Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17522/2557

พ.ศ. 2557 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คำร้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 18 มกราคม 2553 ซึ่งศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดไปแล้ว เป็นการคัดค้านคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ไม่ดำเนินการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 4692 ของจำเลยเช่นเดียวกับคำร้องนี้ แม้จะเป็นการคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีคนละคราวกัน แต่ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากโจทก์ยื่นคำแถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินแปลงเดียวกันโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันว่าทรัพย์จำนองไม่เพียงพอชำระหนี้โจทก์ ซึ่งคำร้องฉบับหลังโจทก์อ้างเพียงว่ามีภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นเท่านั้นอันมีผลสืบเนื่องมาจากการที่โจทก์ไม่รีบดำเนินการบังคับคดีแก่ทรัพย์จำนอง โดยความรับผิดในส่วนดอกเบี้ยของจำเลยนี้มีมาแต่เดิมและมีอยู่แล้วในขณะที่โจทก์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 18 มกราคม 2553 คำร้องของโจทก์จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยชำระเงิน 599,726.98 บาท พร้อมดอกเบี้ย โดยผ่อนชำระรายเดือนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 6,400 บาท ภายในทุกวันที่ 15 ของเดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2545 เป็นต้นไป ภายใน 15 ปี และชำระเบี้ยประกันภัยที่โจทก์ออกแทนไป รวมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลไม่สั่งคืนและค่าทนายความด้วย หากจำเลยผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้โจทก์บังคับคดีในหนี้ส่วนที่ค้างชำระโดยยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 80991 ตำบลบึงทองหลาง อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์จนเสร็จสิ้น หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์จนกว่าจะครบถ้วน ต่อมาวันที่ 25 ธันวาคม 2546 โจทก์ขอบังคับคดีตามคำพิพากษาโดยอ้างว่าจำเลยไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ วันที่ 14 ตุลาคม 2547 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดทรัพย์จำนองเพื่อบังคับคดีตามคำพิพากษา วันที่ 18 มกราคม 2553

โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ไม่ดำเนินการยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยตามคำขอของโจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน คู่ความไม่ฎีกา วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2555 โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ไม่ดำเนินการยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยตามคำขอของโจทก์ ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยต่อไป และขอขยายระยะเวลาบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีรายงานข้อเท็จจริง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้ฟังเป็นยุติได้ว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยชำระเงิน 599,726.98 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 483,764.65 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 พฤศจิกายน 2544) เป็นต้นไป โดยผ่อนชำระรายเดือนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 6,400 บาท ภายในทุกวันที่ 15 ของเดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2545 เป็นต้นไป ภายใน 15 ปี และชำระเบี้ยประกันภัยที่โจทก์ออกแทนไป รวมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลไม่สั่งคืนและค่าทนายความด้วย หากจำเลยผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้โจทก์บังคับคดีในหนี้ส่วนที่ค้างชำระโดยยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 80991 ตำบลบึงทองหลาง

อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์จนเสร็จสิ้น หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์จนกว่าจะครบถ้วน ต่อมาจำเลยไม่ชำระหนี้โจทก์ เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2547 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองเพื่อบังคับคดี ต่อมาวันที่ 18 มกราคม 2553 โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ไม่ดำเนินการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 4692 ตำบลแม่ก๊า อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นทรัพย์สินอื่นของจำเลยตามคำขอของโจทก์ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องของโจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โจทก์ไม่ฎีกา ประเด็นตามคำร้องขอของโจทก์จึงถึงที่สุดไปแล้ว

ต่อมาวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2555 โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ไม่ดำเนินการยึดที่ดินแปลงดังกล่าวซึ่งเป็นทรัพย์สินอื่นของจำเลยตามคำขอของโจทก์อีกครั้ง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำร้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2555เป็นประเด็นเดียวกันกับคำร้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 18 มกราคม 2553 หรือไม่ และกรณีมีเหตุที่จะขยายระยะเวลาบังคับคดีให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า คำร้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 18 มกราคม 2553 เป็นการคัดค้านคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ไม่ดำเนินการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 4692 ของจำเลยเช่นเดียวกับคำร้องนี้ แม้จะเป็นการคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีคนละคราวกัน แต่ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากโจทก์ยื่นคำแถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินแปลงเดียวกันโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันว่าทรัพย์จำนองไม่เพียงพอชำระหนี้โจทก์ ซึ่งตามสัญญาประนีประนอมยอมความเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2545 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ 599,726.98 บาท แก่โจทก์ และตามรายงานการยึดทรัพย์ของเจ้าพนักงานบังคับคดีในสำนวนอันดับที่ 37 พบว่า

ทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 80991 พร้อมสิ่งปลูกสร้างมีราคาประเมินถึง 634,800 บาท สูงกว่าภาระหนี้ที่จำเลยมีต่อโจทก์ ทั้งที่ตามคำขอออกหมายบังคับคดีของโจทก์ฉบับลงวันที่ 25 ธันวาคม 2546 ก็ปรากฏว่าจำเลยไม่ได้ชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความแต่อย่างใด ดังนั้น หากโจทก์รีบดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดอาจทำให้ได้เงินเพียงพอแก่การรับชำระหนี้ แต่โจทก์กลับปล่อยเวลาให้เนิ่นนานโดยดำเนินการยึดทรัพย์จำนองวันที่ 14 ตุลาคม 2547 และขอให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 4692 เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2553 หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความถึง 2 ปี 8 เดือน และ 8 ปี ตามลำดับ ทำให้จำเลยซึ่งต้องรับผิดในดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 483,764.65 บาท

มีภาระหนี้เพิ่มขึ้นมาก อันมีผลสืบเนื่องมาจากการที่โจทก์ไม่รีบดำเนินการบังคับคดีแก่ทรัพย์จำนอง ซึ่งความรับผิดในส่วนดอกเบี้ยของจำเลยนี้มีมาแต่เดิมและมีอยู่แล้วในขณะที่โจทก์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 18 มกราคม 2553 มิใช่พฤติการณ์พิเศษที่ทำให้โจทก์ไม่อาจอ้างได้มาก่อน คำร้องของโจทก์จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 เมื่อโจทก์ไม่อาจดำเนินการยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยได้ก่อนมีการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองแล้ว และการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองที่ยึดไว้ภายในกำหนดระยะเวลาบังคับคดียังสามารถทำได้แม้จะล่วงเลยระยะเวลาบังคับคดี กรณีจึงไม่มีเหตุขยายระยะเวลาบังคับคดีให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมจิตร์ ทองศรี · ธีระพงศ์ จิระภาค · สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดธัญบุรี - นางสาวหทยา กุลชัยรัตนา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายประมวล สุขสมพร
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.3798/2556
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้