คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลายต่อไปจำเลยต่อสู้ว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้มีประกันแต่มิได้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติล้มละลายพุทธศักราช 2483 มาตรา 10 (2) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าการฟ้องคดีของโจทก์ไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 และพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่าโจทก์เป็นตัวแทนซื้อหุ้นของบริษัทให้แก่จำเลยผู้เป็นตัวการและโจทก์ได้ออกเงินทดรองชำระค่าหุ้นดังกล่าวแทนจำเลยไปก่อนโจทก์ก็ย่อมมีสิทธิยึดหน่วงใบหุ้นเหล่านั้นทียังคงอยู่ในความครอบครองของโจทก์ได้
จนกว่าจำเลยจะชำระเงนที่โจทก์ทดรองออกแทนจำเลยไปก่อน ทั้งนี้ตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 241, 244 และ 819 แม้การซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2517 ก็เป็นเรื่องที่จะต้องปฏิบัติเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์เท่านั้นสิทธิยึดหน่วงของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หาได้เปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใดไม่ เมื่อโจทก์มีสิทธิยึดหน่วงใบหุ้นซึ่งเป็นทรัพย์สินของจำเลย โจทก์จึงเป็นเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 มาตรา 6 ฉะนั้นการที่ฟ้องให้จำเลยล้มละลายโจทก์จึงต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติล้มละลายพุทธศักราช 2483 มาตรา 10 (2) โดยกล่าวมาในฟ้องว่าถ้าจำเลยล้มละลายแล้วโจทก์ยอมสละหุ้นของจำเลยแก่เจ้าหนี้ทั้งหลายหรือตีราคาหุ้นดังกล่าวมาในฟ้องด้วย เมื่อโจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว ฟ้องของโจทกืจึงไม่ชอบที่ศาลจะรับไว้พิจารณา ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาให้ยกฟ้องโจทก์ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน.