผู้แจ้งความนำจับ ตลอดจนบันทึกยืนยันคำให้การดังกล่าวต่อคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยของกระทรวงมหาดไทยและต่อพนักงานสอบสวนนั้น จำเลยที่ 2 กับนางอำไพ อินทาปัจ ก็เบิกความว่าให้การและยืนยันเช่นนั้นเพราะถูกคณะกรรมการและพนักงานสอบสวนขู่เข็ญจูงใจว่าจะให้จำเลยที่ 2 ออกจากราชการโดยได้รับบำนาญ และไม่จับกุมนางอำไพอินทาปัจ เป็นผู้ต้องหา ซึ่งน่าเชื่อว่าเป็นความจริง

เห็นว่า คำให้การดังกล่าวเกิดจากการขู่เข็ญจูงใจ ต้องห้ามมิให้อ้างเป็นพยาน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 จึงรับฟังไม่ได้ คดีฟังได้ว่าการจับกุมรายนี้มีผู้แจ้งความนำจับ และผู้แจ้งความนำจับคือนางอำไพ อินทาปัจมีปัญหาต่อไปว่าลายพิมพ์นิ้วมือในใบแจ้งความนำจับและใบมอบฉันทะให้รับสินบนนำจับแทนเป็นลายพิมพ์นิ้วมือของนางอำไพ อินทาปัจหรือไม่ การจับกุมรายนี้เป็นผลสำเร็จเพราะการแจ้งความหรือไม่ และจำเลยที่ 1 เป็นผู้สั่งการให้จับกุมหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์จำเลยนำสืบรับกันฟังได้ว่าลายพิมพ์นิ้วมือในเอกสารดังกล่าวเป็นลายพิมพ์นิ้วมือของนางอำไพ อินทาปัจ จริง และตามพฤติการณ์ในคดีเชื่อว่าการจับกุมรายนี้เป็นผลสำเร็จเพราะการแจ้งความนั้น

ส่วนการที่จำเลยที่ 1อ้างว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้สั่งการให้จับกุมในหนังสือหมาย จ.3 ที่มีไปถึงอธิบดีกรมศุลกากร ขอรับสินบนนำจับแทนผู้แจ้งความนั้น ตามหลักฐานในคดีปรากฏว่าจำเลยที่ 1 พึ่งทราบถึงเรื่องการจับกุมรายนี้เมื่อเช้าวันที่ 25 กันยายน 2514 อันเป็นเวลาภายหลังการจับกุมแล้วหลายชั่วโมง ไม่มีหลักฐานว่าจำเลยที่ 1 ได้ทราบถึงการกระทำความผิดรายนี้มาก่อน จึงเชื่อว่าจำเลยที่ 1 มิได้เป็นผู้สั่งการให้จับกุมแต่อย่างใดด้วยเหตุผลดังวินิจฉัยมาแล้วนั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 บันทึกในใบแจ้งความนำจับหมาย จ.3 และใบมอบฉันทะหมาย จ.5 รับรองว่าลายพิมพ์นิ้วมือในเอกสารนั้นเป็นลายพิมพ์นิ้วมือของผู้แจ้งความนำจับ และรับรองในใบแจ้งความนำจับหมาย

จ.3 ว่า การจับกุมเป็นผลสำเร็จเพราะการแจ้งความดังกล่าว และการที่จำเลยที่ 1 ทำหนังสือหมาย จ.3 ถึงอธิบดีกรมศุลกากรรับรองว่า มีผู้แจ้งความนำจับ ตลอดจนการขอรับสินบนนำจับในฐานะผู้รับมอบฉันทะแทนผู้แจ้งความนำจับ จึงไม่ใช่ความเท็จ และมิใช่เป็นการหลอกลวงฉ้อโกงกรมศุลกากร การที่จำเลยที่ 1 ได้รับเงินสินบนนำจับไปจากกรมศุลกากรจึงเป็นการชอบ ส่วนการที่จำเลยที่ 1 กล่าวในหนังสือถึงอธิบดีกรมศุลกากร หมาย จ.3 ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้สั่งการให้จับกุมนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่ต้องทำเอกสารแจ้งข้อความดังกล่าวต่ออธิบดีกรมศุลกากร การที่จำเลยที่ 1 ทำเอกสารดังกล่าวขึ้นจึงมิใช่เป็นการกระทำในการปฏิบัติการตามหน้าที่ แม้จะไม่เป็นความจริงก็ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162ศาลฎีกาเห็นว่า

จำเลยที่ 1 มิได้กระทำความผิดตามฟ้องทุกข้อหาและไม่ต้องคืนเงินสินบนนำจับให้แก่กรมศุลกากร ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และให้คืนเงินแก่กรมศุลกากรนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นอนึ่ง ตามที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยมาแล้วว่า จำเลยที่ 1 มิได้กระทำความผิดนั้นแม้เป็นเหตุในลักษณะคดี อันฟังไปถึงจำเลยที่ 2 ว่ามิได้กระทำความผิดด้วยก็ตาม แต่เห็นว่าศาลอุทธรณ์ได้สั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 แล้ว เพราะเหตุถึงแก่กรรม สิทธิของโจทก์ในการฟ้องจำเลยที่ 2 ย่อมเป็นอันระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(1) คำพิพากษาของศาลชั้นต้นซึ่งพิพากษาว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดย่อมระงับไปในตัวและไม่มีผลบังคับต่อไป ศาลฎีกาจึงไม่พิพากษาตลอดไป ถึงจำเลยที่ 2 ด้วยพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์"

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ธาดา วัชรานันท์ · ประเสริฐ วราภรณ์ · บรรเทอง ภู่กฤษณา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้